คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 2: ตรวจสอบพลังและรอสอบเข้า8,064 ตัวอักษร

ตอนที่ 2: ตรวจสอบพลังและรอสอบเข้า

เช้าวันใหม่ ยูรันตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย พร้อมกับเริ่มทดสอบอะไรหลาย ๆ อย่าง กระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงเที่ยงวัน เขาจึงนั่งพิงเสาไม้แล้วได้ข้อสรุปคร่าว ๆ

“หลังจากลองหลาย ๆ อย่าง ดูเหมือนจะยังใช้ได้อยู่”

จิตเทวะ ยังสามารถใช้ข่มขวัญได้ แต่ว่าสำหรับพลังที่ห่างกันสองระดับใหญ่ อาจจะต้านทานได้ไม่ยากเย็นนัก”

เขาหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ

จิตสังหาร เองก็เหมือนกัน ก็แค่แสดงเจตนาฆ่า ใช้หรือไม่ใช้ก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก”

จิตมาร ก็ยังสามารถปลดปล่อยออกมาได้เหมือนเดิม”

ยูรันยกมือขึ้นเล็กน้อย คล้ายกำลังตรวจสอบความรู้สึกที่เหลืออยู่ในร่าง

พลังจิต โยกย้ายสิ่งของก็ใช้ได้ปกติ เพียงแต่ระดับสูงหน่อยอาจจะขัดขืนได้”

เปลแห่งดวงดาว ทดสอบไปแล้ว ขึ้นอยู่กับต้นกำเนิดล้วน ๆ เพราะงั้นยังไม่จำเป็นมากนัก”

เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย

เนตรพยากรณ์ ต้องหาคนลองผูกพันธะ แล้วส่องโชคชะตาสักหน่อย อืม... จากการดูคร่าว ๆ ของตัวเองก็พอจะเดาได้ว่าต้องไปที่ไหนต่อ”

พันธะแห่งดวงดาว ก็ยังใช้ได้เหมือนเดิม”

เมื่อพูดถึงเรื่องสุดท้าย ยูรันเงียบไปชั่วครู่ สีหน้าดูครุ่นคิดขึ้นมาเล็กน้อย

“ส่วน รูน ดูเหมือนโลกนี้จะไม่มีสิ่งที่เรียกว่ารูน จากประสบการณ์การอ่านนิยาย ควรจะเป็นอักขระค่ายกลที่มีแกนกลาง มีจุดศูนย์กลาง”

เขานิ่งไปอีกพักหนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ

“ค่ายกลแม่งดูเหมือนพวกที่ชอบใช้แม่งเป็นพวกปัญญาอ่อนรึเปล่าวะ”

“เอาเถอะ ยังไงก็ไม่ได้ผลอะไรกับข้าอยู่ละ”

"ส่วนเรื่องระบบพลังการบำเพ็ญเพียร ดูเหมือนจะต้องปรับเทียบให้ใช้วงแหวนสลักไว้ในหัวใจแทนจะได้อยู่ในระบบเดียวกัน ส่วนวิธีการตอนนี้อาจจะต้องใช้พลังงานปริมาณมหาศาลในการลองสร้างดูก่อน"

ยูรัน ถอดหายใจเบาๆ "ยุ่งยากชิบหาย วันนี้แค่นี้พอ อีก 2 วันค่อยไปสอบเข้า สำนักเมฆาจันทร์ วันนี้นอนต่อดีกว่า"

พูดจบ เขาก็ล้มตัวลงบนเตียงทันที ราวกับการทดสอบพลังตลอดครึ่งเช้าที่ผ่านมาเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยซึ่งไม่ควรค่าให้เสียเวลาคิดต่อ ไม่นานนัก ลมหายใจของเขาก็ค่อย ๆ สม่ำเสมอ ก่อนจะหลับไปอีกครั้งอย่างสบายใจ

สองวันต่อมา -----

แสงเช้าลอดผ่านช่องหน้าต่างแตก ๆ ตกลงบนพื้นไม้เก่า ลมอ่อนพัดกลิ่นดินชื้นเข้ามาในห้องเป็นระยะ บนโต๊ะเล็กข้างมือมีถ้วยชาที่เขาชงเองอย่างลวก ๆ วางอยู่หนึ่งถ้วย กลิ่นชาไม่เลว

ยูรันลุกขึ้นยืน บิดคอเล็กน้อยเพื่อไล่ความเมื่อยขบ เขามองสำรวจห้องไม้เก่า ๆ เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหยิบซาลาเปาขึ้นมากัดคำหนึ่งแล้วเดินออกจากห้องไป

แสงแดดยามเช้ายังไม่แรง ถนนดินหน้าเรือนมีผู้คนเดินผ่านประปราย ส่วนใหญ่เป็นคนธรรมดาที่ตื่นแต่เช้าเพื่อไปตลาด มีรถเข็นผัก พ่อค้าขายแป้งทอด และเด็กกลุ่มหนึ่งที่กำลังวิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนาน ทว่าจังหวะนั้น เด็กคนหนึ่งกำลังจะพุ่งเข้าใส่ตะกร้าไม้บนหลังของชายชราที่เดินสวนมา

ยูรันยื่นมือไปจับไหล่เด็กคนนั้นไว้เบา ๆ ดึงรั้งดักหน้าไว้ก่อนที่ร่างเล็กจะชนเป้าหมาย

เด็กหนุ่มตัวน้อยเงยหน้ามองเขาอย่างตกใจ “ขอโทษพี่ชาย!”

ยูรันยิ้มให้พลางปล่อยมือ “ไม่เป็นไร วิ่งช้าลงหน่อย ถ้าเจ้าชนตะกร้านั่น วันนี้คนขายผักได้ลำบากแย่”

ชายชราที่แบกตะกร้าหันมาหัวเราะเสียงแหบ “เด็ก ๆ ซนเป็นเรื่องปกติ ขอบใจเจ้าหนุ่มมาก”

ยูรันพยักหน้ารับคำ ก่อนจะเอ่ยถาม "ทางไปเมืองเชิงเขาเมฆาจันทร์ ไปทางนี้ใช่หรือไม่"

ชายชราชี้มือไปตามถนนใหญ่ทางทิศตะวันออก “เดินตามทางไปครึ่งวันก็ถึง ถ้าเจ้าจะไปสอบเข้าสำนักก็ต้องรีบหน่อยนะ วันนี้คนคงเยอะมากเลยทีเดียว”

“ขอบคุณ” ยูรันกล่าวตอบ

เขาสะบัดข้อมือหยิบซาลาเปาอีกลูกออกจากช่องเก็บของระบบอย่างแนบเนียน แล้วยื่นส่งให้เด็กน้อยที่เกือบวิ่งชนตะกร้าผักเมื่อครู่

เด็กทำตาโตมองของกินในมือ "ให้ข้าหรือ"

"ถูกต้อง"

เด็กน้อยยิ้มกว้าง รีบรับซาลาเปาไปอย่างดีใจ ยูรันเดินจากไปอย่างสบายอารมณ์ ในใจคิดเพียงว่า... โลกนี้ออกจะเสียงดังไปหน่อย แต่เรื่องของกินก็นับว่าพอใช้ได้

เส้นทางจากหมู่บ้านเล็กมุ่งสู่เมืองเชิงเขาเมฆาจันทร์ไม่ได้ไกลเกินไปนัก สำหรับคนธรรมดาอาจต้องใช้เวลาเดินถึงครึ่งวัน แต่สำหรับยูรัน ต่อให้ร่างนี้ยังอ่อนแอและไร้ปราณ เขาก็ยังควบคุมจังหวะการหายใจและการลงน้ำหนักเท้าได้เหนือชั้นกว่าคนทั่วไปมาก เขาเพียงเดินทอดน่องด้วยท่าทีไม่รีบร้อน ทว่าความเร็วกลับไม่ได้ช้ากว่าคนที่กำลังรีบวิ่งเลยสักนิด

ระหว่างทาง เขาพบกลุ่มผู้เข้าสอบหลายกลุ่ม บางคนแต่งกายหรูหรามีผู้ติดตามคอยถือร่มและกล่องยาให้ บางคนสะพายกระบี่ไม้ที่ยังไม่ได้ลับคม บางคนเป็นเด็กชาวบ้านสวมรองเท้าผ้าเก่า ๆ ทว่าดวงตากลับประกายด้วยความหวัง พวกเขาเดินคุยกันเรื่องชีวิตหลังเข้าสำนักราวกับผ่านการทดสอบไปแล้วเรียบร้อย

ยูรันเดินตามหลังพลางฟังเสียงพูดคุยเหล่านั้นผ่าน ๆ

“ข้าได้ยินว่าปีนี้ยอดเขากระบี่จะรับศิษย์ใหม่เพิ่มด้วยนะ”

“ยอดเขาโอสถต่างหากที่ดี เข้าไปแล้วไม่มีทางขาดแคลนโอสถฝึกตนแน่”

“ยอดเขาหลักน่ะรับยากที่สุด แต่ถ้าได้เข้าไปก็เหมือนได้เหยียบครึ่งก้าวสู่แดนสร้างรากฐานแล้วล่ะ”

“แล้วพวกเจ้ารู้จักยอดเขาจันทราหรือไม่”

“ยอดเขาจันทรา? ที่นั่นเงียบจะตาย ได้ข่าวว่าศิษย์ต้องออกไปหาเงินใช้เอง เบี้ยขยันก็น้อย เจ้าของยอดเขาก็ไม่ชอบยุ่งกับฝ่ายคลังด้วยนะ”

“งั้นใครจะไปอยู่ขัดสนแบบนั้นล่ะ”

“หึ คงมีแต่พวกไม่มีที่ไปละมั้ง” เสียงหัวเราะเยาะดังรับกันเบา ๆ ในกลุ่ม

ยูรันที่เดินเยื้องอยู่ด้านหลังกลุ่มนั้นได้ยินชัดเจนทุกคำ ทว่าเขากลับไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองอะไรเป็นพิเศษ ยอดเขายากจนที่ไม่มีใครอยากไป... ยอดเขาสันโดษที่ไม่มีใครมารบกวน

ผ่านไปครึ่งวัน ไม่นาน ยูรันก็มาถึงลานลงทะเบียนหน้าประตูสำนักชั้นนอก ผู้เข้าสอบจำนวนมากต่อแถวยาวไปตามถนน เจ้าหน้าที่สำนักหลายคนยืนอยู่หลังโต๊ะไม้ ตรวจชื่อ อายุ ที่มา และแจกป้ายไม้ให้ผู้เข้าสอบ ป้ายไม้แต่ละแผ่นสลักตราเมฆจันทร์กับตัวเลขลำดับไว้ชัดเจน

ยูรันต่อแถวอย่างสงบ ป้ายประกาศอธิบายขั้นตอนการทดสอบของสำนักเมฆาจันทร์ปีนี้อย่างละเอียด

ด่านแรก วัดรากปราณ ด่านที่สอง บันไดเจตจำนง ด่านที่สาม กระจกส่องชะตา

ผู้ที่ผ่านเกณฑ์จะถูกบันทึกชื่อเข้าสำนักชั้นนอก หากมียอดเขาใดสนใจเป็นพิเศษ อาจถูกเรียกตัวขึ้นยอดเขานั้นทันที แต่หากไม่มี ย่อมเริ่มจากศิษย์ชั้นนอกและค่อย ๆ สะสมผลงานเพื่อขอโอกาสในภายหลัง

ยูรันอ่านถึงตรงนี้แล้วพยักหน้า

ระบบคัดกรองแบบพื้นฐาน วัดรากปราณเพื่อดูภาชนะ วัดเจตจำนงเพื่อดูความทนทาน วัดชะตาเพื่อดูความเกี่ยวพันกับสำนัก

ไม่เลวสำหรับของเด็กเล่น

แถวขยับมาถึงยูรันในที่สุด เจ้าหน้าที่สำนักวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นจากสมุดทะเบียน

“ชื่อ อายุ”

ยูรันมองด้วยสีหน้าสบาย ๆ “ยูรัน อายุยี่สิบสอง”

เจ้าหน้าที่หยิบป้ายไม้แผ่นหนึ่งส่งให้ “ลำดับเจ็ดร้อยสามสิบหก เก็บไว้ให้ดี หากทำหายถือว่าสละสิทธิ์”

ยูรันรับป้ายมา “ขอบคุณ”

ยูรันเดินผ่านประตูชั้นนอกเข้าสู่ลานสอบ

ลานแห่งนี้กว้างมาก ปูด้วยศิลาสีขาวเทา ตรงกลางมีหินทดสอบรากปราณสูงเท่าคนผู้หนึ่งตั้งอยู่ บนหินมีเส้นอักขระจาง ๆ ไหลวนเหมือนเมฆ ด้านหลังเป็นบันไดหินยาวทอดขึ้นไปสู่ประตูด้านในของสำนัก ส่วนไกลออกไปมีกระจกทองแดงบานใหญ่ตั้งอยู่บนแท่นหยก

เหนือหน้าผาห่างออกไปหลายชั้น มีตำหนักและยอดเขาจำนวนมากลอยอยู่ในหมอกบาง เมฆขาวคลอเคลียไหล่เขา แสงอาทิตย์สะท้อนชายคากระเบื้องเป็นประกาย คล้ายภาพวาดที่มนุษย์ใช้หลอกตนเองว่าการฝืนฟ้าคือความงดงาม

ผู้เข้าสอบหลายร้อยคนรวมตัวกันในลาน ต่างคนต่างกระซิบด้วยความตื่นเต้น

ยูรันมองไปรอบ ๆ แล้วเลือกยืนใต้ร่มเงาของต้นสนข้างลาน รอเข้าสอบ

ไม่นานนัก เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านข้าง

“เจ้าก็มาสอบเข้าเหมือนกันใช่รึเปล่า”

ยูรันเหลือบตาไปมอง เห็นหญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล นางสวมอาภรณ์สีอ่อนเรียบสะอาด ใบหน้างดงาม ท่าทีสงบนิ่งกว่าผู้เข้าสอบส่วนใหญ่ ดวงตาคู่นั้นมองเขาด้วยความสงสัยเล็กน้อย คล้ายแปลกใจที่มีคนมายืนรอสอบด้วยสีหน้าไร้ความกังวลเช่นนี้

“อืม” ยูรันตอบสั้น ๆ

หญิงสาวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามต่อ “เจ้าตื่นเต้นบ้างไหม”

ยูรันหาวเบา ๆ แล้วเอนหลังพิงลำต้นสน

“ไม่ตื่นเต้น แค่สอบเข้านี่ ผ่านก็ผ่าน ไม่ผ่านก็ไม่ผ่าน ไม่เห็นต้องคิดมาก”

คำตอบนั้นทำให้นางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนมุมปากจะยกขึ้นจาง ๆ

“พูดได้น่าสนใจดี”

ทันใดนั้นเสียงฮือฮาก็ดังขึ้นจากศาลาชมสอบเหนือขอบลาน

ม่านเมฆบาง ๆ ค่อย ๆ แหวกออก เผยให้เห็นคนกลุ่มหนึ่งที่เพิ่งมาถึง

ผู้ที่เดินนำหน้าเป็นหญิงสาวในชุดขาวเรียบไร้ลวดลายฟุ่มเฟือย เส้นผมสีขาวยาวจรดเอว ใบหน้าเย็นเยียบราวจันทร์กลางฤดูหนาว ดวงตาสงบนิ่งจนยากจะคาดเดาอารมณ์ แม้นางไม่ได้ปล่อยแรงกดดันใดออกมา ทว่าเพียงปรากฏตัว เสียงพูดคุยรอบบริเวณก็พลันเบาลงโดยไม่รู้ตัว

ผู้คนที่ได้เห็นต่างรู้สึกคล้ายกำลังเงยหน้ามองดวงจันทร์กลางราตรี งดงาม เย็นชา และห่างไกลจนไม่อาจเอื้อมถึง

เจ้าของยอดเขาจันทรา ผู้อาวุโสหลิงเยวี่ย

ด้านหลังนางคือสตรีชุดขาวอีกคน สีหน้าเย็นกว่าอากาศยามเช้า แววตานิ่งและคมเหมือนคนที่สามารถมองบัญชีผิดไปหนึ่งเหรียญแล้วจำได้ตลอดชีวิต นางคือไป๋หลิง ศิษย์ลำดับที่สองของยอดเขาจันทรา

ถัดมาเป็นหญิงสาวชุดแดงที่แบกกระบี่ไว้บนไหล่ ท่าทีร่าเริง เบื่อหน่าย และพร้อมจะหาเรื่องสนุกได้ทุกเมื่อ นางคือหนานอวี้ ศิษย์ลำดับที่สาม

คนสุดท้ายคือเด็กหนุ่มชุดศิษย์สีขาวสะอาด บนชายแขนเสื้อปักลายจันทร์เสี้ยวของยอดเขาจันทรา ลวดลายบนป้ายหยกข้างเอวละเอียดกว่าศิษย์ทั่วไปเล็กน้อย พอให้ผู้มีสายตาเข้าใจได้ว่าเขาไม่ใช่ศิษย์ธรรมดา แต่เป็นผู้ที่ถูกวางตัวให้รับช่วงยอดเขาในอนาคต ใบหน้าหล่อเหลา ท่าทีสุภาพ ดวงตาอบอุ่นเหมือนคนที่พร้อมช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ รอบตัวเขาไม่มีความเย่อหยิ่งชัดเจน แต่ยิ่งเป็นแบบนั้น ผู้คนกลับยิ่งรู้สึกว่าเขาโดดเด่น

เย่อ้าวเทียน