คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 8 ป้ายหยก 17,721 ตัวอักษร

ตอนที่ 8 ป้ายหยก 1

เช้าวันเดียวกัน

ตำหนักใหญ่ยอดเขาจันทรายังเงียบสงบ แสงเช้าลอดรอยแตกของหลังคาลงบนพื้นหิน ฝุ่นลอยช้า ๆ ราวกับยังขี้เกียจตื่น

หลิงเยวี่ยนั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้ยาว มือหนึ่งถือถ้วยชาอุ่น สีหน้าครึ่งหลับครึ่งตื่นเหมือนไม่มีสิ่งใดในโลกควรค่าพอให้นางลืมตาเต็มที่

เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังเข้ามาจากด้านนอก

เย่อ้าวเทียนเดินเข้ามา ก่อนคุกเข่าลงตรงหน้านางอย่างเรียบร้อย

“ท่านอาจารย์ ศิษย์มีเรื่องต้องรายงาน”

หลิงเยวี่ยเหลือบตามอง

“ว่ามา”

เย่อ้าวเทียนก้มหน้าลงต่ำ

“หยกจันทราส่องประกายที่ท่านอาจารย์มอบให้ศิษย์ หายไปแล้วขอรับ”

ถ้วยชาในมือหลิงเยวี่ยหยุดนิ่งเล็กน้อย

“หาย?”

“ขอรับ ศิษย์ค้นหาทั้งคืนแล้วไม่พบ”

“แล้วเจ้าสงสัยใคร”

เย่อ้าวเทียนเงียบไปครู่หนึ่งให้ดูเหมือนลำบากใจ

“เมื่อคืน ศิษย์เห็นยูรันผ่านใกล้เรือนพักของศิษย์ขอรับ”

หลิงเยวี่ยมองเขานิ่ง ๆ

“เจ้ากำลังกล่าวหาเขา?”

เย่อ้าวเทียนรีบก้มหน้าลง

“ศิษย์ไม่กล้า เพียงแต่หยกจันทราส่องประกายเป็นของสำคัญ ศิษย์จึงอยากขอตรวจสอบให้ชัด เพื่อไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ต้องถูกครหา”

หลิงเยวี่ยวางถ้วยชาลงเบา ๆ

“ไปตามไป๋หลิง หนานอวี้ และหลานชิงอวี้”

เย่อ้าวเทียนชะงักเล็กน้อย

“หลานชิงอวี้ด้วยหรือขอรับ”

“นางเป็นศิษย์ใหม่ที่เข้ายอดเขามาพร้อมยูรัน”

หลิงเยวี่ยกล่าวเสียงเรียบ

“ให้มาดูด้วย”

“ขอรับ”

เย่อ้าวเทียนประสานมือ ก่อนลุกออกจากตำหนักไป

ทันทีที่หันหลังให้หลิงเยวี่ย สีหน้าเจ็บปวดของเขาก็ค่อย ๆ สงบนิ่งลง

[ ก๊ากๆๆๆๆๆ ยูรันเจ้าจบเห่แล้วละ แล้วก็ขอบใจเจ้ามากที่ประเคนชิงอวี้มาให้ถึงมือข้า ข้าจะดูแลนางแทนเจ้าเอง]

ขอเพียงทุกคนไปถึงหอพักริมสระมรกต และพบหยกจันทราส่องประกายในบ้านของยูรัน

ต่อให้ยูรันมีปากสิบปาก ก็ยากจะแก้ตัว


เย่อ้าวเทียนมาถึงเรือนบัญชีฝั่งตะวันออกก่อนเป็นที่แรก

ประตูเรือนเปิดแง้ม ด้านในไป๋หลิงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่า เบื้องหน้าเต็มไปด้วยสมุดบัญชี ใบเบิกค่าใช้จ่าย และตัวเลขสีแดงที่ยาวราวคำสาป

นางเงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นเขา

“ศิษย์น้องเย่ มีเรื่องอะไร”

เย่อ้าวเทียนประสานมือ สีหน้ายังคงสุภาพ

“ศิษย์พี่รอง ท่านอาจารย์เรียกให้ไปเป็นพยานตรวจของหาย”

ไป๋หลิงวางพู่กันลงทันที

“ของหาย?”

“หยกจันทราส่องประกายของข้า”

ดวงตาของไป๋หลิงเย็นลงเล็กน้อย

ของที่อาจารย์มอบให้ศิษย์เอกไม่ใช่ของที่จะหายได้ง่าย ๆ

“สงสัยใคร”

เย่อ้าวเทียนเงียบไปเสี้ยวหนึ่ง ก่อนตอบเสียงต่ำ

“ศิษย์น้องยูรัน”

ไป๋หลิงขมวดคิ้วทันที

“มีหลักฐาน?”

“ยังไม่มี จึงต้องไปตรวจให้ชัด”

ไป๋หลิงมองเขานิ่ง ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนปิดสมุดบัญชี

“ไป”


จากเรือนบัญชี ทั้งสองเดินไปยังลานฝึกเล็กด้านข้างตำหนัก

หนานอวี้กำลังซ้อมกระบี่อยู่กลางลาน แสงสีแดงจากคมกระบี่วาดผ่านอากาศเป็นเส้นโค้งรวดเร็วและร้อนแรง ทันทีที่เห็นเย่อ้าวเทียนกับไป๋หลิงเดินมา นางก็หยุดกระบี่ลง

“ศิษย์น้องเย่ ศิษย์พี่รอง มาหาข้าแต่เช้ามีอะไรเหรอ”

เย่อ้าวเทียนกล่าวเสียงเรียบ

“หยกจันทราส่องประกายของข้าหายไป”

หนานอวี้เลิกคิ้ว

“แล้ว?”

“ท่านอาจารย์ให้ท่านไปด้วยตอนตรวจที่พักของยูรัน”

สีหน้าหนานอวี้เปลี่ยนทันที

“เกี่ยวอะไรกับยูรัน”

เย่อ้าวเทียนก้มหน้าลงเล็กน้อย

“เมื่อคืนข้าเห็นเขาผ่านใกล้เรือนพักของข้า แต่ข้าไม่ได้กล่าวหาเขา”

หนานอวี้หัวเราะเสียงสั้น

“ศิษย์น้องยู ไม่น่าจะขโมยของนะ”

เย่อ้าวเทียนนิ่งเงียบ ไม่ตอบโต้

ไป๋หลิงมองหนานอวี้

“ไปดูให้ชัดก่อน”


คนสุดท้ายคือหลานชิงอวี้

นางกำลังจัดที่นอนอยู่ในเรือนศิษย์หญิงฝั่งตะวันตก เมื่อเปิดประตูออกมาก็เห็นทั้งสามยืนอยู่ด้านนอก

หลานชิงอวี้ชะงัก

“มีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ”

หนานอวี้รีบพูดก่อน

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เจ้าตามมาด้วยหน่อย”

เย่อ้าวเทียนกล่าวเสียงสุภาพ

“หยกจันทราส่องประกายของข้าหายไป ท่านอาจารย์ให้ศิษย์น้องหลานมาเป็นพยานตอนตรวจที่พักของยูรัน”

หลานชิงอวี้นิ่งไปทันที

“ยูรัน?”

[เป็นไปไม่ได้]

ความคิดนั้นผุดขึ้นมาเร็วกว่าที่นางคาดไว้เสียอีก นางเพิ่งรู้จักเขาได้ไม่นาน

แต่ผู้ชายที่ไม่สนใจแม้แต่ป้ายศิษย์ ตำราฝึกตน และเสบียงอาหารคนนั้น จะไปขโมยหยกของเย่อ้าวเทียนงั้นหรือ?

ฟังอย่างไรก็แปลก

“เขาไม่มีทางเอาของท่านหรอก”

หลานชิงอวี้พูดออกไปก่อนจะทันคิด

เย่อ้าวเทียนมองนางด้วยสีหน้าเจ็บปวดเล็กน้อย

“ข้าเองก็หวังว่าเป็นเช่นนั้น”

หนานอวี้เหลือบมองหลานชิงอวี้แวบหนึ่ง

สองหญิงสาวไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ในแววตาของทั้งคู่กลับมีความคิดคล้ายกันอย่างประหลาด

ไป๋หลิงกล่าวเสียงเรียบ

“ไปเถอะ ดูให้เห็นกับตา จะได้ไม่มีใครพูดมากทีหลัง”

หลานชิงอวี้พยักหน้า แล้วเดินตามออกไป


ทั้งสี่คนเดินลัดผ่านป่าไผ่มุ่งหน้าไปยังหอพักริมสระมรกต

ตลอดทาง เย่อ้าวเทียนยังรักษาสีหน้ากังวลไว้ ไป๋หลิงเงียบ หนานอวี้เดินเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนหลานชิงอวี้กำชายเสื้อแน่น

[ยูรัน เจ้าอย่าทำเรื่องให้ยุ่งกว่าเดิมนะ]

ไม่นาน กลิ่นหมูปิ้งหอม ๆ ก็ลอยมาตามลม

ทั้งสี่คนชะงักพร้อมกัน

หนานอวี้กะพริบตา

“กลิ่นอะไรน่ะ”

ไป๋หลิงขมวดคิ้ว

หลานชิงอวี้นิ่งไปเล็กน้อย

ส่วนเย่อ้าวเทียน สีหน้าเจ็บปวดที่พยายามรักษาไว้ เกือบหลุดออกมาเป็นความงุนงง

เมื่อพวกเขาเดินพ้นแนวไผ่ออกมา สิ่งแรกที่เห็นไม่ใช่เรือนไม้ไผ่ผุพังริมสระมรกต

แต่เป็นบ้านสีขาวทรงแปลกตาหลังหนึ่ง

ผนังเรียบสะอาด หน้าต่างกระจกใส และหลังคาปิดสนิท ราวกับสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ควรอยู่บนยอดเขาจันทรา

หน้าบ้านหลังนั้น หลิงเยวี่ยยืนอยู่ก่อนแล้ว

เย่อ้าวเทียนชะงัก

“ท่านอาจารย์...”

หลิงเยวี่ยไม่ได้หันกลับมา นางเพียงกล่าวเสียงเรียบ

“มาแล้วเหรอ”

น้ำเสียงนั้นเรียบเกินไป เรียบจนเย่อ้าวเทียนรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

จากนั้นทุกคนจึงเห็นยูรัน

ชายหนุ่มกำลังนั่งกินหมูปิ้ง เขาเคี้ยวสองครั้งก่อนกลืนลงไปอย่างไม่รีบร้อน

ยูรันเงยหน้ามองพวกเขา ยกชาขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์ ก่อนลุกขึ้นคำนับ

“ท่านอาจารย์ ศิษย์พี่ อรุณสวัสดิ์”

ทั้งลานริมสระเงียบไปชั่วขณะ

หนานอวี้มองบ้าน มองหมูปิ้ง มองยูรัน แล้วมองบ้านอีกครั้ง

“เดี๋ยวนะ...”

ไป๋หลิงกวาดตามองบ้านสีขาวทั้งหลังด้วยสีหน้าที่สมุดบัญชีในมือนางยังไม่เคยทำให้นางเสียอาการได้เท่านี้

หลานชิงอวี้อ้าปากเล็กน้อย ก่อนค่อย ๆ หันไปมองสระมรกต แล้วมองบ้านอีกครั้ง

[เมื่อคืนที่นี่... ยังเป็นเรือนผุพังอยู่ไม่ใช่เหรอ]

เย่อ้าวเทียนยืนแข็งอยู่กับที่

ทุกอย่างผิดจากที่เขาคิดไว้ไปหมด

เรือนไม้ไผ่ผุพังที่ควรจะมีอยู่ตรงนี้หายไปแล้ว บ้านสีขาวแปลกตาตั้งแทนที่อย่างสงบ หลิงเยวี่ยยืนรออยู่ก่อน ส่วนยูรันกลับนั่งกินข้าวเช้าอย่างสบายอารมณ์ราวกับเรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวกับตนแม้แต่น้อย

ยูรันเห็นทุกคนยืนนิ่งผิดปกติ จึงหันไปคีบหมูปิ้งขึ้นมาชิ้นหนึ่ง แล้วเดินเข้าไปหาหนานอวี้อย่างเป็นธรรมชาติ

เขายื่นหมูปิ้งให้ดมตรงหน้านาง

กลิ่นหอมร้อน ๆ ของเนื้อหมูย่างปะทะเข้าจมูก หนานอวี้เผลอดมเข้าไปโดยไม่รู้ตัว ดวงตาที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยความตกใจค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นประกาย

น้ำลายของนางแทบไหลออกมาโดยไม่ทันรู้ตัว

[ฟุดฟิด ๆ มันคืออะไรนะ หอมมาก ทำเอาน้ำลายไหลเลย]

ยูรันเห็นดังนั้นก็ขยับหมูปิ้งไปทางซ้ายที ขวาที

หนานอวี้จ้องเนื้อชิ้นนั้นตาเป็นประกาย หันหน้าตามซ้ายที ขวาที อยู่สามสี่ครั้ง ราวกับถูกหมูปิ้งสะกดจิตไปแล้วครึ่งหนึ่ง

ยูรันอมยิ้มถามขึ้นว่า

“ศิษย์พี่อยากกินรึเปล่า ข้าเห็นท่านน้ำลายไหล จ้องหมูชิ้นนี้ไม่ละสายตาเลยนะ”

หนานอวี้ได้ยินดังนั้นก็ชะงัก ใบหน้าพลันแดงขึ้นทันที พอนึกถึงท่าทางของตัวเองเมื่อครู่ ความเขินอายก็พุ่งขึ้นมาจนต้องรีบโวยวายกลบเกลื่อน

“หน็อย ศิษย์น้องข้าไม่ได้เห็นแก่กินนะ เอาเนื้อมาล่อข้า--”

ยังไม่ทันได้พูดจบ ยูรันก็ยัดเนื้อเข้าปากหนานอวี้ไปเลย

รสหวานเค็มของเนื้อหมูย่างกระจายเต็มปากทันที เนื้อที่นุ่มจนแทบละลายผสานกับกลิ่นนมสดอ่อน ๆ เป็นรสชาติแปลกใหม่ที่นางไม่เคยกินมาก่อน

หนานอวี้นิ่งค้างไปเสี้ยวลมหายใจ

จากนั้นก็เริ่มเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างห้ามตัวเองไม่อยู่

“อ่า มันอร่อยมากเลยศิษย์น้อง ”

“ถ้าอร่อย ข้าต้องเชิญศิษย์พี่ไปนั่งกินข้าวกับข้าแล้วล่ะ เดี๋ยวข้าเอาจาน ตะเกียบ แล้วก็รินชาให้นะ”

ยูรันกล่าวพร้อมผายมือให้หนานอวี้ไปนั่งที่โต๊ะหน้าบ้าน

หนานอวี้ไม่รอช้า รีบพุ่งไปนั่งทันที

ยูรันยื่นตะเกียบ จาน และรินชาให้หนานอวี้อย่างคล่องมือ

หนานอวี้คีบข้าวเหนียวขึ้นมาเป็นก้อนแล้วชะงักเล็กน้อย นางพลิกมองมันด้วยความแปลกใจ ก่อนถาม

“ข้าวนี่มันเป็นก้อนแบบนี้ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย มันคืออะไร?”

ยูรันอธิบาย

“ข้าวเหนียวนะศิษย์พี่ ให้ข้าทำให้ดูนะ”

ยูรันใช้ตะเกียบตัดแบ่งข้าวเหนียวออกมาเป็นคำเล็ก ๆ ก่อนโปะเนื้อหมูไว้ด้านบน แล้วป้อนให้หนานอวี้อย่างเป็นธรรมชาติ

หนานอวี้ไม่ลังเล ลองกินเข้าไปทันที

“อร่อยมากศิษย์น้อง ข้าวนี่เหนียวก็จริงแต่กินคู่กับเนื้อหมูที่ละลายนี่มันเข้ากันอย่างลงตัวเลย”

ริมสระมรกตที่ควรจะเต็มไปด้วยบรรยากาศเคร่งเครียดของการตรวจค้น พลันถูกกลิ่นหมูปิ้งและเสียงเคี้ยวตุ้ย ๆ ของหนานอวี้กลืนหายไปเกือบหมด

หลิงเยวี่ย ไป๋หลิง เย่อ้าวเทียน และหลานชิงอวี้ ยืนมองทั้งคู่หยอกล้อไปมา พร้อมป้อนข้าวให้กันจนเกือบจะลืมไปแล้วว่ามาทำอะไร

หลานชิงอวี้กำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว

[นี่มันอะไร ข้ารู้สึกหงุดหงิดชะมัดตอนยูรันป้อนศิษย์พี่สาม ตั้งสองครั้งมันเกิดอะไรขึ้น]