ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 8 ป้ายหยก 1
เช้าวันเดียวกัน
ตำหนักใหญ่ยอดเขาจันทรายังเงียบสงบกว่าที่ควรจะเป็น แสงเช้าลอดผ่านรอยแตกของหลังคาลงมาตกบนพื้นหินเก่า ฝุ่นบาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศช้า ๆ ราวกับแม้แต่ฝุ่นของยอดเขานี้ก็ยังขี้เกียจตื่น
หลิงเยวี่ยนั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้ยาว มือหนึ่งถือถ้วยชาอุ่น สีหน้าครึ่งหลับครึ่งตื่นเหมือนไม่มีสิ่งใดในโลกควรค่าพอให้นางลืมตาเต็มที่
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังเข้ามาจากด้านนอก
เย่อ้าวเทียนเดินเข้ามา ก่อนคุกเข่าลงตรงหน้านางอย่างเรียบร้อย
"ท่านอาจารย์ ศิษย์มีเรื่องต้องรายงาน"
หลิงเยวี่ยเหลือบตามอง "ว่ามา"
เย่อ้าวเทียนก้มหน้าลงต่ำ
"หยกจันทราส่องประกายที่ท่านอาจารย์มอบให้ศิษย์ หายไปแล้วขอรับ"
ถ้วยชาในมือหลิงเยวี่ยหยุดนิ่งเล็กน้อย
"หาย?"
"ขอรับ ศิษย์ค้นหาทั้งคืนแล้วไม่พบ"
"แล้วเจ้าสงสัยใคร"
เย่อ้าวเทียนเงียบไปครู่หนึ่ง
ความเงียบนั้นยาวพอให้ดูเหมือนลำบากใจ แต่ไม่ยาวพอให้เสียจังหวะ
"เมื่อคืน ศิษย์เห็นยูรันผ่านใกล้เรือนพักของศิษย์ขอรับ"
หลิงเยวี่ยมองเขานิ่ง ๆ
"เจ้ากำลังกล่าวหาเขา?"
เย่อ้าวเทียนรีบก้มหน้าลง "ศิษย์ไม่กล้า เพียงแต่หยกจันทราส่องประกายเป็นของสำคัญ ศิษย์จึงอยากขอตรวจสอบให้ชัด เพื่อไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ต้องถูกครหา"
หลิงเยวี่ยวางถ้วยชาลงเบา ๆ "ไปตามไป๋หลิง หนานอวี้ และหลานชิงอวี้"
เย่อ้าวเทียนชะงักเล็กน้อย "หลานชิงอวี้ด้วยหรือขอรับ"
"นางเป็นศิษย์ใหม่ที่เข้ายอดเขามาพร้อมยูรัน" หลิงเยวี่ยกล่าวเสียงเรียบ "ให้มาดูด้วย"
"ขอรับ" เย่อ้าวเทียนประสานมือ ก่อนลุกออกจากตำหนักไป
ทันทีที่หันหลังให้หลิงเยวี่ย สีหน้าเจ็บปวดของเขาก็ค่อย ๆ สงบนิ่งลง
[ ก๊ากๆๆๆๆๆ ยูรันเจ้าจบเห่แล้วละ แล้วก็ขอบใจเจ้ามากที่ประเคนชิงอวี้มาให้ถึงมือข้า ข้าจะดูแลนางแทนเจ้าเอง]
ขอเพียงทุกคนไปถึงหอพักริมสระมรกต และพบหยกจันทราส่องประกายในบ้านของยูรัน
ต่อให้ยูรันมีปากสิบปาก ก็ยากจะแก้ตัว
เย่อ้าวเทียนมาถึงเรือนบัญชีฝั่งตะวันออกก่อนเป็นที่แรก
ประตูเรือนเปิดแง้มอยู่เล็กน้อย ด้านในมีเสียงพลิกกระดาษดังเบา ๆ เป็นระยะ ไป๋หลิงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่า เบื้องหน้าเต็มไปด้วยสมุดบัญชี ใบเบิกค่าใช้จ่าย และตัวเลขสีแดงที่ยาวเสียจนดูเหมือนคำสาป
นางเงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นเขา
"ศิษย์น้องเย่ มีเรื่องอะไร"
เย่อ้าวเทียนประสานมือ สีหน้ายังคงสุภาพ
"ศิษย์พี่รอง ท่านอาจารย์เรียกให้ไปเป็นพยานตรวจของหาย"
ไป๋หลิงวางพู่กันลงทันที "ของหาย?"
"หยกจันทราส่องประกายของข้า"
ดวงตาของไป๋หลิงเย็นลงเล็กน้อย
ของที่อาจารย์มอบให้ศิษย์เอก ไม่ใช่ของที่จะหายได้ง่าย ๆ "สงสัยใคร"
เย่อ้าวเทียนเงียบไปเสี้ยวหนึ่ง ก่อนตอบเสียงต่ำ "ศิษย์น้องยูรัน"
ไป๋หลิงขมวดคิ้วทันที "มีหลักฐาน?"
"ยังไม่มี จึงต้องไปตรวจให้ชัด"
ไป๋หลิงมองเขานิ่ง ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนปิดสมุดบัญชี
"ไป"
จากเรือนบัญชี ทั้งสองเดินไปยังลานฝึกเล็กด้านข้างตำหนัก
หนานอวี้กำลังซ้อมกระบี่อยู่กลางลาน แสงสีแดงจากคมกระบี่วาดผ่านอากาศเป็นเส้นโค้งรวดเร็วและร้อนแรง ทันทีที่เห็นเย่อ้าวเทียนกับไป๋หลิงเดินมา นางก็หยุดกระบี่ลง
"ศิษย์น้องเย่ ศิษย์พี่รอง มาหาข้าแต่เช้ามีอะไรเหรอ"
เย่อ้าวเทียนกล่าวเสียงเรียบ "หยกจันทราส่องประกายของข้าหายไป"
หนานอวี้เลิกคิ้ว "แล้ว?"
"ท่านอาจารย์ให้ท่านไปด้วยตอนตรวจที่พักของยูรัน"
สีหน้าหนานอวี้เปลี่ยนทันที
"เกี่ยวอะไรกับยูรัน"
เย่อ้าวเทียนก้มหน้าลงเล็กน้อย "เมื่อคืนข้าเห็นเขาผ่านใกล้เรือนพักของข้า แต่ข้าไม่ได้กล่าวหาเขา"
หนานอวี้หัวเราะเสียงสั้น "ศิษย์น้องยู ไม่น่าจะขโมยของนะ"
เย่อ้าวเทียนนิ่งเงียบ ไม่ตอบโต้
ไป๋หลิงมองหนานอวี้ "ไปดูให้ชัดก่อน"
คนสุดท้ายคือหลานชิงอวี้
นางอยู่ที่เรือนศิษย์หญิงฝั่งตะวันตก กำลังจัดที่นอนของตนเอง
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ
นางเปิดประตูออกมา เห็นเย่อ้าวเทียน ไป๋หลิง และหนานอวี้ยืนอยู่ด้านนอก
หลานชิงอวี้ชะงัก "มีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ"
หนานอวี้รีบพูดก่อน "ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เจ้าตามมาด้วยหน่อย"
เย่อ้าวเทียนกล่าวเสียงสุภาพ "หยกจันทราส่องประกายของข้าหายไป ท่านอาจารย์ให้ศิษย์น้องหลานมาเป็นพยานตอนตรวจที่พักของยูรัน"
หลานชิงอวี้นิ่งไปทันที "ยูรัน?"
ในอกของนางเหมือนถูกใครสะกิดแรง ๆ หนึ่งครั้ง
[เป็นไปไม่ได้]
ความคิดนั้นผุดขึ้นมาเร็วกว่าที่นางคาดไว้เสียอีก นางเพิ่งรู้จักเขาได้ไม่นาน
แต่ผู้ชายที่ไม่สนใจแม้แต่ป้ายศิษย์ ตำราฝึกตน และเสบียงอาหารคนนั้น จะไปขโมยหยกของเย่อ้าวเทียนงั้นหรือ?
ฟังอย่างไรก็แปลก
"เขาไม่มีทางเอาของท่านหรอก" หลานชิงอวี้พูดออกไปก่อนจะทันคิด
เย่อ้าวเทียนมองนางด้วยสีหน้าเจ็บปวดเล็กน้อย
"ข้าเองก็หวังว่าเป็นเช่นนั้น"
หนานอวี้เหลือบมองหลานชิงอวี้แวบหนึ่ง
สองหญิงสาวไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ในแววตาของทั้งคู่กลับมีความคิดคล้ายกันอย่างประหลาด
ไป๋หลิงกล่าวเสียงเรียบ "ไปเถอะ ดูให้เห็นกับตา จะได้ไม่มีใครพูดมากทีหลัง"
หลานชิงอวี้พยักหน้า แล้วเดินตามออกไป
ทั้งสี่คนเดินลัดผ่านป่าไผ่มุ่งหน้าไปยังหอพักริมสระมรกต
ตลอดทาง เย่อ้าวเทียนยังคงรักษาสีหน้ากังวลและเจ็บปวดไว้อย่างพอดิบพอดี
ไป๋หลิงเงียบ
หนานอวี้เดินเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนอยากไปถึงให้เร็วที่สุด
ส่วนหลานชิงอวี้กำชายเสื้อแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสน
[ยูรัน เจ้าอย่าทำเรื่องให้ยุ่งกว่าเดิมนะ]
ไม่นาน กลิ่นหมูปิ้งหอม ๆ ก็ลอยมาตามลม
ทั้งสี่คนชะงักพร้อมกัน
หนานอวี้กะพริบตา
"กลิ่นอะไรน่ะ"
ไป๋หลิงขมวดคิ้ว
หลานชิงอวี้นิ่งไปเล็กน้อย
ส่วนเย่อ้าวเทียน สีหน้าเจ็บปวดที่พยายามรักษาไว้ เกือบหลุดออกมาเป็นความงุนงง
เมื่อพวกเขาเดินพ้นแนวไผ่ออกมา สิ่งแรกที่เห็นไม่ใช่เรือนไม้ไผ่ผุพังริมสระมรกต
แต่เป็นบ้านสีขาวทรงแปลกตาหลังหนึ่ง
ผนังเรียบสะอาด หน้าต่างกระจกใส หลังคาสีเข้มปิดสนิท ประตูบานใหม่ตั้งอยู่แน่นหนา ราวกับสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ควรมีอยู่บนยอดเขาจันทราแห่งนี้เลย
หน้าบ้านหลังนั้น หลิงเยวี่ยยืนอยู่ก่อนแล้ว
เย่อ้าวเทียนชะงัก
"ท่านอาจารย์..."
หลิงเยวี่ยไม่ได้หันกลับมา นางเพียงกล่าวเสียงเรียบ "มาแล้วเหรอ"
น้ำเสียงนั้นเรียบเกินไป เรียบจนเย่อ้าวเทียนรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
จากนั้นทุกคนจึงเห็นยูรัน
ชายหนุ่มกำลังนั่งกินหมูปิ้ง เคี้ยวหมูปิ้งอยู่สองครั้ง ก่อนกลืนลงไปอย่างไม่รีบร้อน
ยูรันเงยหน้ามองพวกเขา ยกชาขึ้นมจิบอย่างสบายอารมณ์ ก่อนลุกขึ้นคำนับ พร้อมกล่าว
"ท่านอาจารย์ ศิษย์พี่ อรุณสวัสดิ์"
ทั้งลานริมสระเงียบไปชั่วขณะ
หนานอวี้มองบ้าน มองหมูปิ้ง มองยูรัน แล้วมองบ้านอีกครั้ง
"เดี๋ยวนะ..."
ไป๋หลิงกวาดตามองบ้านสีขาวทั้งหลังด้วยสีหน้าที่สมุดบัญชีในมือนางยังไม่เคยทำให้นางเสียอาการได้เท่านี้
หลานชิงอวี้อ้าปากเล็กน้อย ก่อนค่อย ๆ หันไปมองสระมรกต แล้วมองบ้านอีกครั้ง
[เมื่อคืนที่นี่... ยังเป็นเรือนผุพังอยู่ไม่ใช่เหรอ]
เย่อ้าวเทียนยืนแข็งอยู่กับที่
ทุกอย่างผิดจากที่เขาคิดไว้ไปหมด
เรือนไม้ไผ่ผุพังที่ควรจะมีอยู่ตรงนี้หายไปแล้ว บ้านสีขาวแปลกตาตั้งแทนที่อย่างสงบ หลิงเยวี่ยยืนรออยู่ก่อน ส่วนยูรันกลับนั่งกินข้าวเช้าอย่างสบายอารมณ์ราวกับเรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวกับตนแม้แต่น้อย
ยูรันเห็นทุกคนยืนนิ่งผิดปกติ จึงหันไปคีบหมูปิ้งขึ้นมาชิ้นหนึ่ง แล้วเดินเข้าไปหาหนานอวี้อย่างเป็นธรรมชาติ
เขายื่นหมูปิ้งให้ดมตรงหน้านาง
กลิ่นหอมร้อน ๆ ของเนื้อหมูย่างปะทะเข้าจมูก หนานอวี้เผลอดมเข้าไปโดยไม่รู้ตัว ดวงตาที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยความตกใจค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นประกาย
น้ำลายของนางแทบไหลออกมาโดยไม่ทันรู้ตัว
[ฟุดฟิด ๆ มันคืออะไรนะ หอมมาก ทำเอาน้ำลายไหลเลย]
ยูรันเห็นดังนั้นก็ขยับหมูปิ้งไปทางซ้ายที ขวาที
หนานอวี้จ้องเนื้อชิ้นนั้นตาเป็นประกาย หันหน้าตามซ้ายที ขวาที อยู่สามสี่ครั้ง ราวกับถูกหมูปิ้งสะกดจิตไปแล้วครึ่งหนึ่ง
ยูรันอมยิ้มถามขึ้นว่า "ศิษย์พี่อยากกินรึเปล่า ข้าเห็นท่านน้ำลายไหล จ้องหมูชิ้นนี้ไม่ละสายตาเลยนะ"
หนานอวี้ได้ยินดังนั้นก็ชะงัก ใบหน้าพลันแดงขึ้นทันที พอนึกถึงท่าทางของตัวเองเมื่อครู่ ความเขินอายก็พุ่งขึ้นมาจนต้องรีบโวยวายกลบเกลื่อน
"หน็อย ศิษย์น้องข้าไม่ได้เห็นแก่กินนะ เอาเนื้อมาล่อข้า--"
ยังไม่ทันได้พูดจบ ยูรันก็ยัดเนื้อเข้าปากหนานอวี้ไปเลย
รสหวานเค็มของเนื้อหมูย่างกระจายเต็มปากทันที เนื้อที่นุ่มจนแทบละลายผสานกับกลิ่นนมสดอ่อน ๆ เป็นรสชาติแปลกใหม่ที่นางไม่เคยกินมาก่อน
หนานอวี้นิ่งค้างไปเสี้ยวลมหายใจ
จากนั้นก็เริ่มเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างห้ามตัวเองไม่อยู่
"อ่า มันอร่อยมากเลยศิษย์น้อง "
"ถ้าอร่อย ข้าต้องเชิญศิษย์พี่ไปนั่งกินข้าวกับข้าแล้วล่ะ เดี๋ยวข้าเอาจาน ตะเกียบ แล้วก็รินชาให้นะ" ยูรันกล่าวพร้อมผายมือให้หนานอวี้ไปนั่งที่โต๊ะหน้าบ้าน
หนานอวี้ไม่รอช้า รีบพุ่งไปนั่งทันที
ยูรันยื่นตะเกียบ จาน และรินชาให้หนานอวี้อย่างคล่องมือ
หนานอวี้คีบข้าวเหนียวขึ้นมาเป็นก้อนแล้วชะงักเล็กน้อย นางพลิกมองมันด้วยความแปลกใจ ก่อนถาม "ข้าวนี่มันเป็นก้อนแบบนี้ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย มันคืออะไร?"
ยูรัน "ข้าวเหนียวนะศิษย์พี่ ให้ข้าทำให้ดูนะ"
ยูรันใช้ตะเกียบตัดแบ่งข้าวเหนียวออกมาเป็นคำเล็ก ๆ ก่อนโปะเนื้อหมูไว้ด้านบน แล้วป้อนให้หนานอวี้อย่างเป็นธรรมชาติ
หนานอวี้ไม่ลังเล ลองกินเข้าไปทันที
"อร่อยมากศิษย์พี่น้อง ข้าวนี่เหนียวก็จริงแต่กินคู่กับเนื้อหมูที่ละลายนี่มันเข้ากันอย่างลงตัวเลย"
ริมสระมรกตที่ควรจะเต็มไปด้วยบรรยากาศเคร่งเครียดของการตรวจค้น พลันถูกกลิ่นหมูปิ้งและเสียงเคี้ยวตุ้ย ๆ ของหนานอวี้กลืนหายไปเกือบหมด
หลิงเยวี่ย ไป๋หลิง เย่อ้าวเทียน และหลานชิงอวี้ ยืนมองทั้งคู่หยอกล้อไปมา พร้อมป้อนข้าวให้กันจนเกือบจะลืมไปแล้วว่ามาทำอะไร
หลานชิงอวี้กำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว
[นี่มันอะไร ข้ารู้สึกหงุดหงิดชะมัดตอนยูรันป้อนศิษย์พี่สาม ตั้งสองครั้งมันเกิดอะไรขึ้น]