ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 9 ป้ายหยก 2
ยูรันปล่อยหนานอวี้กินไป แล้วหันไปถามทุกคน "สรุปแล้วพวกท่านมาทำอะไรกัน?"
ริมสระมรกตเงียบไปชั่วขณะ
เดิมทีพวกเขามาที่นี่เพื่อตรวจหยกที่หายไป แต่ตอนนี้ หนานอวี้กลับนั่งกินข้าวเหนียวหมูปิ้งอยู่หน้าบ้านของยูรันอย่างมีความสุข
มีเพียงเย่อ้าวเทียนเท่านั้นที่ยังจำได้ว่าตนมาที่นี่เพื่ออะไร
เย่อ้าวเทียนสูดลมหายใจลึก กดความงุนงงทั้งหมดลงไป ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพเช่นเดิม
"ศิษย์น้องยูรัน ข้าต้องขออภัยที่มารบกวนเวลามื้อเช้าของเจ้า"
เขาเหลือบมองบ้านสีขาวหลังใหม่เล็กน้อย ก่อนฝืนยิ้มบาง ๆ
"แต่หยกจันทราส่องประกายของข้าหายไปเมื่อคืน ท่านอาจารย์จึงอนุญาตให้พวกเรามาตรวจดูที่พักของเจ้า เพื่อความกระจ่าง"
"หวังว่าเจ้าจะไม่ถือสา"
ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ศิษย์พี่เย่หมายความว่า ข้าเป็นขโมยรึเปล่า"
บรรยากาศริมสระมรกตเงียบลงเล็กน้อย
เย่อ้าวเทียนรีบส่ายหน้า สีหน้ายังคงสุภาพ
"ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น เพียงแต่หยกจันทราส่องประกายเป็นของสำคัญ จึงต้องตรวจสอบให้ชัด"
ยูรันพยักหน้าเบา ๆ "อ้อ หยกนั่นเหรอ"
ทุกสายตาหันมาที่เขาพร้อมกัน
ยูรันยกชาขึ้นจิบหนึ่งคำ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
"ข้าเอาไปเอง"
หนานอวี้ที่กำลังจะคีบหมูปิ้งอีกชิ้นชะงักค้างกลางอากาศ
"อะไรนะ เจ้าขโมยไป?!"
ไป๋หลิงขมวดคิ้วทันที
หลานชิงอวี้หันขวับมองยูรัน
[เจ้านี่พูดบ้าอะไรออกมาอีกแล้ว]
เย่อ้าวเทียนเองก็ชะงักไปเสี้ยวหนึ่ง
เขาคิดไว้ว่ายูรันจะปฏิเสธ จะโวยวาย หรืออย่างน้อยก็แสดงท่าทีลนลาน
แต่ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะยอมรับง่าย ๆ เช่นนี้
ง่ายจนเขากลับรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาแทน
ยูรันพูดใหม่อีกรอบพร้อมยื่นมือออกไปหยิบออกมาจากช่องเก็บของแล้วหมุนเล่นอย่างไม่ทุกข์ร้อน "มันอยู่กับข้าเองแหละ นี่ไงหยกนี่ใช่รึเปล่า"
หยกจันทราส่องประกายในมือยูรันหมุนช้า ๆ รับแสงเช้าเป็นประกายเย็นวาบ
ริมสระมรกตเงียบกริบลงทันที
หนานอวี้ลุกพรวดจากเก้าอี้ ตะเกียบในมือแทบหล่น
"เดี๋ยวนะ... นั่นมันหยกของศิษย์น้องเย่จริง ๆ เหรอ?!"
ไป๋หลิงก้าวเข้ามาครึ่งก้าว ดวงตาเย็นชาจับจ้องหยกในมือยูรันอย่างละเอียด
หลานชิงอวี้หน้าซีดลงเล็กน้อย นางมองหยกชิ้นนั้น แล้วหันกลับไปมองยูรัน
[เจ้านี่กำลังทำอะไรอยู่กันแน่]
เย่อ้าวเทียนเองก็ชะงักไปชั่วขณะ
แผนของเขาควรจะดำเนินไปอย่างเรียบง่าย
ค้นบ้าน พบหยก ทุกคนตกใจ ยูรันปฏิเสธ แล้วค่อยบีบให้เขาจนมุม
แต่ตอนนี้ ยูรันกลับหยิบหยกออกมาเองต่อหน้าทุกคน ราวกับไม่รู้สึกว่าของในมือนั้นเป็นหลักฐานมัดตัวแม้แต่น้อย
เย่อ้าวเทียนกดความยินดีในใจลงอย่างรวดเร็ว ก่อนรีบทำสีหน้าเจ็บปวด
"ศิษย์น้องยูรัน... ทำไมของชิ้นนี้ถึงอยู่กับเจ้า"
น้ำเสียงของเขาไม่ดัง แต่พอดีพอให้ทุกคนได้ยินชัด
หลิงเยวี่ยยังไม่พูดอะไรทันที
นางเพียงมองหยกในมือยูรันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนสายตากลับมาที่ใบหน้าของเขา
ดวงตาของนางสงบนิ่งจนอ่านไม่ออก
"ยูรัน"
เสียงของหลิงเยวี่ยเบามาก แต่ทำให้ทุกคนเงียบลงทันที
"เหตุใดหยกจันทราส่องประกายถึงอยู่กับเจ้า"
ยูรันตอบกลับแบบไม่รีบร้อน "ท่านอาจารย์ ข้าก็ขโมยมาไง"
หลิงเยวี่ยเห็นว่ายูรันขโมยมาจริงก็โกรธขึ้นมาพร้อมปล่อยแรงกดดันใส่ ทำให้ทุกคนตกใจ แต่ยูรันยังยืนนิ่งเฉย พร้อมรอยยิ้ม
[ นี่มันอะไรกัน กำลังโดนแรงกดดันของข้าแต่กลับไม่สั่นไหวเลยแม้แต่นิดเดียว แถมดูเหมือนจะไม่สำนึกเลยด้วยซ้ำยังยิ้มออกมาได้อยู่อีก ]
หลิงเยวี่ยเงียบไปครู่หนึ่ง แรงกดดันรอบตัวนางยิ่งหนักขึ้น
ไป๋หลิงขมวดคิ้ว สีหน้าเย็นลงทันที
หลักฐานอยู่ในมือ คำรับสารภาพก็ออกจากปากยูรันเอง ต่อให้เรื่องนี้ดูแปลก นางก็ไม่มีเหตุผลพอจะบอกว่าเขาไม่ได้ขโมย
หนานอวี้มองยูรันสลับกับหยกในมือเขา ใบหน้ายุ่งเหยิงไปหมด
นางเชื่อไม่ลงเต็มร้อยว่าเขาขโมยจริง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาพูดเอง
มีเพียงหลานชิงอวี้ที่จ้องยูรันนิ่ง ดวงตาไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย
[ไม่ใช่]
ความคิดนั้นชัดเจนจนแทบไม่ต้องลังเล
[เขาไม่ได้ขโมย แต่กำลังเล่นอะไรอยู่แน่ ๆ]
เย่อ้าวเทียนเห็นทุกคนเริ่มเอนตามหลักฐาน จึงรีบก้าวออกมา
"ท่านอาจารย์ ในเมื่อศิษย์น้องยูรันยอมรับเอง เรื่องนี้คงไม่อาจปล่อยผ่านได้ หากไม่ลงโทษให้ชัด เกรงว่าจะกระทบกฎของยอดเขาจันทรา"
หลิงเยวี่ยมองยูรันนิ่ง ๆ
"ยูรัน เจ้าจะอธิบายหรือไม่"
ยูรันหมุนหยกในมือเล่นอีกครั้ง ก่อนยิ้มบาง ๆ
"ไม่อธิบายก็ได้ ท่านอาจารย์จะลงโทษข้ายังไง?"
เย่อ้าวเทียนเห็นจังหวะ จึงรีบประสานมือ
"ท่านอาจารย์ ศิษย์เห็นว่าเรื่องนี้ร้ายแรงเกินกว่าจะลงโทษเบา ๆ ศิษย์น้องยูรันเพิ่งเข้าสำนักวันแรกก็ขโมยของสำคัญ หากปล่อยไว้ เกรงว่าจะทำให้กฎของยอดเขาจันทราเสื่อมเสีย"
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสียงหนักขึ้น
"ควรขับเขาออกจากสำนักขอรับ"
คำว่าออกจากสำนักทำให้บรรยากาศริมสระมรกตเย็นลงทันที
หลานชิงอวี้หน้าซีดลงเล็กน้อย นางรีบหันไปมองยูรัน
"ยูรัน เจ้าเอาไปจริง ๆ เหรอ"
ยูรันหมุนหยกในมือเล่นอย่างสบายอารมณ์
"ใช่ ข้าเอาไปเอง เก่งไหมล่ะ"
เขาหันไปทางหนานอวี้ด้วยรอยยิ้ม
"ศิษย์พี่สาม ข้าเก่งไหม"
หนานอวี้แทบสำลักลมหายใจ
"เก่งกับผีน่ะสิ! เจ้าขโมยไปนะ!"
แม้ถูกดุเช่นนั้น ยูรันก็ยังคงยิ้มแย้มเหมือนไม่รู้สึกรู้สา
ไป๋หลิงสีหน้าเย็นลงกว่าเดิม
หลิงเยวี่ยเองก็หรี่ตาลงเล็กน้อย แรงกดดันรอบตัวนางยิ่งหนักขึ้นอีกชั้น
หนานอวี้เชื่อไม่ลงเต็มร้อยว่าเขาจะขโมยจริง แต่คำพูดของเขาก็ทำให้นางปวดหัวจนเถียงไม่ออก
หลานชิงอวี้กลับจ้องยูรันนิ่ง
นางมองรอยยิ้มสบาย ๆ ของเขา มองหยกในมือเขา แล้วนึกถึงท่าทีเมื่อคืนที่เขาปฏิเสธทั้งป้ายศิษย์ ตำราฝึกตน และเสบียงอย่างไม่แยแส
คนแบบนั้นจะขโมยหยกของเย่อ้าวเทียนจริง ๆ หรือ
ไม่ใช่
มันไม่ใช่แบบนั้น
[หรือว่า... ประเด็นคือเขาขโมยมันมายังไงต่างหาก]
ความคิดบางอย่างผุดขึ้นในหัวของนางอย่างรวดเร็ว
หลานชิงอวี้รีบก้าวออกมาขวาง ก่อนที่หลิงเยวี่ยจะกล่าวคำตัดสิน
"ท่านอาจารย์ โปรดช้าก่อนเจ้าค่ะ"
หลิงเยวี่ยเหลือบมองนาง
หลานชิงอวี้สูดลมหายใจลึก ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ข้าคิดว่าควรฟังยูรันพูดให้จบก่อนเจ้าค่ะ"
ทุกสายตาหันมาทางนางทันที
ยูรันหันไปมองหลานชิงอวี้ แล้วถอนหายใจเบา ๆ
"ชิงอวี้ เจ้าจะรีบคิดได้ไปทำไม เรื่องสนุกของข้าหายหมดแล้วเนี่ย แล้วก็เรียกข้าว่าศิษย์พี่ด้วย ก่อนที่ข้าจะถูกไล่ออก ข้าอยากได้ยินศิษย์น้องเรียกศิษย์พี่สักครั้ง"
หลานชิงอวี้กำหมัดแน่น อยากจะเข้าไปต่อยไอ้หมอนี่ให้รู้แล้วรู้รอด
"ศิษย์พี่ยู? พอใจรึยัง"
ยูรันพยักหน้าอย่างพอใจ
"ใช้ได้นี่ ไหน ๆ ศิษย์น้องก็คิดออกแล้ว บอกทุกคนแทนข้าก็แล้วกัน ข้าไม่ค่อยชอบอธิบายให้คนที่ไม่ค่อยคิดอะไรเท่าไร มันเหมือนอธิบายให้คนโง่"
หลิงเยวี่ย ไป๋หลิง และหนานอวี้ชะงักพร้อมกัน
ยูรันกำลังแอบด่าพวกนางว่าโง่ใช่ไหม
หนานอวี้ถึงกับชี้หน้าเขา
"จะ เจ้า ด่าข้าว่าโง่ใช่ไหม"
ยูรันมองนางด้วยสีหน้าจริงใจ
"จะไปใช่ได้ยังไงศิษย์พี่ ท่านแค่ไม่ได้คิดอะไรเลยต่างหาก"
"กรี๊ดดด ข้าจะบีบคอเจ้าให้ตายไปเล---"
ยังไม่ทันที่หนานอวี้จะพุ่งเข้าใส่ ยูรันก็คีบหมูปิ้งเข้าปากนางอีกชิ้น
"ท่านกิน แล้วนั่งฟังชิงอวี้พูดเถอะ"
หนานอวี้ชะงักทั้งที่ยังอ้าปากค้าง
รสหอมของหมูปิ้งกระจายออกมาในปากอีกครั้ง
ความโกรธของนางถูกเนื้อหมูย่างกดทับลงไปชั่วคราวอย่างน่าอัปยศ
ไป๋หลิงรีบหันไปถามหลานชิงอวี้
"หลานชิงอวี้ เจ้ารู้อะไร รีบพูดมา"
หลานชิงอวี้พยายามไม่มองยูรันที่ยังทำหน้าเหมือนไม่รู้สึกรู้สา นางสูดลมหายใจลึก แล้วกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าศิษย์พี่ยูยอมรับว่าขโมยรึเปล่า"
ไป๋หลิงถามเสียงเย็น
"แล้วประเด็นอยู่ตรงไหน"
หลานชิงอวี้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบแทนเขา
"ประเด็นอยู่ที่ ถ้าหากเขาขโมย เขาขโมยมันมายังไง"
ริมสระมรกตเงียบลงทันที
ความเงียบนั้นกินเวลาหลายลมหายใจ
หลิงเยวี่ยมองหลานชิงอวี้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ เก็บแรงกดดันรอบตัวกลับไป
อากาศริมสระมรกตเบาลงทันที
หนานอวี้ที่เกือบสำลักหมูปิ้งเมื่อครู่รีบสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ส่วนไป๋หลิงก็หรี่ตาลงเล็กน้อย ราวกับเพิ่งเริ่มจัดเรียงเรื่องทั้งหมดใหม่ในหัว
หลิงเยวี่ยหันกลับไปมองยูรัน
"เจ้าขโมยมันมาอย่างไร"
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์
"ไม่บอก"
ทุกคนชะงักไปพร้อมกัน
เขาเหลือบมองหลานชิงอวี้ แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย
"ชิงอวี้ เจ้าบอกแทนหน่อย ข้าอยากรู้ว่าเจ้าคิดได้ถึงไหน"
หลานชิงอวี้ชะงักทันที "ข้าไม่รู้"
นางเม้มปาก ก่อนตอบตามตรง
"ข้าคิดได้แค่ว่าประเด็นไม่ได้อยู่ที่ศิษย์พี่ยูขโมยหรือไม่ แต่อยู่ที่ศิษย์พี่ขโมยมันมายังไง"
หลานชิงอวี้มองหยกในมือเขา แล้วขมวดคิ้วแน่นขึ้น
"แต่ขโมยมายังไง ข้ายังคิดไม่ออก"
ยูรันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
"ใช้ได้นี่"
หนานอวี้อ้าปากค้าง "ใช้ได้ตรงไหน นางบอกว่าไม่รู้นะ"
ยูรันตอบหน้าตาย
"อย่างน้อยก็คิดประเด็นสำคัญได้ ดีกว่ากว่าคนคิดไม่ได้ไม่ใช่เหรอ?"
หนานอวี้ "... (・_・)"
ไป๋หลิง "... (・_・)"
หลิงเยวี่ย "... (・_・)"
เย่อ้าวเทียน "... (・_・)"