คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 17 ตลาดสัตว์น้ำชลวารี7,317 ตัวอักษร

ตอนที่ 17 ตลาดสัตว์น้ำชลวารี

“ศิษย์น้อง เราจะกินร้านไหนก่อนดี”

ยูรันมองร้านอาหารที่เรียงรายตลอดถนน ก่อนตอบด้วยสีหน้าจริงจัง

“ร้านที่อยู่ชั้นล่างของโรงเตี๊ยม”

หนานอวี้กะพริบตา “แต่เรายังไม่ได้หาโรงเตี๊ยมเลยนะ”

“เพราะงั้นต้องหาโรงเตี๊ยมก่อน”

“แล้วถ้าร้านข้างล่างไม่อร่อยล่ะ”

“เราก็ออกมากินร้านอื่นสิ”

หนานอวี้นิ่งคิด ก่อนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างง่ายดาย

ไป๋หลิงมองทั้งสองคนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเดินนำเข้าเมืองโดยไม่คิดร่วมสนทนาด้วยอีก

โรงเตี๊ยมที่พวกเขาเลือกอยู่ห่างจากตลาดสัตว์น้ำเพียงสองช่วงถนน ด้านหน้าเป็นอาคารไม้สามชั้น หลังคาสีครามแขวนโคมรูปปลาสีเงินเอาไว้หลายดวง จากระเบียงชั้นบนสามารถมองเห็นเสากระโดงเรือเรียงรายอยู่เหนือแนวหลังคาได้พอดี

ไป๋หลิงเป็นคนเข้าไปจัดการเรื่องห้องพัก ไม่นานนางก็เดินกลับมาพร้อมป้ายไม้สี่ชิ้น

“คนละห้อง วางของเสร็จแล้วลงมาเจอกันด้านล่าง”

หนานอวี้รับป้ายห้องไป ก่อนมองยูรันอย่างสงสัย

“ศิษย์น้อง เจ้านอนคนเดียวได้แน่นะ”

“ศิษย์พี่กังวลว่าข้าจะกลัวเหรอ”

“ข้าแค่กลัวว่าเจ้าจะหิวกลางดึกแล้วแอบออกไปกินคนเดียว”

ยูรันเงียบไปเล็กน้อย “ความกังวลของท่านมีเหตุผล”

หลานชิงอวี้ที่ยืนอยู่ข้างกันเหลือบมองเขาทันที

“ถ้าศิษย์พี่ยูจะออกมา บอกข้าด้วย”

หนานอวี้หันขวับ “แล้วเหตุใดต้องบอกเจ้าคนเดียว”

หลานชิงอวี้ชะงัก ก่อนตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“เพราะห้องข้าอยู่ใกล้ที่สุด”

ไป๋หลิงยื่นป้ายห้องให้ยูรันเป็นคนสุดท้าย

“ห้องเจ้าอยู่คนละฝั่งกับนาง”

หลานชิงอวี้รับป้ายของตัวเองกลับไปเงียบ ๆ

[ข้าก็แค่พูดเผื่อไว้เท่านั้น เหตุใดศิษย์พี่รองต้องบอกละเอียดขนาดนั้นด้วย]

หลังเก็บสัมภาระเรียบร้อย ทั้งสี่คนจึงออกมาเดินตลาดยามเย็น

ยิ่งเข้าใกล้ท่าเรือ ผู้คนก็ยิ่งหนาแน่น โคมสีฟ้าถูกจุดเรียงตลอดสองข้างทาง แสงจากโคมสะท้อนผิวน้ำจนดูคล้ายมีดาวนับร้อยลอยอยู่ในอ่าว

ร้านค้าส่วนใหญ่ขายสินค้าจากทะเล มีทั้งปลาแห้ง สมุนไพรน้ำลึก เปลือกสัตว์วิญญาณ มุกหลากสี และเครื่องประดับที่ทำจากหินใต้ทะเล เสียงเรียกลูกค้าดังปะปนกับเสียงคลื่นและเสียงกระดิ่งจากเรือที่กำลังกลับเข้าฝั่ง

หนานอวี้หยุดดูแทบทุกร้าน

หลานชิงอวี้เดินตามยูรันอยู่ไม่ห่าง ส่วนไป๋หลิงเริ่มถามราคาสินค้าตั้งแต่ยังไม่ทันถึงตลาดสัตว์น้ำ

“ศิษย์พี่รอง” ยูรันเรียกนาง “วันนี้เรามาเที่ยว”

“ข้ารู้”

“แต่ท่านจดราคาไปสิบสามร้านแล้ว”

“พรุ่งนี้จะได้ไม่เสียเวลา”

ไป๋หลิงตอบโดยไม่เงยหน้าจากสมุด

“ร้านริมท่าโก่งราคาสูงกว่าด้านในเกือบสองส่วน หากซื้อจำนวนมากไม่ควรซื้อจากตรงนี้”

ยูรันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ

“พาศิษย์พี่รองมาด้วยถูกคนจริง ๆ”

มือที่กำลังจดตัวเลขของไป๋หลิงหยุดไปเล็กน้อย

“ข้าเพียงไม่อยากให้เงินของยอดเขาจันทราถูกใช้โดยเปล่าประโยชน์”

“เงินของข้านะ”

“ตอนนี้ยังเป็นของเจ้า แต่เมื่อซื้อสัตว์น้ำกลับไปสร้างรายรับ มันก็เป็นเงินลงทุนของยอดเขา”

ยูรันพยักหน้าช้า ๆ “ศิษย์พี่รองเอาเงินข้าไปเป็นของยอดเขาได้เป็นธรรมชาติมาก”

ไป๋หลิงปิดสมุดบัญชี “เจ้ามีปัญหา?”

“ไม่มี ข้าชอบคนดูแลเงินเก่ง”

ไป๋หลิงเบือนหน้าไปทางร้านค้าอีกฝั่งทันที

[พูดเรื่องเงินอยู่ดี ๆ เหตุใดต้องพูดแบบนั้นด้วย]

ไม่ไกลออกไป หนานอวี้ยืนอยู่หน้าร้านปลาหมึกย่าง กลิ่นเครื่องเทศกับกลิ่นควันลอยฟุ้งจนผู้คนที่เดินผ่านต้องหันมอง

“ศิษย์น้อง!”

นางยกไม้ปลาหมึกขึ้นโบกเรียก

“มาลองเร็ว รสชาติไม่เหมือนที่เจ้าทำเลย”

ยูรันเดินเข้าไปกัดชิมหนึ่งคำ ก่อนพยักหน้า เนื้อหมึกย่างสุกกำลังดี ซอสด้านนอกมีรสเค็มหวานแทรกด้วยกลิ่นผลไม้รสเปรี้ยว แม้เครื่องปรุงไม่ซับซ้อน แต่เข้ากับวัตถุดิบสดใหม่อย่างมาก

“อร่อยดี”

หนานอวี้เบิกตากว้าง “เจ้าชมอาหารคนอื่นด้วย?”

“ข้าดูเหมือนคนชมใครไม่เป็นขนาดนั้นเลยเหรอ”

สามสาวมองเขาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง “เอาเถอะ ซื้อเพิ่มอีกสี่ไม้แล้วกัน”

เจ้าของร้านหัวเราะ ก่อนหยิบหมึกชุดใหม่ขึ้นจากเตา

ระหว่างรอ ยูรันถามเรื่องตลาดสัตว์น้ำ จึงได้รู้ว่าทุกเช้าจะมีการประมูลพ่อพันธุ์แม่พันธุ์สัตว์วิญญาณบริเวณตลาดน้ำคราม พ่อค้าจากหมู่บ้านเพาะเลี้ยงรอบอ่าวจะนำสัตว์ชุดใหม่เข้ามาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง หากไปสาย ของที่แข็งแรงมักถูกตระกูลใหญ่กับภัตตาคารซื้อไปก่อน

“ถ้าจะซื้อไปเลี้ยง อย่าดูแต่ตัวใหญ่” เจ้าของร้านกล่าว “ต้องถามด้วยว่าจับมาจากทะเลหรือเพาะในบ่อ สัตว์ที่จับจากทะเลบางชนิดเปลี่ยนน้ำไม่กี่ครั้งก็ตายแล้ว”

ไป๋หลิงเปิดสมุดขึ้นจดทันที

ยูรันถามต่อ “ถ้าต้องการน้ำทะเลสะอาดจำนวนมาก ควรไปตรงไหน”

“ออกจากท่าไปทางตะวันออกราวสิบลี้ มีอ่าวเล็กชื่อน้ำแก้ว ไม่มีเรือสินค้าแล่นผ่าน น้ำสะอาดกว่าบริเวณนี้มาก แต่ต้องเช่าเรือออกไป”

เจ้าของร้านชี้ไปยังแนวโคมสว่างริมท่า

“ร้านเช่าเรืออยู่สุดถนน หากจะออกไปตกหมึกตอนกลางคืนก็จองจากที่นั่นได้เหมือนกัน”

หนานอวี้รับหมึกย่างมา ก่อนหันมองยูรันด้วยดวงตาเป็นประกาย

“เราไปจองตอนนี้เลยไหม”

ไป๋หลิงตอบแทนทันที “พรุ่งนี้”

“แต่ถ้าเรือเต็มล่ะ”

“เช่นนั้นไปจองก่อน แล้วค่อยกินมื้อเย็น”

หนานอวี้พยักหน้าแรง ๆ

ร้านเช่าเรือตั้งอยู่สุดแนวท่า เจ้าของเป็นชายวัยกลางคนผิวคล้ำที่กำลังนั่งซ่อมตาข่ายอยู่ใต้แสงโคม เมื่อรู้ว่าพวกเขาต้องการออกไปเก็บน้ำทะเลในช่วงบ่ายและตกหมึกต่อจนถึงกลางคืน เขาก็เสนอเรือขนาดกลางพร้อมคนคุมเรือสองคน

ไป๋หลิงต่อราคาจนเจ้าของเรือต้องยกมือยอมแพ้

“แม่นาง ข้าลดให้มากกว่านี้ไม่ได้แล้วจริง ๆ น้ำมันตะเกียงล่อหมึกก็ต้องใช้เงิน คนเรือก็ต้องจ่าย หากลดอีกข้าคงต้องพายเรือเองแล้ว”

“เมื่อครู่ท่านบอกว่าราคานี้รวมค่าคนเรืออยู่แล้ว”

ชายวัยกลางคนชะงัก

ไป๋หลิงเปิดสมุด “แต่ตอนแจกแจงราคา ท่านคิดค่าคนเรือซ้ำสองครั้ง”

เจ้าของเรือมองตัวเลขในสมุด ก่อนหัวเราะแห้ง ๆ

สุดท้ายค่าเช่าเรือถูกลดลงอีกสองส่วน พร้อมแถมตะเกียงล่อหมึกกับคันเบ็ดให้ครบทุกคน

หลังจองเรือเสร็จ ทั้งสี่คนจึงกลับไปกินมื้อเย็นที่ร้านอาหารริมท่า อาหารส่วนใหญ่เป็นของทะเลที่จับขึ้นมาในวันเดียวกัน มีปลานึ่งสมุนไพร หอยย่างบนแผ่นหิน กุ้งทอดเกลือ และหม้อไฟน้ำใสที่มีกลิ่นหอมจากสาหร่ายทะเล

หนานอวี้กินจนต้องสั่งข้าวเพิ่มสองรอบ

หลานชิงอวี้ชอบปลานึ่งมากกว่าจานอื่น แม้นางจะไม่พูด แต่ยูรันเห็นว่านางคีบอยู่หลายครั้ง จึงเลื่อนจานไปไว้ใกล้นางโดยไม่พูดอะไร

หลานชิงอวี้มองจานปลา ก่อนเงยหน้ามองเขา

“ขอบคุณศิษย์พี่ยู”

“พรุ่งนี้ถ้าเจอปลาชนิดนี้ก็ซื้อกลับไปเลี้ยงด้วยแล้วกัน”

“ท่านรู้เหรอว่ามันคือปลาอะไร”

ยูรันคีบเนื้อปลาขึ้นมาดู “ก็ต้องไม่รู้สิ ข้าจะไปรู้ได้ไง”

หลานชิงอวี้นิ่งไป ก่อนหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ

ไป๋หลิงหรี่ตามองทั้งสองคน

หลังมื้อเย็น ทุกคนกลับโรงเตี๊ยมและแยกย้ายกันพักผ่อน เพราะต้องตื่นก่อนฟ้าสาง

เช้าวันต่อมา

ตลาดน้ำครามคึกคักตั้งแต่ท้องฟ้ายังมืด เรือขนาดเล็กจำนวนมากจอดเทียบแพไม้เป็นแนวยาว บนเรือมีทั้งถังน้ำ ตะกร้าสาน และภาชนะกักวารีซึ่งใช้ขนส่งสัตว์น้ำมีชีวิต

ตรงกลางตลาดมีลานประมูลรูปครึ่งวงกลม ด้านหน้าเป็นแท่นหินเตี้ยที่มีอ่างน้ำขนาดใหญ่วางอยู่หลายใบ ผู้ซื้อจากภัตตาคาร ตระกูลผู้ฝึกตน และร้านค้าต่างจับจองที่นั่งกันเกือบเต็มแล้ว

ไป๋หลิงพาทุกคนเลือกที่นั่งด้านข้าง ก่อนแจกแจงหน้าที่อย่างรวดเร็ว

“ยูรันเป็นคนเลือก ข้ากำหนดราคา หนานอวี้กับหลานชิงอวี้ตรวจสภาพสัตว์ หากข้ายังไม่ยกป้าย ห้ามใครเสนอราคาเอง”

หนานอวี้ถาม “แล้วถ้าเป็นของหายากมากล่ะ”

“ก็ห้าม”

“ถ้ามันน่ากินมากล่ะ”

“ยิ่งห้าม”

ยูรันเอนหลังพิงเก้าอี้ “ศิษย์พี่สาม ท่านฟังศิษย์พี่รองเถอะ ข้าให้ศิษย์พี่รองถือเงินแล้ว เงินอยู่กับนาง”

หนานอวี้มองถุงเงินในมือไป๋หลิง แล้วสงบลงทันที

ไม่นาน ชายชราในชุดสีน้ำเงินก็เดินขึ้นแท่นประมูล

“ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ตลาดน้ำคราม สัตว์ทุกชุดที่นำมาประมูลวันนี้ผ่านการตรวจโรคและประเมินสายเลือดแล้ว ผู้ชนะการประมูลสามารถฝากเลี้ยงไว้ได้จนถึงยามเย็น!”

ผ้าคลุมอ่างใบแรกถูกเปิดออก ภายในมีสัตว์เปลือกแข็งสีแดงเข้ม หนวดยาวกว่าลำตัว ก้ามคู่หน้าใหญ่และเต็มไปด้วยหนามเล็ก ๆ

ชายชราประกาศเสียงดัง

“สัตว์วิญญาณระดับหนึ่ง กุ้งเกราะมังกรเพลิง! พ่อพันธุ์แม่พันธุ์สิบคู่ เปลือกแข็งทนต่อความร้อน เนื้อแน่น มีพลังปราณธาตุไฟอ่อน ๆ ราคาเริ่มต้นสามสิบเหรียญวิญญาณ!”

หนานอวี้ตาเป็นประกาย “กุ้งเกราะมังกรเพลิง!”

ยูรันมองสัตว์ในอ่างอยู่ครู่หนึ่ง

[เชี่ยอะไรวะเนี่ยตั้งชื่อห่าอะไร ทำเหมือนแม่งปล่อยไฟได้ กุ้งมังกรชัดๆ]

“กุ้งมังกรนี่หว่า ตั้งชื่ออลังการแท้”

หนานอวี้หันมาทันที “ไม่ใช่ มันคือกุ้งเกราะมังกรเพลิง”

“ก็กุ้งมังกร”

“แต่มันมีพลังธาตุไฟ”

“แล้วมันปล่อยไฟได้ไหมเล่า ก็แค่ตัวร้อนนิดหน่อย”

หลานชิงอวี้เม้มปากกลั้นหัวเราะ

-กล่องบรรยายผู้เขียน- น้องชายยูรัน นี่มันโลกนิยายนะลูกพรี่ กุ้งมีธาตุไฟก็ไม่แปลกรึเปล่าครับน้อน (꒪⌓꒪) ...