คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 22 นั่นเป็นเพลงของพวกข้าต่างหาก!7,464 ตัวอักษร

ตอนที่ 22 นั่นเป็นเพลงของพวกข้าต่างหาก!

เฉินคุนนั่งหน้าเอ๋อแดกอยู่ริมสนาม ใบหน้าหล่อเหลาว่างเปล่า ม้วนเสื้อผ้าคลุมและเนื้อตัวไม่มีรอยขีดข่วนหรือรอยเลือดสาดเล็ดลอดออกมาเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว แม้กระทั่งกระบี่ในมือก็ยังคงสถิตอยู่ครบถ้วน ทว่าตัวเขาถูกส่งออกมาพ้นลานประลองหลักเรียบร้อยแล้วด้วยตัวโน้ตเพียงไม่กี่คีย์!

เงียบกริบ...

คนนับหมื่นบนอัฒจันทร์พากันเบิกตากว้างจนเบ้าตาแทบฉีก แข็งทื่อประดุจหินสลัก สมองเหวอแดกไปตาม ๆ กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกครั้งเป็นคำรบสองของวัน!

"เมื่อกี้... เจ้านั่นทำอะไรลงไปน่ะ?!"

"เขาไม่ได้ขยับตัวก้าวเท้าเลยสักเซี้ยวเดียว! แถมไม่พูดจาโต้ตอบกับเฉินคุนเลยสักคำ! แค่ยกเครื่องเป่าหน้าตาแปลก ๆ ขึ้นมาเป่าสั้น ๆ... ก็ส่งอัจฉริยะขั้นหลอมรวมปราณตกสนามไปแบบไม่มีแผลเลยเรอะ?!"

"ที่สำคัญ... เสียงเครื่องเป่าเมื่อกี้มันคืออะไรกันน่ะ?! ทำไมมันถึงได้ไพเราะกระแทกใจขนาดนั้น ฟังแล้วแทบอยากจะล้มตัวลงนอนกลางวันตรงนี้เลย!"

"นั่นไม่ใช่ขลุ่ยแน่ ๆ! รูปร่างของมันยาวเรียวแถมถือเป่าจากด้านข้าง... ช่างเป็นเครื่องเป่าปริศนาที่ไพเราะสะกดวิญญาณเหลือเกิน!"

ในขณะที่ฝูงชนกำลังตกตะลึงกันอยู่นั้น เย่อ้าวเทียนที่เฝ้าจับตามองอยู่ขอบเวทีถึงกับตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธแค้นขั้นรุนแรง ใบหน้าที่เคยแสร้งพยายามทำเป็นสง่างามและอ่อนโยน บัดนี้บิดเบี้ยวถมึงทึงจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม สองตาของเขาแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือดฝอยที่เดือดพล่านด้วยความอิจฉาริษยาและขัดใจอย่างที่สุด สองมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกุมหมัดแน่นจนเล็บแทบจะจิกลึกเข้าไปในเนื้อกระดูกดัง กร๊อบ

['เป็นไปไม่ได้! เจ้าเฉินคุนนั่นเป็นถึงอัจฉริยะขั้นหลอมรวมปราณระดับสูงสุดเชียวนะ! ทำไมมันถึงได้พ่ายแพ้หมดรูปโดนลมพัดกระเด็นตกเวทีไปง่าย ๆ แบบนี้โดยที่ยังไม่ทันได้ออกกระบวนท่าด้วยซ้ำ?!']

เย่อ้าวเทียนกัดฟันกรอดจนแทบแตกละเอียด ความหวังที่จะได้เห็นยูรันนอนจมกองเลือดสลายหายไปกับตา ยิ่งเห็นสายตาทุกคนเริ่มจับจ้องยูรันด้วยความเลื่อมใส เขายิ่งคลั่งจนแทบจะกระอักเลือดออกมาจริง ๆ

ขณะเดียวกันบนอัฒจันทร์ฝั่งยอดเขาจันทรา...

หนานอวี้ยังคงมองยูรันบนลานประลองด้วยดวงตาเบิกกว้าง

[สองโน้ต...ศิษย์น้องชนะด้วยเสียงเพียงสองโน้ตจริง ๆ]

ไป๋หลิงมองฟลุตสีเงินในมือเขาอย่างพิจารณา

[ไม่มีลมปราณ แต่ควบคุมแรงที่ส่งออกไปได้แม่นยำจนเฉินคุนไม่บาดเจ็บเลย เขาซ่อนอะไรไว้อีกมากแค่ไหนกัน]

หลิงเยวี่ยมุมปากแอบยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยเท่านั้นแทบไม่มีใครสังเกตุเห็น

[ควบคุมได้แม่นยำนัก ยูรันเด็กดีของข้า]

ยูรันเดินลงจากลานประลองท่ามกลางสายตาของผู้คน ก่อนกลับมายังเขตพักผู้เข้าแข่งขัน

หลานชิงอวี้มองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

“นี่สินะเรื่องที่บอกว่าจะทำให้ข้าตกใจ”

“เป็นไง”

“พอใช้ได้”

ยูรันอมยิ้มแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

เสียงกรรมการจากลานประลองที่สองก็ดังขึ้น

"ต่อไป หลานชิงอวี้แห่งยอดเขาจันทรา ปะทะ...”

หลานชิงอวี้หันไปทางลานประลอง ก่อนเดินออกจากเขตพักไปได้สองก้าวแล้วหยุดลง

นางหันกลับมามองยูรัน

“ศิษย์พี่ยู”

“หืม?”

“ถ้าข้าชนะกลับมา...ท่านชมข้าได้ไหม”

ยูรันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ

“ได้สิ”

มุมปากของหลานชิงอวี้ยกขึ้นทันที

“ถ้าอย่างนั้น ศิษย์พี่เตรียมคำชมไว้ให้ดีก็แล้วกัน”

กล่าวจบ นางก็หันกลับไปยังลานประลองด้วยฝีเท้าที่เบากว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด.

การประลองของหลานชิงอวี้จบลงเร็วกว่าที่หลายคนคาดคิด

หลังกรรมการให้สัญญาณ คู่ต่อสู้ของนางเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน ทว่าไม่ว่าจะใช้กระบวนท่าใด อาวุธกลับถูกเส้นไหมวิญญาณเบี่ยงออกจากเป้าหมายทุกครั้ง

เพียงไม่กี่อึดใจ เส้นไหมหลายสายก็พันรอบข้อมือ ข้อเท้า และอาวุธของอีกฝ่ายเอาไว้ ก่อนดึงร่างออกนอกเขตลานประลองอย่างหมดจด

“ผู้ชนะ หลานชิงอวี้แห่งยอดเขาจันทรา!”

เสียงปรบมือดังขึ้นทั่วอัฒจันทร์

หลานชิงอวี้เก็บเส้นไหมกลับ ก่อนเดินลงจากลานตรงมายังเขตพักผู้เข้าแข่งขัน

นางหยุดอยู่ตรงหน้ายูรันโดยไม่พูดอะไร เพียงมองเขาด้วยแววตารอคอย

ยูรันปล่อยให้นางรออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ

"งดงามมาก”

ดวงตาของหลานชิงอวี้สว่างขึ้นทันที

“จริงเหรอ?”

“จริง”

หลานชิงอวี้พยายามรักษาสีหน้าเรียบเฉย แต่รอยยิ้มที่มุมปากกลับซ่อนไว้ไม่อยู่

หลังจากความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปของเฉินคุน ข่าวลือเกี่ยวกับ "ศิษย์ผู้ใช้เครื่องเป่าปริศนาเป่าลมส่งคู่ต่อสู้ปลิวตกเวที" ก็แพร่สะพัดไปทั่วลานประลองราวกับไฟลามทุ่ง

การต่อสู้ในรอบต่อๆ มาของยูรันทำให้ผู้ชมนับหมื่นบนอัฒจันทร์ต่างพากันอ้าปากค้างซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นั่นคือไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นใคร แข็งแกร่งมาจากยอดเขาไหน ใช้วิชารูปปแบบไหน ทักษะแบบใด หรือพยายามบุกเข้ามาด้วยท่วงท่าพิสดารเพียงใด... ยูรันไม่เคยขยับฝ่าเท้าเลยแม้แต่เซี้ยวเดียว เขาเพียงแค่ยืนนิ่งๆ และใช้โน็ตแรกหยุดการโจมตี โน็ตสองส่งคู่ต่อสู้ออกนอกสนาม เป็นแบบนี้ในทุกๆ คู่

จนกระทั่งมาถึงรอบก่อนชิงชนะเลิศ...

เสียงผู้ตัดสินประกาศก้อง "มู่หรงฉิน ศิษย์สายตรงจากยอดเขาวารีกระจ่าง... ปะทะ... ยูรัน ศิษย์สายตรงจากยอดเขาจันทรา!"

เสียงฮือฮาดังระเบิดขึ้นอีกครั้ง มู่หรงฉินคือหนึ่งในห้าอัจฉริยะหญิงที่โดดเด่นที่สุดในหมู่ศิษย์ใหม่ นางในชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนงดงามประดุจดอกบัววารี ก้าวเท้าขึ้นสู่เวทีประลองด้วยท่วงท่าสง่างาม ทว่าใบหน้างดงามของนางกลับเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและสับสน

มู่หรงฉินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง นางไม่ได้ชักกระบี่วิญญาณออกมา ทว่ากลับถอนหายใจยาวเหยียดแล้วยกมือขึ้นประกาศต่อหน้าผู้ตัดสินและผู้ชมนับหมื่น

"ข้ายอมแพ้!"

ยูรันเลิกคิ้วขึ้น "หืม?"

ตามมาด้วยเสียงอุทานรอบสนาม แม้กระทั่งกรรมการคุมสอบยังแทบไม่เชื่อหูตนเอง

"อะไรนะ?! อัจฉริยะหญิงอย่างมู่หรงฉินยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มสู้เนี่ยนะ?!"

"แต่ว่า..." มู่หรงฉินจ้องมองยูรันพลางเอ่ยเงื่อนไขด้วยใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อจางๆ "ข้ามีข้อแลกเปลี่ยน! ในเมื่อ ทำยังไงก็ไม่มีทางโจมตีเจ้าได้... เจ้าช่วยเป่าบทเพลงปริศนานั่นด้วยเครื่องเป่าประหลาดของเจ้าให้ข้าฟังจนจบสักเพลงได้หรือไม่? ข้าอยากรู้ว่าบทเพลงที่แท้จริงของมันจะไพเราะและวิเศษปานใด"

"โอ้" ยูรันมองด้วยสีหน้าประหลาดใจก่อนตอบ "ได้"

คำตอบสั้น ๆ ของยูรันทำให้หญิงสาวบนอัฒจันทร์ฝั่งยอดเขาจันทรามีปฏิกิริยาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

หลานชิงอวี้เม้มริมฝีปาก ปลายนิ้วเกี่ยวเส้นไหมวิญญาณแน่นขึ้นเล็กน้อย

[เพิ่งพบหน้ากันก็ขอให้ศิษย์พี่ยูเล่นเพลงให้ฟังแล้วเหรอ แล้วเขายังรับปากง่ายขนาดนั้นอีก]

หนานอวี้ยกมือขึ้นกัดปลายเล็บด้วยความขัดใจ

[เดี๋ยวนะ นางจะให้ศิษย์น้องเล่นเพลงกลางอ่าวเพลงนั้นให้ฟังรึเปล่า นั่นเป็นเพลงที่พวกข้าได้ฟังก่อนนะ]

หัวใจของไป๋หลิงกระตุกวูบ นางพยายามบอกตัวเองว่านี่เป็นเพียงคำขอหลังการประลอง แต่สายตากลับจับจ้องมู่หรงฉินโดยไม่ยอมละไปไหน

[เขารับปากง่ายเกินไปไหม]

แม้แต่หลิงเยวี่ยยังรู้สึกใจสั่นเล็กน้อย เมื่อนึกถึงเสียงผิวปากและสองท่อนสั้น ๆ ที่เคยได้ฟังกลางอ่าว

[คงไม่ใช่เพลงนั้นหรอก]

มู่หรงฉินไม่รู้เลยว่าคำขอเพียงประโยคเดียวของนาง ทำให้บรรยากาศบนอัฒจันทร์ฝั่งยอดเขาจันทราเย็นลงพร้อมกันถึงสี่สาย.

ยูรันยกฟลุตสีเงินขึ้นแตะริมฝีปาก

ทันทีที่โน้ตแรกดังขึ้น เสียงฟลุตกลับไม่ได้มีเพียงท่วงทำนอง หากยังแปรเปลี่ยนเป็นเสียงคล้ายมนุษย์กำลังขับร้อง ถ้อยคำทุกคำลอยผ่านลานประลองอย่างชัดเจนและไพเราะจนผู้ฟังเผลอกลั้นหายใจ

เพียงสบตาเธอ

ใจดวงเดิมเคลิ้มลอยไป

เพียงสบตากัน

วันเวลาย้อนคืนมา

หนานอวี้ตัวแข็งค้างทันที

เพียงสี่บรรทัดแรก นางก็จำได้แล้วว่าเป็นเพลงอะไร

เปลวเพลิงบาง ๆ ผุดขึ้นรอบเส้นผมโดยไม่รู้ตัว ขณะที่มือทั้งสองกำแน่นด้วยความขัดใจ

[นี่มันเพลงที่ศิษย์น้องเคยร้องให้พวกข้าฟังกลางอ่าวไม่ใช่เหรอ! แล้วเหตุใดถึงเอามาเป่าให้หญิงอื่นฟังง่าย ๆ แบบนี้! อ๊ากกกก!]

หลานชิงอวี้เองก็จำได้ เส้นไหมวิญญาณในมือพลันตึงขึ้นตามอารมณ์

[เพลงนี้ทำให้ข้าร้องไห้ แต่ตอนนี้ศิษย์พี่ยูกำลังเล่นให้มู่หรงฉินฟัง...]

ไป๋หลิงรู้สึกแน่นในอกอย่างไม่มีเหตุผล ส่วนหลิงเยวี่ยยังคงนั่งนิ่ง ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับเย็นลงเล็กน้อย

ยูรันไม่ได้สังเกตปฏิกิริยาบนอัฒจันทร์ เขายังคงบรรเลงต่อไปอย่างผ่อนคลาย

หัวใจดวงนี้ไม่หลาบจำ

เหมือนโดนซ้ำซ้ำแล้วสะใจ

หัวใจนี่มันงมงาย

ตักเตือนไม่เคยฟังกัน

เหมือนโดนเท่านั้นยังไม่พอ

ขอยอมเจ็บช้ำมันต่อไป

หัวใจเจ้ากรรมนั้นไซร้

เฝ้าคอยทำร้ายตัวเอง

ทำนองเดิมวนกลับมาอีกครั้ง คราวนี้เสียงฟลุตยิ่งอ่อนโยนและเศร้าลึกกว่าเดิม

หัวใจดวงนี้ไม่หลาบจำ

เหมือนโดนซ้ำซ้ำแล้วสะใจ

หัวใจนี่มันงมงาย

ตักเตือนไม่เคยฟังกัน

เหมือนโดนเท่านั้นยังไม่พอ

ขอยอมเจ็บช้ำมันต่อไป

หัวใจเจ้ากรรมนั้นไซร้

เฝ้าคอยทำร้ายตัวเอง

เมื่อโน้ตสุดท้ายจางหาย ทั้งลานประลองยังคงเงียบสนิท

มู่หรงฉินยืนหลับตาอยู่บนเวที รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้า

“ขอบคุณ ต่อให้ต้องยอมแพ้ ข้าก็ไม่เสียดายแล้ว”

บนอัฒจันทร์ หนานอวี้กัดฟันแน่นกว่าเดิม

[แต่ข้าเสียดาย! นั่นเป็นเพลงของพวกข้าต่างหาก!]