คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 25 อาจารย์... กำลังหึง?7,296 ตัวอักษร

ตอนที่ 25 อาจารย์... กำลังหึง?

ศาลากลางน้ำเงียบลงทันที

หนานอวี้เป็นคนแรกที่ได้สติ พลันพูดขึ้นว่า

“อาจารย์!! ท่านกำลังทำอะไรศิษย์น้องอยู่คะ!!”

ไป๋หลิงยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง ดวงตาเลื่อนจากมือของหลิงเยวี่ยไปยังใบหน้าของยูรัน แล้วเลื่อนกลับไปที่มือของหลิงเยวี่ยอีกครั้ง

หลานชิงอวี้ไม่ได้พูดอะไรในทันที

แต่นางเห็นเต็มสองตา

เมื่อครู่ศิษย์พี่ยูเป็นฝ่ายจับมืออาจารย์แนบแก้มตัวเอง

หลิงเยวี่ยค่อย ๆ ดึงมือกลับ สีหน้ายังคงสงบนิ่งตามปกติ มีเพียงใบหูที่แดงจาง ๆ เท่านั้นที่ทรยศเจ้าตัว

“ไม่มีอะไร”

หนานอวี้เบิกตากว้าง

“ไม่มีอะไรได้ยังไง ข้าไม่เชื่อ!!”

หลิงเยวี่ยกระแอมเบา ๆ

“เมื่อครู่มีฝุ่นติดแก้มเขา ข้าเพียงช่วยปัดออกให้”

ความเงียบปกคลุมศาลากลางน้ำอีกครั้ง

หนานอวี้มองแก้มของยูรัน

แล้วมองมือของหลิงเยวี่ย

แล้วมองแก้มของยูรันอีกครั้ง

“ฝุ่น... ต้องลูบขนาดนั้นเลยเหรอเจ้าคะ”

ไป๋หลิงหลุบตาลงเล็กน้อย

[ไม่น่าใช่ ข้าเห็นเต็มสองตาเลยว่าศิษย์น้องจับมืออาจารย์อยู่ชัดๆ]

หลานชิงอวี้เม้มริมฝีปาก

[ฝุ่นอะไรกัน เมื่อครู่ศิษย์พี่ยูยังยิ้มให้อาจารย์อยู่เลย]

ยูรันยังคงนั่งอยู่ที่เดิม สีหน้าไม่ทุกข์ร้อนแม้แต่น้อย

เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนกล่าวเสียงเรียบ

“ศิษย์พี่สาม ศิษย์พี่รอง ชิงอวี้ พวกท่านมากินข้าวก่อนสิ เดี๋ยวเย็นแล้วไม่อร่อย”

หนานอวี้ชี้หน้าเขาทันที

“ศิษย์น้อง!! เจ้ายังมีหน้ามาชวนกินข้าวอีกเหรอ?!!”

ยูรันกะพริบตา

“สรุปศิษย์พี่ จะไม่กินเหรอ?”

หนานอวี้ชะงัก

กลิ่นอาหารเช้าบนโต๊ะลอยขึ้นมาอย่างพอดิบพอดี

นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเดินไปนั่งลงอย่างไม่เต็มใจ

“กินก็ได้... แต่เรื่องนี้ยังไม่จบนะ”

ไป๋หลิงถอนหายใจเบา ๆ แล้วเดินตามไปนั่ง

หลานชิงอวี้เองก็นั่งลงอีกด้านหนึ่ง แต่สายตายังคงมองยูรันกับหลิงเยวี่ยสลับกันอยู่เงียบ ๆ

หลิงเยวี่ยเห็นว่าหากปล่อยไว้นานกว่านี้ เรื่องคงยิ่งแปลก นางจึงวางถ้วยชาลง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ

“เมื่อครู่ข้ากับยูรันกำลังคุยเรื่องแผนพัฒนายอดเขา”

หนานอวี้หันขวับ

“แผนพัฒนายอดเขา?”

ยูรันพยักหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ

“ใช่ เรื่องนั้นแหละ”

เขาเลื่อนกระดาษรายการบนโต๊ะไปตรงกลาง

“กินไปฟังไปก็ได้ ข้าจะอธิบายให้พวกท่านฟังอีกรอบ”

หลังจากนั้น บรรยากาศบนศาลากลางน้ำจึงค่อย ๆ กลับเข้าสู่เรื่องงานอย่างประหลาด

เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งก้านธูป

ยูรันอธิบายแผนทั้งหมดอย่างคร่าว ๆ เมื่อเขาพูดจบ ศาลากลางน้ำเงียบลงไปครู่หนึ่ง

ไป๋หลิงเป็นคนแรกที่วางถ้วยชาลง

“แนวคิดฟังดูดี แต่เงินเริ่มต้นมาจากไหน”

นางชี้ไปยังรายการบนกระดาษ

“ต่อให้เริ่มจากส่วนเล็กที่สุด ก็ต้องใช้วัสดุ คนงาน ค่าอาหาร ค่าแรง และค่าดูแลหลังจากสร้างเสร็จ ยอดเขาจันทราตอนนี้ไม่มีเงินพอทำพร้อมกันหลายอย่าง”

หลานชิงอวี้พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนถามต่อ

“แล้วคนล่ะ”

นางมองรายการยาวเหยียดบนกระดาษ

“ต่อให้มีเงิน มีวัสดุ และมีแบบแผนชัดเจน แต่ใครจะเป็นคนดูแลทั้งหมด บ่อเพาะเลี้ยง สวนสมุนไพร โรงครัว โรงทอผ้า โรงตีเหล็ก ถ้ามีแค่พวกเราไม่กี่คน คงทำได้ไม่นาน”

หนานอวี้ฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นบ้าง

“แล้วอาหารล่ะ”

ทุกคนหันไปมองนางพร้อมกัน

หนานอวี้รีบกล่าวต่อ

“ข้าหมายถึง ถ้าคนมาเพิ่มจริง ๆ ศิษย์น้องจะทำอาหารคนเดียวไม่ไหวใช่ไหม ต้องมีคนช่วยครัวด้วยสิ นี่ก็สำคัญนะ!”

ไป๋หลิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเห็นด้วย

ยูรันจิบชาก่อนหนึ่งที ก่อนพูดน้ำเสียงราบเรียบ

"ศิษย์พี่รองกังวลเกินไปรึเปล่า"

ไป๋หลิงมองเขาทันที

"นี่มันงานช้างเลยนะข้าก็ต้องกังวลสิ"

ยูรันวางถ้วยชาลง แล้วกล่าวต่อเหมือนเรื่องทั้งหมดไม่ได้น่าหนักใจสักนิด

“อืม เงินข้าออกเอง จ้างแค่คนงานก็พอ ส่วนวัสดุข้ามีอยู่แล้วเยอะแยะจะตายไป เขตในข้าจะทำเองทั้งหมด ศิษย์พี่สามกับชิงอวี้ขุดบ่อเหนื่อยมาตั้งสามวันแล้ว ควรพักได้แล้ว เรื่องคนดูแล ศิษย์พี่รองก็หาผู้ช่วยเพิ่ม เรื่องความปลอดภัยก็ทำค่ายกลอ่านป้าย แบ่งเขตในเขตนอกให้ชัด เรื่องคัดคนเดี๋ยวข้าใช้ของบางอย่างช่วยตรวจสอบให้ได้ ส่วนอาหารก็ง่าย ข้าสอนศิษย์หญิงจากยอดเขาอื่นที่สนใจงานครัวก็ได้ปะ”

คำพูดยาวเหยียดจบลง

เงิน วัสดุ คนงาน เขตใน ค่ายกล การคัดคน ทุกอย่างที่ยูรันออกมา

แต่ทั้งสี่คนกลับเหมือนฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ได้ยินเพียงประโยคเดียว

ศิษย์หญิงจากยอดเขาอื่น

ยูรันคิ้วกระตุกเล็กน้อย

ไม่รู้เพราะเหตุใด เขารู้สึกเหมือนได้กลิ่นเปรี้ยว (หึง) บางอย่างลอยอยู่ในอากาศ

หนานอวี้วางตะเกียบลงทันที

“ศิษย์น้อง”

“หืม”

“ทำไมต้องเป็นศิษย์หญิงจากยอดเขาอื่น”

ยูรันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง

“ข้ายกตัวอย่าง”

“ตัวอย่างก็ไม่ได้!”

หลานชิงอวี้พยักหน้าเบา ๆ

“ศิษย์พี่ยู ตัวอย่างนี้ไม่ค่อยเหมาะเท่าไร”

ไป๋หลิงจิบชาเงียบ ๆ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ

“ข้าเห็นด้วย”

ยูรันมองทั้งสามคน แล้วถอนหายใจเบา ๆ

“งั้นก็เอาไว้ทีหลัง ตอนนี้ยังไม่ต้องรับใครทั้งนั้น”

เขาเคาะนิ้วลงบนกระดาษรายการเบา ๆ

“ตอนนี้ข้ากำลังคิดอยู่ว่าควรเริ่มจากอะไรก่อนดี เพราะมีบางอย่างที่ต้องทดลอง แต่ถ้าเป็นไปได้ ข้าอยากทำตำหนักหลักที่ค้างไว้ให้เสร็จก่อน”

หนานอวี้เอียงคอ

“ทำไมต้องทำตำหนักหลักก่อน?”

ยูรันประสานมือเข้าด้วยกัน แล้วเท้าคางมองนางด้วยรอยยิ้มกรุ่มกริ่ม

“ศิษย์พี่สาม ท่านบอกว่าจะย้ายมาอยู่กับข้าไม่ใช่เหรอ ลืมแล้วรึไง”

หนานอวี้ตบหน้าผากดังแปะ

“โอ๊ะ จริงด้วย! ข้าลืมไปได้ยังไง!”

หลานชิงอวี้รีบกล่าวขึ้นทันที

“ข้าก็จะย้ายมาด้วย!”

หนานอวี้หันขวับ

“เจ้าไม่เกี่ยว!”

ไป๋หลิงที่นั่งอยู่เงียบ ๆ เม้มปากเล็กน้อย

[จริงด้วย... ตอนนั้นยูรันชวนหนานอวี้มาอยู่ด้วย แต่ไม่เห็นชวนข้าเลย]

คิ้วของนางขมวดแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

หลิงเยวี่ยหรี่ตามองเหล่าศิษย์ของตนที่จู่ ๆ ก็เริ่มคุยเรื่องย้ายเรือนกันอย่างเป็นธรรมชาติ

“พวกเจ้าไปคุยเรื่องนี้กันตอนไหน ทำไมข้าไม่รู้เรื่อง”

หนานอวี้สะดุ้งทันที

“อะ เอ่อ... ก็วันนั้น...”

“วันนั้น?”

หลานชิงอวี้ตอบแทนด้วยน้ำเสียงเรียบ

“วันที่สองหลังจากพวกเรากลับจากเมืองท่าชลวารีเจ้าค่ะ วันถัดมาหลังจากปล่อยสัตว์น้ำลงบ่อเพาะพันธุ์เสร็จ ศิษย์พี่ยูก็ชวนศิษย์พี่สามมาอยู่ด้วยกัน”

หลิงเยวี่ยขมวดคิ้ว

[อยู่ด้วยกัน?]

“ชายหญิงจะอยู่ด้วยกันได้ยังไง เหลวไหล”

นางหันไปมองยูรัน

“จริงรึเปล่าที่เจ้าชวนหนานอวี้มาอยู่ด้วยกัน”

ยูรันจิบชาหนึ่งคำ ก่อนตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“จริง ข้าชวนศิษย์พี่สามเองแหละ เห็นนางมาที่นี่ทุกวัน น่าจะเหนื่อย อีกอย่างข้ากำลังจะสร้างตำหนักใหม่แทนเรือนพักศิษย์กับตำหนักหลักเก่าอยู่แล้ว ห้องก็มีเยอะ ไม่น่ามีปัญหาอะไรนะ”

หลิงเยวี่ยนิ่งไปเล็กน้อย

นางนึกถึงสภาพตำหนักหลักซอมซ่อที่ตนอาศัยอยู่ตอนนี้ แล้วหันไปมองตำหนักใหม่ที่เพิ่งสร้างได้เพียงบางส่วน

แม้มันยังไม่เสร็จ แต่แค่ส่วนที่เห็นก็รู้ได้ทันทีว่าดีกว่าตำหนักหลักเดิมหลายเท่า

อีกทั้งห้องก็มีมากพอ ไม่ได้ให้อยู่ห้องเดียวกันเสียหน่อย

“ได้”

ทุกคนชะงัก

หลิงเยวี่ยกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบ

“เสร็จเมื่อไร ข้าจะย้ายมาอยู่ด้วย”

หนานอวี้ลุกพรวด

“อาจารย์ ไม่ได้นะ!”

[อ๊าก! ถ้าอาจารย์ย้ายมาด้วย ข้าก็กินได้ไม่เต็มที่ทุกมื้อสิ!]

หลิงเยวี่ยมองนางนิ่ง ๆ

“เจ้ากับชิงอวี้ยังย้ายมาได้ แล้วทำไมข้าจะย้ายมาไม่ได้”

หนานอวี้ชะงักค้างทันที

นางอ้าปากเหมือนอยากเถียง แต่กลับหาเหตุผลดี ๆ ออกมาไม่ได้สักคำ

ไป๋หลิงมองอาจารย์ของตนเงียบ ๆ พลางรู้สึกแปลกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

[อาจารย์... กำลังหึง?]

ความคิดนั้นผุดขึ้นมาเพียงชั่ววูบ ก่อนนางจะรีบกดมันลงไปทันที

[เป็นไปไม่ได้]

ยูรันรีบบอกก่อนเหตุการณ์จะแย่ลงไปมากกว่านี้ "เอาหละๆ ขอเวลาข้าสักหนึ่งสัปดาห์ลองสร้างตำหนักใหม่ดูก่อน ไว้ทุกคนค่อยมาหาข้าใหม่นะ ส่วนอาหารเดี๋ยวข้าทำใส่กล่องไปให้หนึ่งอาทิตย์"

คำพูดของยูรันทำให้บรรยากาศที่กำลังวุ่นวายค่อย ๆ สงบลงอย่างประหลาด

หนานอวี้แม้จะยังทำหน้าไม่พอใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นยูรันเริ่มจัดกล่องอาหารสำหรับหนึ่งสัปดาห์ สีหน้าของนางก็อ่อนลงอย่างรวดเร็ว หลานชิงอวี้นั่งอยู่ข้าง ๆ เงียบ ๆ สายตายังคงจับอยู่บนมือของเขาที่แยกอาหารแต่ละมื้อออกเป็นส่วน ๆ ส่วนไป๋หลิงรับกระดาษรายการกลับไปเก็บไว้กับตัว ราวกับเริ่มจัดเรียงงานทั้งหมดในหัวตั้งแต่วินาทีนั้น

ไม่นานนัก กล่องอาหารหลายชุดก็ถูกวางเรียงบนโต๊ะศาลาอย่างเป็นระเบียบ มีทั้งอาหารคาว ของหวาน น้ำซุป และของกินเล่นที่แยกไว้ต่างหากสำหรับหนานอวี้

หลังจากทุกคนรับส่วนของตนเองแล้ว หลิงเยวี่ยจึงลุกขึ้นก่อน ตามด้วยไป๋หลิง หลานชิงอวี้ และหนานอวี้ที่กอดกล่องอาหารไว้แน่นกว่าคนอื่นเล็กน้อย

เงาร่างทั้งสี่ค่อย ๆ ห่างออกไปตามสะพานไม้

ศาลากลางน้ำกลับมาเงียบอีกครั้ง

ยูรันนั่งอยู่คนเดียว มองแผนที่ตำหนักใหม่บนโต๊ะอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอนหลังพิงเสาอย่างเกียจคร้าน

หนึ่งสัปดาห์

น่าจะพอให้เขาลองทำอะไรหลายอย่างได้พอดี