คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 26 ตำหนักใหม่กับข่าวแดนลับ 17,540 ตัวอักษร

ตอนที่ 26 ตำหนักใหม่กับข่าวแดนลับ 1

เช้าวันต่อมา

ยูรันนอนกลิ้งอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ แล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่ง

“ได้เวลาทำบ้านแล้วสินะ”

เขาหยิบกระดาษแผ่นใหญ่ขึ้นมาวางบนโต๊ะ จากนั้นก็ใช้ปลายนิ้วเคาะลงบนพื้นที่ว่างตรงกลางแบบแปลน

[ถ้าจะสร้างทั้งที จะทำแค่ตำหนักใหญ่ธรรมดาก็น่าเบื่อไปหน่อย]

ตำหนักหลักเดิมของยอดเขาจันทรานั้นแทบจะเรียกว่าตำหนักไม่ได้แล้ว หลังคารั่ว เสียงลมลอด เสาก็เก่า พื้นก็เอียง แถมถ้าเดินผิดจุดอาจมีโอกาสได้ฝึกวิชาตกหลุมโดยไม่ตั้งใจ

ยูรันมองแบบร่างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเริ่มเขียนรายการลงไปทีละบรรทัดว่าในห้องหนึ่งห้องควรมีอะไรบ้าง

“ควรทำเหมือนห้องชุดหรูขนาดหกสิบตารางเมตร”

ปลายนิ้วของเขาลากเส้นแบ่งพื้นที่ออกเป็นหลายส่วน

ส่วนแรกคือห้องนอนหลัก เตียงใหญ่ต้องวางได้โดยไม่ทำให้ห้องดูอึดอัด ข้างเตียงควรมีโต๊ะเล็ก ชั้นวางของ และม่านกันแสงที่เปิดปิดได้เองด้วยค่ายกล

ถัดมาคือห้องนอนเล็กหรือห้องพักแขก ไม่จำเป็นต้องใหญ่ แค่มีเตียงสำรอง โต๊ะเตี้ย และตู้เก็บของพอให้คนมาพักชั่วคราวได้โดยไม่รู้สึกเหมือนถูกยัดไว้ในห้องเก็บฟืน

ห้องรับแขกกับห้องนั่งเล่นควรรวมกัน วางโต๊ะชา เก้าอี้นุ่ม ชั้นวางของ และพื้นที่ว่างพอให้คนสี่ห้าคนนั่งคุยกันได้โดยไม่ต้องเบียดเข่า

ห้องครัวเล็กไม่ต้องทำใหญ่เกินไป มีเตาเล็ก อ่างล้างของ ชั้นเก็บวัตถุดิบ และค่ายกลรักษาความสดก็พอ อย่างน้อยถ้าหนานอวี้หิวกลางดึก นางจะได้ไม่วิ่งมารื้อครัวใหญ่ทั้งตำหนัก

ส่วนห้องอาบน้ำต้องทำดีหน่อย

ยูรันขีดวงกลมตรงมุมหนึ่งของแบบร่าง

“อ่างแช่น้ำต้องมี ฝักบัวต้องมี อ่างล้างหน้าต้องมี ชั้นวางของต้องมี พื้นต้องไม่ลื่น ค่ายกลระบายไอน้ำก็ต้องมี”

เขาหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนพึมพำต่อ

“ส่วนชักโครก... ไม่ต้องหรอกมั้ง ผู้ฝึกตนพวกนี้แทบไม่ต้องถ่ายอยู่แล้ว ทำไปก็เปลืองพื้นที่”

พูดจบ เขาก็ขีดฆ่าคำว่า ‘ห้องสุขา’ ทิ้งอย่างไร้ความลังเล

จากนั้นเขาเขียนเพิ่มลงไปอีกหลายบรรทัด

ห้องแต่งตัวควรมีตู้เสื้อผ้าฝังผนัง กระจกเต็มตัว และช่องเก็บเครื่องประดับเล็ก ๆ ห้องเก็บของควรซ่อนอยู่หลังผนัง ไม่กินพื้นที่ใช้สอย ส่วนห้องทำงานส่วนตัวต้องมีโต๊ะกว้าง ชั้นวางตำรา และแผ่นหยกสำหรับจดบันทึก

สุดท้ายคือระบบของห้องทั้งหมด

ไฟต้องปรับความสว่างได้เอง อุณหภูมิต้องแยกตามโซน หน้าต่างต้องเปิดปิดได้ด้วยค่ายกล ม่านต้องเลื่อนเองได้ และน้ำร้อนในห้องอาบน้ำต้องควบคุมได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็นเหมือนตำหนักผีสิง

ยูรันหยิบป้ายหยกเปล่าชิ้นหนึ่งออกมาหมุนเล่น

“คีย์การ์ด... ไม่สิ คนโลกนี้ไม่รู้จักคีย์การ์ด เรียกป้ายผ่านห้องก็แล้วกัน”

เขาเขียนคำว่า ‘ป้ายผ่านห้อง’ ลงไป

ป้ายนี้ใช้สำหรับเปิดประตูห้อง และเสียบไว้ตรงช่องรับป้ายเพื่อเปิดระบบภายในห้องทั้งหมด หากดึงป้ายออกก่อนออกจากห้อง ประตูจะล็อกเอง ไฟจะดับเอง หน้าต่างจะปิดเอง น้ำจะหยุดเอง และค่ายกลปรับอุณหภูมิจะพักการทำงานทันที

“เหมือนโรงแรม แต่เป็นโรงแรมโลกเซียน”

ยูรันพยักหน้าให้ความคิดของตัวเอง ก่อนเขียนเพิ่มอีกบรรทัด

‘แผ่นควบคุมห้อง’

สิ่งนี้ไม่ใช่กุญแจ แต่เป็นแผ่นหยกบาง ๆ สำหรับควบคุมระบบภายในห้อง ใช้ปรับไฟ ปรับอุณหภูมิ เปิดปิดม่าน เปิดหน้าต่าง เรียกน้ำร้อนในห้องอาบน้ำ หรือเปลี่ยนรูปแบบค่ายกลกันเสียงได้ตามต้องการ

เขาหยุดคิดเล็กน้อย

“แต่ต้องทำให้ใช้ง่ายหน่อย ถ้ายากเกินไปหนานอวี้คงกดมั่ว”

พูดจบ ยูรันก็วงคำว่า ‘ใช้ง่าย’ เอาไว้สามรอบ

หลังจากจัดการรายละเอียดของห้องพักแต่ละห้องเสร็จ ยูรันก็เลื่อนสายตากลับมามองแบบร่างตำหนักทั้งหลังอีกครั้ง

ห้องส่วนตัวเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ตำหนักใหญ่ไม่ได้มีไว้แค่นอน

ทางเดิน ส่วนกลาง ทางเข้าออก และชั้นต่าง ๆ ต้องคิดให้ดี ไม่อย่างนั้นสุดท้ายก็จะกลายเป็นเรือนพักขนาดใหญ่ที่มีห้องเรียงกันเฉย ๆ น่าเบื่อเกินไป

“ทำสักสิบสามชั้นก็แล้วกัน”

ยูรันขีดเส้นแนวนอนลงบนแบบร่างทีละชั้น

ชั้นแรกควรเป็นพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมด ห้องครัวใหญ่ต้องอยู่ตรงนี้ เพื่อให้ทำอาหารจำนวนมากได้สะดวก ถัดไปเป็นห้องรับรองแขกสำหรับคนภายนอก และห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่สำหรับคนในยอดเขา มีทั้งโต๊ะชา โซฟา เตียงนอนเล่น ชั้นวางของ และมุมพักผ่อนหลายจุด เผื่อวันไหนหนานอวี้กินอิ่มแล้วอยากนอนกลิ้งทันที จะได้ไม่ต้องวิ่งกลับห้องตัวเอง และสุดท้ายห้องประชุม

ชั้นสองยังไม่ต้องใส่อะไรมาก

ยูรันเขียนคำว่า ‘เว้นไว้ก่อน’ ลงไปกลางพื้นที่ว่าง

“เผื่ออนาคตต้องทำอะไรแปลก ๆ เพิ่ม จะได้ไม่ต้องทุบทีหลัง”

ตั้งแต่ชั้นสามถึงชั้นสิบสองจะเป็นเขตห้องพัก แต่ละชั้นมีห้องชุดหลายห้อง แยกทางเดินกว้าง มีระเบียงเปิดรับลม และมีค่ายกลกันเสียงกั้นระหว่างห้อง ไม่ให้เสียงจากห้องหนึ่งไปรบกวนอีกห้องหนึ่ง

ส่วนชั้นสิบสาม...

ยูรันหยุดมือเล็กน้อย ก่อนยิ้มออกมา

“ดาดฟ้าสำหรับพักผ่อน”

บนสุดควรเป็นลานเปิดโล่ง มีศาลาเล็ก เตียงเอน เก้าอี้นอน โต๊ะชา มุมชมดาว และค่ายกลกันลมแรง ถ้าวันไหนอากาศดี ทุกคนจะขึ้นไปกินข้าว ดื่มชา ดูพระจันทร์ หรือแค่นอนรับลมก็ได้

จากนั้นเขาขีดวงกลมตรงกลางตำหนัก

“ใช้ลิฟต์แทนบันไดดีกว่า โลกนี้ก็ไม่รู้จักลิฟต์เหมือนกัน”

เขาเขียนคำว่า ‘แท่นเคลื่อนชั้น’ ลงไปข้างแกนกลางตำหนัก

แท่นนี้จะทำหน้าที่เหมือนลิฟต์ ก้าวเข้าไป เลือกชั้น รอบๆ กั้นด้วยกระจกใสใช้ป้ายผ่านห้องสำหรับใช้งาน

ยูรันหยิบป้ายหยกขึ้นมาหมุนเล่นอีกครั้ง

ประตูหลัก ทางขึ้นแต่ละชั้น ห้องพัก เขตใน เขตนอก ห้องครัวใหญ่ ห้องเก็บของ และดาดฟ้า ล้วนต้องใช้ป้ายผ่านตำหนักหรือป้ายผ่านห้องจึงจะเข้าได้ ใครไม่มีสิทธิ์ ประตูก็ไม่เปิดตั้งแต่แรก

"ประมาณนี้น่าจะได้ เริ่มเลยดีไหม?"

สามวันแรก เขาใช้ไปกับการทดลองระบบที่จำเป็นทั้งหมดก่อน

ป้ายผ่านตำหนักกับป้ายผ่านห้องเป็นหลัก ประตูหลัก เขตใน เขตนอก ห้องพัก ห้องครัวใหญ่ ห้องเก็บของ ดาดฟ้า และแท่นเคลื่อนชั้น ล้วนถูกกำหนดสิทธิ์แยกกันอย่างละเอียด ใครถือป้ายแบบไหน ก็เข้าได้เท่าที่ป้ายนั้นอนุญาต

ช่องรับป้ายถูกทำขึ้นเพื่อเปิดระบบของห้อง เมื่อเสียบป้ายผ่านห้องลงไป ไฟจะติดเอง น้ำร้อนพร้อมใช้ หน้าต่างและม่านตอบสนองต่อคำสั่ง ค่ายกลปรับอุณหภูมิเริ่มทำงาน และแผ่นควบคุมห้องจะเปิดใช้งานทันที

แต่เมื่อดึงป้ายออก ทุกอย่างก็จะปิดลงตามลำดับ

ไฟดับ น้ำหยุด หน้าต่างปิด ม่านเลื่อนกลับ ประตูล็อก และค่ายกลปรับอุณหภูมิพักการทำงาน

แท่นเคลื่อนชั้นทำหน้าที่แทนบันไดหลัก เพียงยืนลงไป เลือกชั้น แล้วค่ายกลก็จะยกขึ้นลงอย่างนุ่มนวล ไม่ต้องเดินขึ้นสิบสามชั้นให้เหนื่อย ส่วนแกนค่ายกลกลางทำหน้าที่ควบคุมระบบทั้งหมดของตำหนัก ตั้งแต่ประตู ไฟ น้ำ อุณหภูมิ ม่าน หน้าต่าง ไปจนถึงสิทธิ์เข้าออกของแต่ละพื้นที่

เขานั่งแก้อยู่ครึ่งวัน จนในที่สุดแท่นเคลื่อนชั้นก็ขึ้นลงได้พอดี ไม่เร็วเกินไป ไม่ช้าเกินไป และไม่ทำให้คนใช้งานรู้สึกเหมือนถูกค่ายกลจับเขย่า

วันที่สี่ ตำหนักใหม่เริ่มก่อรูป

ฐานอาคารถูกวางลงริมสระมรกตอย่างมั่นคง เสาหลักแต่ละต้นฝังค่ายกลรับน้ำหนักไว้ด้านใน ชั้นแรกถูกสร้างขึ้นก่อนเป็นอันดับแรก ห้องครัวใหญ่ ห้องรับรองแขก และห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ค่อย ๆ เห็นโครงชัดเจน

วันที่ห้า ชั้นสามถึงชั้นสิบสองถูกสร้างขึ้นต่อเนื่อง

แต่ละชั้นเป็นเขตห้องพักพร้อมระเบียง ทางเดินกว้างพอให้เดินสวนกันได้สบาย ห้องพักแต่ละห้องใช้โครงสร้างแบบเดียวกัน มีห้องนอนหลัก ห้องนอนเล็ก ห้องนั่งเล่น ครัวเล็ก ห้องอาบน้ำ ห้องแต่งตัว ห้องเก็บของ และห้องทำงานส่วนตัว

ผนังทุกห้องฝังค่ายกลกันเสียงไว้เรียบร้อย ประตูทุกบานเชื่อมกับป้ายผ่านห้อง และระเบียงทุกชั้นหันออกไปทางสระมรกต

วันที่หก ยูรันใช้เวลาตั้งแต่เช้าจนถึงช่วงเย็นเก็บรายละเอียดสุดท้ายของตำหนัก

ดาดฟ้าชั้นสิบสามถูกทำเป็นพื้นที่พักผ่อนเต็มรูปแบบ มีศาลาเล็กอยู่กลางลาน โต๊ะชา เตียงเอน เก้าอี้นอน และมุมชมดาววางกระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ ค่ายกลกันลมแรงคลุมพื้นที่ไว้บาง ๆ ทำให้แม้อยู่สูงกว่ายอดไม้ ลมที่พัดผ่านก็ยังเย็นสบาย ไม่บาดผิว

เมื่อแสงเย็นของวันที่หกค่อย ๆ ลาดลงบนยอดเขาจันทรา ตำหนักใหม่ก็เสร็จสมบูรณ์ในที่สุด

ตำหนักสิบสามชั้นตั้งตระหง่านอยู่ริมสระมรกต เงาของมันทอดลงบนผืนน้ำใสจนเห็นเป็นภาพสะท้อนทั้งหลัง แสงสีทองอ่อนจับตามขอบหลังคา ระเบียง และผนังหยกสีอ่อน ทำให้สิ่งปลูกสร้างตรงหน้าดูหรูหราเป็นอย่างมาก

ยูรันยืนมองผลงานของตัวเองอยู่หน้าสระมรกต เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยกมือเกาคางเบา ๆ

“อืม... ใหญ่กว่าที่คิดนิดหน่อยแฮะ”


ในเวลาเดียวกัน

ภายในตำหนักหลักเก่าของยอดเขาจันทรา หลิงเยวี่ยค่อย ๆ ลืมตาขึ้นจากเก้าอี้เอนตัวเดิม

ถ้วยชาบนโต๊ะเย็นไปนานแล้ว

นางนับเวลาในใจเงียบ ๆ ก่อนพึมพำเสียงเบา

“หกวันแล้ว”

ยูรันบอกว่าจะขอเวลาหนึ่งสัปดาห์สร้างตำหนักใหม่

ถ้านับตามเวลาที่เขาพูด พรุ่งนี้ก็น่าจะใกล้เสร็จพอดี

หลิงเยวี่ยหยิบแผ่นหยกสื่อสารบนโต๊ะขึ้นมามองอีกครั้ง แสงจาง ๆ บนผิวหยกยังคงไม่ดับ ข้อความจากสำนักหลักเพิ่งส่งมาถึงเมื่อไม่นานก่อน

แดนลับแห่งหนึ่งกำลังจะเปิดในอีกสี่วัน

ครั้งนี้ราชวงศ์เป็นฝ่ายส่งข่าวมาเอง และแจ้งให้สำนักเมฆาจันทร์ส่งศิษย์เข้าร่วม

นางถอนหายใจเบา ๆ ก่อนลุกขึ้นจากเก้าอี้

“แวะไปดูสักหน่อยก็แล้วกัน”