คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 30 เล่นไพ่7,032 ตัวอักษร

ตอนที่ 30 เล่นไพ่

หลังจากเรื่องดูดาว ร้องเพลง และการจองที่นั่งยามค่ำเริ่มลุกลามไปไกลเกินกว่ามื้อเช้าปกติ หลิงเยวี่ยจึงวางถ้วยชาลงเบา ๆ

เสียงถ้วยกระทบโต๊ะไม่ดังนัก

แต่พอเป็นเสียงจากอาจารย์ ทุกคนก็เงียบลงเองโดยไม่รู้ตัว

"พวกเจ้าค่อยทะเลาะเรื่องดูดาวกันทีหลัง"

หลิงเยวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ

"มีเรื่องสำคัญกว่านั้น"

ทุกคนเงียบ

หลิงเยวี่ยกล่าวต่อ

"อีกสองวัน แดนลับแห่งหนึ่งจะเปิดขึ้น"

หลิงเยวี่ยมองทุกคน ก่อนอธิบายต่ออย่างไม่รีบร้อน

"ตำแหน่งอยู่แถบหุบเขาตอนเหนือของทวีป เป็นแดนลับใหม่ที่เพิ่งตรวจพบ ราชวงศ์เป็นฝ่ายส่งข่าวมายังสำนักต่าง ๆ และครั้งนี้สำนักเมฆาจันทร์จะเดินทางร่วมกับสำนักอื่น ๆ รวมถึงคนของราชวงศ์ เพื่อเข้าไปสำรวจ"

หนานอวี้กะพริบตา

"พวกเราต้องไปด้วยหรือเจ้าคะ"

"ไปทุกคน"

หลิงเยวี่ยตอบสั้น ๆ

"ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ และยังเป็นโอกาสให้ยอดเขาจันทราแสดงตัวหลังจากเงียบมานาน"

ไป๋หลิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามขึ้น

"อาจารย์ ครั้งนี้ตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์จะมาด้วยหรือไม่เจ้าคะ"

หลิงเยวี่ยหันไปมองนาง

"ข้าไม่รู้ น่าจะมานะ มีอะไรรึเปล่า?"

ไป๋หลิงสีหน้าอ่อนลงเล็กน้อย

"ข้าไม่ได้เจอน้องสี่นานแล้ว"

หลิงเยวี่ยชะงักไปเล็กน้อย

จากนั้นนางก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ตนเองยังไม่เคยเล่าเรื่องศิษย์สายตรงก่อนหน้าทั้งหมดให้ยูรันกับหลานชิงอวี้ฟังอย่างจริงจัง

"จริงสิ ข้ายังไม่ได้บอกพวกเจ้าสองคน"

นางวางถ้วยชาลง แล้วกล่าวอย่างเป็นลำดับ

"ยอดเขาจันทราก่อนหน้านี้มีศิษย์สายตรงอยู่หลายคน"

"ศิษย์พี่ใหญ่ โม่ชิงเฟิง ตอนนี้ออกไปหาทางทะลวงขึ้นสู่ขั้นกำเนิดวิญญาณทารก เขาขาดอีกเพียงครึ่งก้าว"

"ลำดับสี่ เซียวซินเยวี่ย ตอนนี้ไปทำงานกับตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์ นางถนัดสมุนไพรและโอสถมากที่สุดในบรรดาศิษย์ของข้า"

ไป๋หลิงพยักหน้าเล็กน้อย แววตาคล้ายคิดถึงใครบางคน

"ลำดับห้า หลัวจินหยาง และลำดับหก หลัวจิ่นเยว่ ตอนนี้ก็ออกไปหาประสบการณ์ข้างนอกเหมือนกัน ทั้งสองเป็นพี่น้องกัน นิสัยต่างกันมาก แต่เวลาเข้าคู่กันค่อนข้างรับมือยาก"

หนานอวี้รีบเสริมขึ้นทันที

"ใช่ ๆ ศิษย์พี่ใหญ่ต้องชอบศิษย์น้องแน่!"

ทุกคนหันไปมองนาง

หนานอวี้ตาเป็นประกาย

"ข้าอยากเห็นหน้าตอนศิษย์พี่ใหญ่กลับมาเจอตำหนักใหม่ของเรา เขาจะทำหน้ายังไงนะ"

ยูรันถามขึ้นอย่างเรียบง่าย

"แล้วศิษย์รักของท่านอาจารย์ล่ะ"

ทั้งโต๊ะเงียบลงทันที

ยูรันยังคงมีสีหน้าสงบ

"จะให้เขามาอยู่ตำหนักนี้ด้วยไหม ข้าไม่ใส่ใจเรื่องคราวก่อนหรอกนะ ข้าสนุกดี"

หลิงเยวี่ยที่กำลังจะยกถ้วยชาขึ้นจิบ ชะงักกลางอากาศ

คำว่า ศิษย์รัก หลุดเข้าหูนางอย่างชัดเจน

มุมปากของนางกระตุกเล็กน้อย

อารมณ์บางอย่างเริ่มพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้

[ศิษย์รัก?]

[ทำไมยูรันถึงเรียกไอ้เด็กอกตัญญูนั่นว่าศิษย์รักกัน]

[เอาหยกของข้าไปจำนำ ยังกล้าเรียกศิษย์รักอีกหรือ]

[หึ มันไม่ใช่ศิษย์รักของข้าแล้ว]

[ศิษย์รักของข้าตอนนี้คือเจ้าต่างหาก]

ความคิดสุดท้ายทำให้หลิงเยวี่ยชะงักไปเอง

นางรีบกดอารมณ์ลง ก่อนวางถ้วยชากลับลงบนโต๊ะอย่างนุ่มนวลเกินจำเป็น

"อย่าพูดถึงศิษย์เวรนั่นให้ข้าได้ยินอีก"

น้ำเสียงของหลิงเยวี่ยยังสงบ

แต่ทุกคนบนโต๊ะรู้สึกได้ว่ามันสงบแบบอันตราย

หนานอวี้รีบพยักหน้ารัว

"ใช่ ๆ ท่านอาจารย์ ยูรันเจ้าไม่ถือ แต่ข้าถือ ไม่ต้องให้มันเข้ามาหรอก เห็นหน้าแล้วกินข้าวไม่ลง"

หลานชิงอวี้พยักหน้าอย่างเงียบ ๆ

"ข้าก็ไม่เห็นด้วย"

ไป๋หลิง เมื่อได้ยินยูรันบอกว่าไม่ใส่ใจเรื่องคราวก่อน แววตาของนางกลับยิ่งลึกลงเล็กน้อย

ความรู้สึกผิดที่เคยกดไว้ในใจ เหมือนถูกแตะขึ้นมาอีกครั้ง

ยูรันยักไหล่พร้อมยิ้มตอบว่า

"แล้วแต่ท่านอาจารย์ ข้าตามใจท่านอยู่แล้ว"

หลิงเยวี่ยถอนหายใจเบา ๆ

"ดี"

หลังจากคุยเรื่องแดนลับและศิษย์เวรของอาจารย์จบลง ทุกคนก็แยกย้าย

เวลาไหลผ่านไปจนถึงยามค่ำ


ช่วงดึก พื้นที่พักผ่อนกลางลานเปิดรับลมเย็นจากยอดเขา ยูรันเตรียมโต๊ะหยกทรงกลมตั้งอยู่ตรงกลาง รอบโต๊ะมีเบาะนั่งวางเป็นวง

เหนือผิวโต๊ะมีลายค่ายกลจาง ๆ เคลื่อนไหวช้า ๆ ราวกับสายน้ำ พอยูรันแตะปลายนิ้วลงไปเบา ๆ ลวดลายบนโต๊ะก็เปลี่ยนจากลายเมฆ เป็นลายดวงดาว จากนั้นเปลี่ยนเป็นกระดานเปล่าสำหรับวางของเล่น ไพ่ หรือภาชนะอาหารได้ตามต้องการ

น้ำชา ผลไม้วิญญาณ และของกินเล่นถูกจัดวางไว้ด้านข้างอย่างเป็นระเบียบ

เหนือศีรษะคือท้องฟ้ายามราตรีที่เต็มไปด้วยดวงดาว

หนานอวี้เป็นคนแรกที่พุ่งขึ้นมาถึงดาดฟ้า

นางกวาดตามองรอบหนึ่ง ก่อนเห็นยูรันกำลังนั่งอยู่ จึงรีบเดินตรงไปทันที

“ศิษย์น้อง ข้านั่งตรง—”

ยังพูดไม่ทันจบ เงาร่างสีขาวของหลิงเยวี่ยก็ปรากฏขึ้นข้างยูรันอย่างเงียบเชียบ

นางนั่งลงตรงที่ว่างข้างเขาด้วยสีหน้าสงบนิ่งราวกับทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมชาติ

หนานอวี้อ้าปากค้างพูดตะกุกตะกัก "ทะ ท่านอาจารย์?"

หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ

“ตรงนี้เห็นดาวชัดที่สุด”

คนอื่นๆที่พึ่งเดินเข้ามาพร้อมกัน เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

[ข้าว่ามันก็เห็นชัดเหมือน ๆ กันนะ]

หนานอวี้กำหมัดแน่น

[อาจารย์หาข้ออ้างนั่งข้างศิษย์น้องแน่ ๆ!]

ไป๋หลิงมองภาพตรงหน้า แล้วถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเลือกนั่งลงอีกฝั่งหนึ่งโดยไม่พูดอะไร

หลานชิงอวี้ที่นั่งลงใกล้โต๊ะหยกพลันสังเกตเห็นลวดลายบนผิวโต๊ะ

นางเอียงคอเล็กน้อย ก่อนยื่นนิ้วไปแตะเบา ๆ

ลายบนผิวโต๊ะขยับตามปลายนิ้วนางทันที ราวกับระลอกน้ำเล็ก ๆ กระจายออกเป็นวง

“ศิษย์พี่ยู โต๊ะนี่แปลกจังเลย”

ยูรันหันมามอง “อะไรแแปลก?”

หลานชิงอวี้แตะนิ้วลากไปอีกนิด ลายบนโต๊ะก็ไหลตาม รวบตัวเป็นเส้นแสงบาง ๆ แล้วแตกออกเป็นจุดดาราเล็ก ๆ

“ข้าแตะตรงนี้ ลายมันขยับตามด้วย”

หนานอวี้ได้ยินดังนั้นก็รีบยื่นมือมาแตะบ้าง

พริบตานั้น ลายดาราบนโต๊ะถูกนางลากจนหมุนเป็นวงใหญ่เกินจำเป็น

“โอ้! ขยับจริงด้วย!”

ไป๋หลิง กับหลิงเยวี่ยเองก็ยื่นนิ้วแตะลงบนผิวโต๊ะ

หนานอวี้มองซ้ายมองขวา ก่อนหันไปถามยูรัน

“ศิษย์น้อง เจ้าเอาไว้ทำอะไรเนี่ย”

ยูรันหยิบแผ่นหยกบาง ๆ หลายแผ่นออกมาวางบนโต๊ะ แล้วเลื่อนไปให้ทุกคน

“อ้อ ลองเล่นดูสิ”

“นี่คืออะไร”

“แผ่นปรับลายโต๊ะ อยากจะปรับอะไรก็ปรับ”

หลานชิงอวี้รับแผ่นหยกไปลองแตะเบา ๆ

ลายบนโต๊ะตรงหน้านางเปลี่ยนเป็นท้องฟ้าที่มีจุดดาวเรียงกันอย่างสวยงาม

ดวงตาของนางสว่างขึ้นเล็กน้อย

“น่าสนใจมาก”

หนานอวี้กดตามทันที

ลายโต๊ะฝั่งนางกลายเป็นเปลวไฟสีแดงสด ก่อนจะหมุนวนไปมาเหมือนกำลังเต้น

“ของข้าเท่กว่า!”

ไป๋หลิงลองกดหนึ่งครั้ง ลายโต๊ะเปลี่ยนเป็นเส้นแบ่งช่องอย่างเป็นระเบียบ พร้อมพื้นที่ว่างสำหรับวางของแต่ละตำแหน่ง

นางนิ่งไปครู่หนึ่ง

“ใช้จัดรายการของได้ด้วย”

ยูรันพยักหน้า

“ได้ ถ้าศิษย์พี่รองอยากใช้คิดบัญชีก็ใช้ได้”

ไป๋หลิงมองเขาเงียบ ๆ ก่อนเก็บแผ่นหยกไว้ใกล้มืออย่างแนบเนียน

หลิงเยวี่ยกดแผ่นหยกเบา ๆ ลายโต๊ะตรงหน้านางกลายเป็นภาพจันทร์ครึ่งเสี้ยวเหนือทะเลเมฆ

นางมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเล็กน้อย

“ไม่เลว ติดผนังห้องอาจารย์ให้ได้ไหม?”

ยูรันยิ้มตอบ “ได้”

หนานอวี้หันขวับทันที

“ศิษย์น้อง! ของข้าด้วย!”

หลานชิงอวี้เงยหน้าขึ้นตาม

“ของข้าก็ด้วยได้หรือไม่”

ไป๋หลิงมองแผ่นหยกในมือตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเรียบ

“ถ้าทำได้ ข้าก็อยากได้เหมือนกัน”

ยูรันพยักหน้าอย่างไม่คิดมาก

“ได้ เดี๋ยวข้าติดให้ทุกห้องทีหลังนะ ตอนนี้เล่นไพ่กันก่อนเถอะ”

พูดจบ เขาก็แตะปลายนิ้วลงบนโต๊ะหยกเบา ๆ

ลวดลายจันทร์ เมฆ และดวงดาวบนผิวโต๊ะค่อย ๆ จางหายไป กลายเป็นพื้นสีขาวสะอาดตา เส้นแบ่งตำแหน่งผู้เล่นทั้งห้าคนปรากฏขึ้นเป็นวงบาง ๆ รอบขอบโต๊ะ ตรงกลางมีพื้นที่ว่างสำหรับวางกองไพ่

ยูรันหยิบสำรับไพ่บาง ๆ ออกมาวางลงกลางโต๊ะ

ไพ่ทั้งหมดมีห้าสิบสองใบ แบ่งเป็นสี่หน้าไพ่ ดอกจิก ข้าวหลามตัด โพแดง และโพดำ แต่ละหน้ามีเลขหนึ่งถึงสิบสาม

หนานอวี้มองไพ่ด้วยความสนใจ

“เล่นยังไง”

ยูรันสับไพ่อย่างไม่รีบร้อน ก่อนแจกให้ทุกคนเท่า ๆ กัน

“กติกาง่าย ๆ ผลัดกันวางไพ่คว่ำหน้าลงบนกองกลาง ลงได้มากสุดสามใบ แล้วพูดว่าไพ่ที่ลงคืออะไร เช่น สองดอกจิกสามใบ หรือสิบโพแดงหนึ่งใบ จะพูดจริงหรือโกหกก็ได้ คนต่อไปเลือกได้สองอย่าง หนึ่ง เชื่อแล้วลงต่อ สอง ไม่เชื่อ แล้วขอเช็คไพ่ คนโกหกแพ้ตานั้น งดเล่นรอบนั้น แล้วถ้าเช็คผิด คนเช็คแพ้แทน งดเล่นรอบนั้น วนไปเรื่อย ๆ จนกว่าไพ่ในมือใครจะหมด คนที่หมดก่อนชนะ”

หลิงเยวี่ยมองไพ่ในมือของตนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเรียบ

“แปลว่าต้องดูสีหน้าคนอื่นด้วย”

ยูรันพยักหน้า “ใช่”