ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 31 ข้าไม่จ้องหน้าศิษย์พี่จะเข้าถึงอารมณ์ได้ยังไง
ยูรันพยักหน้า “ใช่”
เขาหยิบไพ่ในมือขึ้นมาดู ก่อนกล่าวอย่างไม่รีบร้อน
“ข้าบอกไว้ก่อนนะ เกมที่ใช้สมองเป็นหลัก ถ้าโชคข้าไม่แย่จริง ๆ พวกท่านไม่มีวันชนะข้าหรอก”
โต๊ะทั้งโต๊ะเงียบไปทันที
หนานอวี้คิ้วกระตุก
“เจ้าพูดจาน่าหมั่นไส้มาก”
ยูรันยักไหล่
“ศิษย์พี่จะลองดูก็ได้”
หลานชิงอวี้มองไพ่ในมือตัวเอง แล้วค่อย ๆ หรี่ตาลง
“เช่นนั้นยิ่งต้องระวังศิษย์พี่ยูเป็นพิเศษ”
ไป๋หลิงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเงียบ ๆ
“หากเจ้าพูดออกมาแบบนั้น แปลว่าเจ้ามีวิธีนับไพ่หรืออ่านจังหวะบางอย่างอยู่แล้ว”
หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ
“ดี จะได้ไม่น่าเบื่อ”
หนานอวี้กัดฟัน
“ข้าจะชนะเจ้าให้ดู!”
ยูรันมองนางอย่างอ่อนโยน
ตาแรกเริ่มขึ้นอย่างเรียบง่าย
ยูรันวางไพ่สองใบคว่ำลงกลางโต๊ะ
“สองใบ เลขเจ็ด”
ทุกคนมองไพ่สองใบนั้นเงียบ ๆ
ปัญหาของยูรันไม่ใช่ว่าเขาโกหกเก่งหรือโกหกไม่เก่ง
แต่คือไม่มีใครแน่ใจว่าเขากำลังอยู่ฝั่งไหนกันแน่
สำหรับหนานอวี้ สีหน้าของยูรันดูเหมือนคนที่ถ้าโกหกแล้ว คงโกหกได้ตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่สะดุ้งแม้แต่นิดเดียว
สำหรับหลานชิงอวี้ ยูรันกลับให้ความรู้สึกเหมือนคนที่ถ้าพูดจริงแล้ว ก็จะพูดจริงไปตลอด ต่อให้ความจริงนั้นฟังไม่น่าเชื่อแค่ไหนก็ตาม
ส่วนไป๋หลิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนได้ข้อสรุปที่น่าปวดหัวกว่าเดิม
นั่นคือ ต่อให้เขาโกหกหรือพูดจริง สีหน้าก็แทบไม่เปลี่ยนเลย
หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบเงียบ ๆ
สำหรับนาง ยูรันเป็นแบบไหนก็ได้ทั้งนั้น
เพราะไม่ว่าเขาจะโกหกหรือพูดจริง นางก็ยังรู้สึกว่าน่าสนใจอยู่ดี
หนานอวี้ขมวดคิ้ว
“ข้าไม่ชอบเล่นเกมนี้กับเจ้าเลย”
ยูรันเลิกคิ้ว
“เดี๋ยวพอเป็นเกมอื่นศิษย์พี่จะไม่ชอบเหมือนกัน”
สุดท้ายไม่มีใครเช็คไพ่ของยูรัน
หลานชิงอวี้วางไพ่หนึ่งใบลงต่อ
“หนึ่งใบ เลขเจ็ด”
ไป๋หลิงมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเลือกปล่อยผ่าน แล้ววางไพ่ของตนลงอย่างเป็นระบบ
“หนึ่งใบ เลขเจ็ด”
หลิงเยวี่ยวางไพ่ตามด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
“หนึ่งใบ เลขเจ็ด”
ถึงตาหนานอวี้
นางก้มมองไพ่ในมือตัวเองอยู่นานมาก
นานเสียจนทุกคนเริ่มมองนางแทนกองไพ่
หนานอวี้กระแอมเบา ๆ ก่อนวางไพ่สามใบลงกลางโต๊ะด้วยท่าทางมั่นใจเกินจำเป็น
“สามใบ เลขเจ็ด!”
ความเงียบปกคลุมโต๊ะทันที
หลานชิงอวี้กล่าวโดยไม่ลังเล
“เช็คไพ่”
หนานอวี้สะดุ้ง
“ทำไมเจ้าจับข้าเร็วขนาดนั้น!”
ยูรันเปิดไพ่สามใบของหนานอวี้
เลขหนึ่ง เลขสิบสอง และเลขสาม
ไม่มีเลขเจ็ดแม้แต่ใบเดียว
หนานอวี้นิ่งค้างไปชั่วขณะ
ไป๋หลิงถอนหายใจเบา ๆ
“งดเล่นหนึ่งรอบ”
หนานอวี้กอดไพ่ในมือแน่น
“ข้าแค่ลองกติกา!”
ยูรันพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ศิษย์พี่สามเสียสละตัวเองเพื่อให้ทุกคนเข้าใจกติกา ข้านับถือมาก”
“ข้าไม่ได้เสียสละ!”
ตาแรกจบลงด้วยเสียงโวยวายของหนานอวี้
ตาที่สองเริ่มขึ้นหลังจากยูรันแตะโต๊ะเบา ๆ ให้ลายวงแหวนตรงกลางจัดกองไพ่ใหม่
คราวนี้หลิงเยวี่ยเป็นฝ่ายเริ่มก่อน
นางวางไพ่หนึ่งใบลงกลางโต๊ะอย่างนิ่งสงบ
“หนึ่งใบ เลขสิบ”
ไม่มีพิรุธ ไม่มีความสั่นไหว
แม้แต่ปลายนิ้วก็ไม่ขยับมากเกินไป
หลานชิงอวี้มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเลือกไม่เช็ค
ไป๋หลิงเองก็ปล่อยผ่าน
ยูรันมองอาจารย์อยู่พักหนึ่ง
“เช็คไพ่”
หลิงเยวี่ยชะงักไปเล็กน้อย
คนทั้งโต๊ะหันมามองยูรันทันที
ยูรันเปิดไพ่
เลขสี่
หนานอวี้เบิกตากว้าง
“ศิษย์น้อง เจ้าดูออกได้ยังไง!”
ยูรันตอบอย่างเป็นธรรมชาติ
“ศิษย์พี่อยากรู้แบบไหนล่ะ”
หนานอวี้ชะงัก
“แบบไหน?”
ยูรันยกนิ้วขึ้นมานับทีละข้อ
“แบบแรก ข้าก็แค่รู้สึกได้ว่าอาจารย์โกหก”
“แบบที่สอง ลางสังหรณ์ของข้าบอกว่าอาจารย์โกหก”
“แบบที่สาม ข้าได้กลิ่นว่าอาจารย์กำลังโกหก”
โต๊ะทั้งโต๊ะเงียบลงทันที
หนานอวี้อ้าปากค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนชี้หน้ายูรัน
“แบบสองข้าเคยเจอมาแล้ว พอยอมรับได้!”
นางหยุดหายใจหนึ่งจังหวะ ก่อนเสียงดังขึ้นกว่าเดิม
“แต่แบบอื่นข้ายอมรับไม่ได้!! หมายความว่ายังไง รู้สึกกับกลิ่นน่ะหา?!”
หลานชิงอวี้มองยูรันอย่างจริงจังขึ้นเล็กน้อย ราวกับกำลังพิจารณาว่าเขาพูดเล่นหรือพูดจริงกันแน่
ไป๋หลิงวางไพ่ในมือลงช้า ๆ
“ถ้าเป็นเจ้า ข้ารู้สึกว่าแบบไหนก็มีโอกาสเป็นไปได้ทั้งนั้น”
หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบเงียบ ๆ
ใบหน้าของนางยังคงสงบนิ่ง
แต่ใบหูแดงขึ้นจาง ๆ อย่างน่าสงสัย
ยูรันมองทุกคน ก่อนยิ้มบาง ๆ
“ข้าบอกแล้ว พวกท่านไม่มีวันชนะข้าหรอก”
ทุกคนเงียบลงพร้อมกัน
หลานชิงอวี้มองยูรันด้วยสายตาประหลาด
[แยกออกด้วยเหรอ]
ไป๋หลิงมองอาจารย์ แล้วมองยูรัน ก่อนค่อย ๆ ก้มลงดูไพ่ในมือตัวเองราวกับเริ่มจริงจังกับเกมนี้ขึ้นมาอีกระดับ
หลิงเยวี่ยเก็บไพ่กลับด้วยสีหน้าสงบนิ่งเหมือนเดิม
มีเพียงใบหูที่แดงขึ้นจาง ๆ เท่านั้นที่ทรยศเจ้าตัว
หลังจากนั้น เกมก็เริ่มวุ่นวายขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปยี่สิบตา หนานอวี้แพ้ไปแล้วหลายรอบจนเริ่มสงสัยว่าไพ่ทั้งสำรับมีความแค้นส่วนตัวกับนางหรือไม่ หลานชิงอวี้จับพิรุธคนอื่นได้แม่นจนน่ากลัว ไป๋หลิงเริ่มนับไพ่ในใจอย่างเงียบ ๆ จนทุกคนไม่กล้าสบตานางนานเกินไป ส่วนหลิงเยวี่ยแม้จะยังคงเล่นด้วยสีหน้าสงบ แต่กลับเริ่มใช้ความนิ่งของตนหลอกคนอื่นอย่างแนบเนียนขึ้นเรื่อย ๆ
คนที่น่ารำคาญที่สุดกลับเป็นยูรัน
ไม่ว่าเขาจะพูดจริงหรือโกหก สีหน้าก็แทบไม่ต่างกันเลย
จนสุดท้ายหนานอวี้ทนไม่ไหว วางไพ่ลงบนโต๊ะแล้วโวยขึ้นมา
“ไม่เล่นแล้ว! เจ้าชนะทุกตาเลย สีหน้าเจ้ามันโกง!”
หลานชิงอวี้หลุดยิ้มเบา ๆ ส่วนไป๋หลิงเพียงถอนหายใจอย่างยอมรับสภาพ
หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวเรียบ ๆ
“พอเท่านี้ก็ได้”
ยูรันพยักหน้า แล้วแตะปลายนิ้วลงบนโต๊ะหยก
พื้นโต๊ะสีขาวค่อย ๆ เปลี่ยนกลับเป็นลายดวงดาว สำรับไพ่หยกถูกเก็บเข้ากล่องเล็กกลางโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ
จากนั้นเขาก็เงยหน้ามองทุกคน
“ถ้าอย่างนั้น ถึงเวลาร้องเพลงแล้ว”
หนานอวี้ตาเป็นประกายทันที
“เย้!”
ทุกคนเตรียมตัวฟังอย่างเต็มที่
ยูรันมองสีหน้าของทุกคน ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
“พวกท่านนี่นะ...”
เขาบ่นเบา ๆ ก่อนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มือหนึ่งเคาะโต๊ะหยกอย่างไร้จังหวะ
[เอาเพลงอะไรดีนะ ยากแฮะ]
ก่อนหน้านี้เขาร้องเพลงไปแล้วหลายแบบ หากร้องซ้ำก็คงไม่ค่อยสนุก แต่ถ้าเลือกเพลงผิดบรรยากาศ คนฟังก็อาจจะเงียบเกินไปอีก
ยูรันคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมองทุกคน
“สองเพลงพอไหม”
หนานอวี้รีบพยักหน้า
“พอ! แต่ถ้าเจ้าจะร้องสามเพลง ข้าก็ไม่ติดนะ!”
ยูรันทำเป็นไม่ได้ยิน แล้วถามต่อ
“อยากได้เพลงเศร้า เพลงให้กำลังใจ หรือแนวไหน”
หลานชิงอวี้ชะงักเล็กน้อย ราวกับตั้งใจคิดจริงจัง
ไป๋หลิงยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ
“เพลงที่ฟังแล้วไม่อยากทำงานสักพัก”
หนานอวี้หันไปมองนางทันที
“ศิษย์พี่รอง นั่นคือเพลงแบบไหนกัน”
ไป๋หลิงตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“เพลงที่ดี”
หลิงเยวี่ยพยักหน้าเบา ๆ
“เห็นด้วย”
ยูรันหันไปมองนางทันที
“อาจารย์ ไม่ใช่ว่าปกติท่านก็ไม่ได้ทำงานอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ข้าเห็นแต่ศิษย์พี่รองทำอยู่คนเดียว”
"... (・_・)"
หนานอวี้รีบก้มหน้ากลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น
อากาศรอบโต๊ะเงียบลงไปครู่หนึ่ง
ยูรันรีบถามกลบเกลื่อน "หรือจะเอาเป็นเพลงเกี่ยวกับความรักเศร้าๆ เช่น"
หลานชิงอวี้เงยหน้าขึ้นทันที
“เช่น?”
เสียงของนางเบากว่าปกตินิดหนึ่ง แต่ดวงตากลับตั้งใจมองเขาอย่างชัดเจน
หนานอวี้หันขวับไปมองนาง
“เจ้าสนใจเร็วเกินไปแล้วนะ!”
หลานชิงอวี้ทำเป็นไม่ได้ยิน
ยูรันมองนาง แล้วหัวเราะเบา ๆ
“เช่น แบบนี้ไงชิงอวี้”
พูดจบ เขาก็หลุบตาลงเล็กน้อย ก่อนร้องเพลงออกมาอย่างช้า ๆ
เสียงของเขาไม่ดังนัก แต่พอถ้อยคำแรกหลุดออกมา ลมบนดาดฟ้าก็เหมือนเบาลงโดยไม่รู้ตัว
“อยากจะร้องไห้ อยากให้เวลาเดินช้า ๆ
ขอเวลา สักหน่อย
อยากมองหน้ากัน อยากหยุดวันเวลานี้ไว้
นานเท่านาน ก่อนจากกัน”
ขณะร้อง ยูรันกลับหันไปสบตากับหนานอวี้ค้างไว้
หนานอวี้ที่ตอนแรกกำลังจะโวยวาย พลันชะงักไปทั้งตัว
ดวงตาของนางเบิกขึ้นเล็กน้อย แก้มค่อย ๆ แดงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
[ดะ เดี๋ยวนะ ทำไมต้องมองข้าตอนร้องประโยคแบบนั้นด้วยเล่า!]
หลานชิงอวี้นิ่งไปทันที
นางเป็นคนถามก่อนแท้ๆ
แล้วทำไมสายตาถึงไปอยู่ที่ศิษย์พี่สามได้
[ศิษย์พี่ยู... ท่านจงใจใช่ไหม]
ไป๋หลิงยกถ้วยชาขึ้นจิบเงียบ ๆ แต่ดวงตากลับเหลือบมองยูรันอย่างรู้ทัน
ส่วนหลิงเยวี่ยมองภาพตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเรียบ
“เจ้ากำลังหาเรื่องใส่ตัวนะ”
ยูรันยิ้มบาง ๆ
“อาจารย์ ร้องเพลงมันก็ต้องเข้าถึงอารมณ์สิ เพลงเนื้อมันอยากมองหน้ากัน ข้าไม่จ้องหน้าศิษย์พี่จะเข้าถึงอารมณ์ได้ยังไง”
ทุกคนถึงกับพูดไม่ออกเลย
ยูรันไม่สนใจปฏิกิริยาของทุกคนแม้แต่น้อย เขาหันกลับไปมองหลานชิงอวี้อย่างเป็นธรรมชาติ
“เป็นไงชิงอวี้ แบบเมื่อกี้เพราะรึเปล่า หรืออยากได้แบบอื่น?”