คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 32 ถึงแม้ข้าอยากพบศิษย์น้องคนใหม่7,346 ตัวอักษร

ตอนที่ 32 ถึงแม้ข้าอยากพบศิษย์น้องคนใหม่

หลานชิงอวี้สูดลมหายใจเบา ๆ ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าที่พยายามสงบที่สุด

“เพราะ”

ยูรันพยักหน้า

“แสดงว่าชอบแบบนี้”

“แต่คราวหน้า...”

หลานชิงอวี้หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนมองเขาตรง ๆ

“ถ้าท่านบอกว่าจะร้องให้ข้าฟัง ก็ช่วยมองข้าด้วย”

หนานอวี้หันขวับทันที

“หลานชิงอวี้!”

หลานชิงอวี้ไม่หลบสายตา

“ข้าพูดผิดตรงไหน?”

ยูรันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ

“ได้สิ”

เสียงกีตาร์พร้อมเสียงร้องมันไม่ได้เศร้าเหมือนเพลงก่อนหน้า

แต่มันเหนื่อย

เหมือนคนที่เดินมาไกลมากแล้ว ยังไม่เห็นปลายทาง แต่ก็ยังไม่ยอมหยุดเดิน

ยูรันหันไปมองหลานชิงอวี้จริง ๆ ตามที่นางขอ

คราวนี้สายตาของเขาไม่ได้ล้อเล่น ไม่ได้กวน ไม่ได้ทำให้คนฟังรู้สึกเหมือนถูกปั่นหัว

เขาเพียงร้องออกมาอย่างช้า ๆ ราวกับกำลังบอกนางว่า ต่อให้เหนื่อยแค่ไหน ถ้ายังหายใจอยู่ ก็ยังไปต่อได้

หลานชิงอวี้นั่งนิ่ง

ถ้อยคำในเพลงเหมือนค่อย ๆ แตะลงบนใจนางทีละชั้น

นางเคยเป็นคนที่ต้องพยายามอ่านสถานการณ์ให้ทัน ต้องระวังตัว ต้องคิดก่อนคนอื่นหนึ่งก้าวเสมอ เพราะถ้าพลาดเพียงนิดเดียว คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังก็คือนางเอง

แต่เพลงนี้กลับไม่ได้บอกให้นางต้องเก่งขึ้น

มันแค่บอกว่า แม้ล้ม แม้เหนื่อย แม้ไม่รู้ว่าปลายทางอยู่ตรงไหน ก็ยังไม่จำเป็นต้องยอมแพ้

มือของหลานชิงอวี้ค่อย ๆ กำแผ่นหยกในมือแน่นขึ้น

หนานอวี้ที่ตอนแรกตั้งท่าจะโวยวาย กลับเงียบลงโดยไม่รู้ตัว

ไป๋หลิงหลุบตาลงเล็กน้อย

หลิงเยวี่ยเองก็จิบชาช้าลงกว่าปกติ

เมื่อเพลงแรกจบลง ดาดฟ้าชั้นสิบสามเงียบไปพักหนึ่ง

หลานชิงอวี้สูดลมหายใจเบา ๆ ก่อนกล่าวเสียงเบา

“ขอบคุณศิษย์พี่ยู”

ยูรันยิ้ม

“เพลงนี้พอใช้ได้ไหม”

หลานชิงอวี้พยักหน้า

“ดีมาก”

หนานอวี้รีบยกมือขึ้นทันที

“แล้วเพลงของข้าล่ะ!”

ยูรันหันไปมองนาง

“เมื่อกี้ศิษย์พี่ก็ฟังด้วยไม่ใช่เหรอ”

“แต่เจ้ามองชิงอวี้!”

“ศิษย์พี่สาม ข้าว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกัน”

“ไม่เกี่ยวกันกับผีสิ!”

ไป๋หลิงยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ

“เพลงสุดท้าย พรุ่งนี้ข้าจะไปเตรียมตัว”

หลิงเยวี่ยพยักหน้าเบา ๆ

“เพลงสุดท้าย”

ยูรันมองทุกคน ก่อนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว

“เข้าใจแล้ว”

คราวนี้เสียงเพลงที่ดังขึ้นต่างออกไป

มันไม่ได้เป็นเพลงปลอบคนคนเดียว

แต่มันเหมือนเพลงของคนที่รู้ว่าทางข้างหน้ายาก รู้ว่าคืนบางคืนไม่มีดาว รู้ว่าชีวิตไม่ได้ใจดีกับใครนัก แต่ก็ยังเลือกเดินต่อไปด้วยกัน

ลายดวงดาวบนโต๊ะหยกค่อย ๆ ขยับตามทำนอง

แสงเล็ก ๆ ลอยขึ้นจากผิวโต๊ะเหมือนหิ่งห้อยสีเงิน กระจายออกไปรอบดาดฟ้า ก่อนลอยสูงขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างช้า ๆ

หนานอวี้เงียบลงอย่างหาได้ยาก

ไป๋หลิงวางถ้วยชาลงข้างตัว

หลานชิงอวี้มองแสงดาราที่ลอยขึ้นไปเหนือศีรษะ รู้สึกเหมือนความกังวลบางอย่างในอกเบาลงทีละนิด

หลิงเยวี่ยมองยูรันจากด้านข้าง

เด็กคนนี้มักพูดเหมือนไม่สนใจอะไร

ทำเหมือนทุกอย่างเป็นเรื่องเล่น ๆ

แต่เพลงที่เขาเลือกกลับไม่เคยเบาเลยสักครั้ง

เมื่อเพลงที่สองจบลง ไม่มีใครพูดอะไรอยู่พักหนึ่ง

สุดท้ายเป็นหนานอวี้ที่สูดจมูกเบา ๆ แล้วรีบหันหน้าหนี

“เพลงบ้าอะไร ฟังแล้วขนลุกชะมัด”

หลานชิงอวี้มองนาง

“ศิษย์พี่สาม ท่านร้องไห้นี่”

“ไม่ได้ร้อง!”

ไป๋หลิงถอนหายใจเบา ๆ

“ร้องไห้ชัด ๆ”

“ศิษย์พี่รอง!”

หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ

“คืนนี้พอเท่านี้”

ทุกคนค่อย ๆ พยักหน้า

ยูรันยิ้มบาง ๆ

“ทุกคน ฝันดีนะ”

คำพูดนั้นไม่ได้ดังนัก

แต่กลับทำให้ลมกลางคืนบนดาดฟ้าดูอ่อนลงเล็กน้อย

หนานอวี้ชะงัก ก่อนรีบหันหน้าหนี

“อะ อืม ฝันดี”

หลานชิงอวี้เม้มปากเล็กน้อย ก่อนตอบเสียงเบา

“ฝันดีนะ... ศิษย์พี่ยู”

ไป๋หลิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า

“ฝันดี”

หลิงเยวี่ยเป็นคนสุดท้ายที่ตอบ

นางมองยูรันด้วยสีหน้าสงบนิ่งเหมือนเดิม แต่แววตากลับอ่อนลงเล็กน้อย

“ฝันดี ยูรัน”

หลังจากนั้นทุกคนจึงค่อย ๆ แยกย้ายกลับห้องของตน

เหลือเพียงยูรัน เงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหลับไปทั้งแบบนั้น

ค่ำคืนนี้ อย่างน้อยก็ถือว่าไม่เลว


ก่อนหน้านั้นในช่วงเย็น ณ ราชวัง

แสงตะวันสีส้มส่องผ่านหน้าต่างสูงของพระราชวัง ทอดเงายาวบนทางเดินหินอ่อน

หน้าห้องทรงงานของจักรพรรดินี หญิงสาวในเครื่องแบบกึ่งทางการหยุดฝีเท้าลง นางรวบผมตึง แผ่นหลังเหยียดตรง และถือม้วนแผนที่กับรายงานเล่มหนาไว้ในอ้อมแขน นางคือ องค์รัชทายาท

นางสูดหายใจลึก ก่อนผลักประตูไม้สลักเข้าไป ภายในมีเพียงแสงตะวันยามโพล้เพล้ไล้ไปตามผ้าม่านและเครื่องเรือนไม้

หลังโต๊ะทรงงานคือสตรีอาวุโสผู้ทรงอำนาจที่สุดในห้อง องค์จักรพรรดินี

พระนางสวมชุดผ้าไหมสีเข้มเรียบหรู เส้นผมสีดอกเลาเกล้าอย่างประณีต ดวงตาคมกริบละจากฎีกาตรงหน้าแล้วเงยสบตาหลานสาว

“ถวายพระพรเพคะ เสด็จน้า”

รัชทายาทสาวก้าวเข้าไปข้างหน้าอย่างนอบน้อมแต่ไม่มีแววประหม่า เสียงของเธอนุ่มนวลทว่าหนักแน่นสมเป็นผู้นำคนต่อไป

“อืม...”

เสียงของจักรพรรดินีเรียบเรื่อย ไม่เบาไม่ดัง แต่กลับมีพลังกดดันอย่างประหลาด พระนางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ขยับปลอกเล็บทองคำบนนิ้วพระหัตถ์เบา ๆ สายตาจ้องมองมายังม้วนรายงานในมือของหลานสาว

สายตาคู่นั้นเป็นของประมุขแห่งแผ่นดิน ไม่ใช่ท่านย่าผู้ใจดี พระนางเข้าเรื่องโดยไม่อ้อมค้อม

“รายงาน”

“จะมีสำนักเข้าร่วมทั้งหมดหกสำนัก”

“สำนักเมฆาจันทร์ จากรายงานยอดเขาจันทราอาจเข้าร่วมด้วย ศิษย์ใหม่ของยอดเขาจันทราเป็นผู้ชนะเลิศงานประลองศิษย์ใหม่ โดยใช้เครื่องดนตรีประหลาดชนะโดยไม่ขยับตัว แถมยังไม่ได้เข้าสู่ขั้นหลอมรวมปราณเลยด้วยซ้ำเพคะ”

ดวงตาของจักรพรรดินีหรี่ลงเล็กน้อย

“น่าสนใจ”

รัชทายาทพยักหน้า

“ต่อไปคือตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาสนใจพืชวิญญาณที่อาจอยู่ในแดนลับ ครั้งนี้น่าจะส่งศิษย์สายโอสถระดับสูงมาด้วย โดย ผู้อาวุโสวูจะมาด้วยตนเอง”

“สำนักกระบี่เมฆคราม พวกเขาต้องการทดสอบศิษย์รุ่นใหม่และค้นหาวัตถุวิญญาณสายกระบี่”

“หุบเขาหมื่นอสูร พวกเขาเชี่ยวชาญการรับมือสัตว์อสูร หากภายในแดนลับมีอสูรโบราณ การมีพวกเขาอยู่ย่อมช่วยลดความเสียหายได้”

“หอค่ายกลเทียนจี พวกเขาขอสิทธิ์เข้าร่วมเพราะประตูแดนลับมีโครงสร้างค่ายกลที่ไม่เคยพบมาก่อน”

“และหอการค้าหมื่นสมบัติ พวกเขาไม่ได้ส่งกำลังรบมากนัก แต่เสนอสนับสนุนเสบียง ยา และเครื่องมือแลกกับสิทธิ์ประเมินของวิเศษที่นำออกมาได้ก่อนผู้อื่น”

เมื่อรายงานจบ ห้องทรงงานพลันเงียบลง

พระนางยกมุมปากขึ้นเพียงเล็กน้อย


ณ ตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์

กลิ่นสมุนไพรลอยทั่วโถง เตาหลอมโอสถเรียงอยู่ตามผนังใต้แสงค่ายกลสีเขียวอ่อน ด้านนอกหน้าต่างคือสวนสมุนไพรขั้นสูงที่ได้รับการดูแลอย่างประณีต

ท่ามกลางความเงียบสงบนั้น หญิงสาวผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะยาว

นางรวบผมไว้ด้านหลัง สวมชุดขาวเรียบสะอาดของตำหนักโอสถ ตรงหน้ามีตำราเปิดค้างอยู่สามเล่ม ข้างมือเป็นแผ่นหยกบันทึกสูตรยาและถ้วยแก้วบรรจุของเหลวสีฟ้าใส

นางคือ เซียวซินเยวี่ย

ศิษย์ลำดับที่สี่ของยอดเขาจันทรา ผู้ทำงานอยู่กับตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์มาหลายปี

“เซียวซินเยวี่ย”

เสียงของผู้อาวุโสซูดังขึ้นจากด้านหลัง

ซินเยวี่ยวางพู่กันลง ก่อนลุกขึ้นคารวะอย่างเรียบร้อย

“เจ้าค่ะ ผู้อาวุโส”

ผู้อาวุโสซูเดินเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน ในมือถือแผ่นหยกข่าวสารจากราชวงศ์

“แดนลับครั้งนี้ เจ้าจะไปหรือไม่”

ซินเยวี่ยนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนถามกลับ

“แดนลับทางหุบเขาตอนเหนือหรือเจ้าคะ”

“ใช่”

ผู้อาวุโสซูวางแผ่นหยกลงบนโต๊ะ

“ราชวงศ์ส่งข่าวมาแล้ว ตำหนักโอสถของเราจะเข้าร่วมด้วย ภายในแดนลับอาจมีพืชวิญญาณโบราณหลายชนิด และอาจมีสมุนไพรที่ตำราปัจจุบันบันทึกไว้ไม่ครบ”

ซินเยวี่ยมองแผ่นหยกนั้นอยู่ครู่หนึ่ง

“ข้ายังมีสูตรโอสถฟื้นชีพรากปราณที่ทดลองค้างอยู่เจ้าค่ะ หากออกเดินทางตอนนี้ งานอาจต้องหยุดไปหลายวัน”

ผู้อาวุโสซูไม่ได้แปลกใจนัก

“ข้าเดาไว้แล้วว่าเจ้าจะตอบเช่นนี้”

ผู้อาวุโสซูกล่าวเสียงเรียบ

“แต่ครั้งนี้มีเรื่องหนึ่งที่เจ้าน่าจะสนใจ”

ซินเยวี่ยเงยหน้าขึ้น

“เรื่องใดเจ้าคะ”

“ยอดเขาจันทราอาจเข้าร่วมด้วย”

มือของซินเยวี่ยที่กำลังจะหยิบพู่กันชะงักไปเล็กน้อย

“ข่าวบอกว่าผู้อาวุโสหลิงเยวี่ยอาจพาศิษย์ใหม่ที่ชนะเลิศงานประลองเข้าสู่แดนลับด้วย”

“ศิษย์ใหม่หรือเจ้าคะ”

“ใช่ ชื่อยูรัน”

ผู้อาวุโสซูเลื่อนรายงานอีกแผ่นให้นาง

“เขาชนะเลิศงานประลองศิษย์ใหม่ โดยใช้เครื่องดนตรีประหลาดชนะคู่ต่อสู้ และตามรายงาน เขายังไม่ได้เข้าสู่ขั้นหลอมรวมปราณด้วยซ้ำ”

ครั้งนี้ ซินเยวี่ยเงยหน้าขึ้นจริง ๆ

“ยังไม่เข้าสู่ขั้นหลอมรวมปราณ แต่ชนะเลิศงานประลอง?”

“รายงานเขียนเช่นนั้น”

“เป็นไปได้หรือเจ้าคะ”

ผู้อาวุโสซูมองนาง

“เจ้าถามข้าหรือถามตัวเอง”

ซินเยวี่ยนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหลุบตาลงมองรายงานในมือ

“ถึงแม้ข้าอยากพบศิษย์น้องคนใหม่... แต่ข้ายังไม่สนใจแดนลับเจ้าค่ะ”

ผู้อาวุโสซูมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ

“เข้าใจแล้ว”