คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 32 ถึงแม้ข้าอยากพบศิษย์น้องคนใหม่8,114 ตัวอักษร

ตอนที่ 32 ถึงแม้ข้าอยากพบศิษย์น้องคนใหม่

หลานชิงอวี้สูดลมหายใจเบา ๆ ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าที่พยายามสงบที่สุด

“เพราะ”

ยูรันพยักหน้า "แสดงว่าชอบแบบนี้"

“แต่คราวหน้า...” หลานชิงอวี้หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนมองเขาตรง ๆ “ถ้าท่านบอกว่าจะร้องให้ข้าฟัง ก็ช่วยมองข้าด้วย”

หนานอวี้หันขวับทันที

“หลานชิงอวี้!”

หลานชิงอวี้ไม่หลบสายตา

“ข้าพูดผิดตรงไหน?”

ยูรันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ

“ได้สิ”

เสียงกีตาร์พร้อมเสียงร้องมันไม่ได้เศร้าเหมือนเพลงก่อนหน้า

แต่มันเหนื่อย

เหมือนคนที่เดินมาไกลมากแล้ว ยังไม่เห็นปลายทาง แต่ก็ยังไม่ยอมหยุดเดิน

ยูรันหันไปมองหลานชิงอวี้จริง ๆ ตามที่นางขอ

คราวนี้สายตาของเขาไม่ได้ล้อเล่น ไม่ได้กวน ไม่ได้ทำให้คนฟังรู้สึกเหมือนถูกปั่นหัว

เขาเพียงร้องออกมาอย่างช้า ๆ ราวกับกำลังบอกนางว่า ต่อให้เหนื่อยแค่ไหน ถ้ายังหายใจอยู่ ก็ยังไปต่อได้

หลานชิงอวี้นั่งนิ่ง

ถ้อยคำในเพลงเหมือนค่อย ๆ แตะลงบนใจนางทีละชั้น

นางเคยเป็นคนที่ต้องพยายามอ่านสถานการณ์ให้ทัน ต้องระวังตัว ต้องคิดก่อนคนอื่นหนึ่งก้าวเสมอ เพราะถ้าพลาดเพียงนิดเดียว คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังก็คือนางเอง

แต่เพลงนี้กลับไม่ได้บอกให้นางต้องเก่งขึ้น

มันแค่บอกว่า แม้ล้ม แม้เหนื่อย แม้ไม่รู้ว่าปลายทางอยู่ตรงไหน ก็ยังไม่จำเป็นต้องยอมแพ้

มือของหลานชิงอวี้ค่อย ๆ กำแผ่นหยกในมือแน่นขึ้น

หนานอวี้ที่ตอนแรกตั้งท่าจะโวยวาย กลับเงียบลงโดยไม่รู้ตัว

ไป๋หลิงหลุบตาลงเล็กน้อย

หลิงเยวี่ยเองก็จิบชาช้าลงกว่าปกติ

เมื่อเพลงแรกจบลง ดาดฟ้าชั้นสิบสามเงียบไปพักหนึ่ง

หลานชิงอวี้สูดลมหายใจเบา ๆ ก่อนกล่าวเสียงเบา

“ขอบคุณศิษย์พี่ยู”

ยูรันยิ้ม

“เพลงนี้พอใช้ได้ไหม”

หลานชิงอวี้พยักหน้า

“ดีมาก”

หนานอวี้รีบยกมือขึ้นทันที

“แล้วเพลงของข้าล่ะ!”

ยูรันหันไปมองนาง

“เมื่อกี้ศิษย์พี่ก็ฟังด้วยไม่ใช่เหรอ”

“แต่เจ้ามองชิงอวี้!”

“ศิษย์พี่สาม ข้าว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกัน”

“ไม่เกี่ยวกันกับผีสิ!”

ไป๋หลิงยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ

“เพลงสุดท้าย พรุ่งนี้ข้าจะไปเตรียมตัว”

หลิงเยวี่ยพยักหน้าเบา ๆ

“เพลงสุดท้าย”

ยูรันมองทุกคน ก่อนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว

“เข้าใจแล้ว”

คราวนี้เสียงเพลงที่ดังขึ้นต่างออกไป

มันไม่ได้เป็นเพลงปลอบคนคนเดียว

แต่มันเหมือนเพลงของคนที่รู้ว่าทางข้างหน้ายาก รู้ว่าคืนบางคืนไม่มีดาว รู้ว่าชีวิตไม่ได้ใจดีกับใครนัก แต่ก็ยังเลือกเดินต่อไปด้วยกัน

ลายดวงดาวบนโต๊ะหยกค่อย ๆ ขยับตามทำนอง

แสงเล็ก ๆ ลอยขึ้นจากผิวโต๊ะเหมือนหิ่งห้อยสีเงิน กระจายออกไปรอบดาดฟ้า ก่อนลอยสูงขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างช้า ๆ

หนานอวี้เงียบลงอย่างหาได้ยาก

ไป๋หลิงวางถ้วยชาลงข้างตัว

หลานชิงอวี้มองแสงดาราที่ลอยขึ้นไปเหนือศีรษะ รู้สึกเหมือนความกังวลบางอย่างในอกเบาลงทีละนิด

หลิงเยวี่ยมองยูรันจากด้านข้าง

เด็กคนนี้มักพูดเหมือนไม่สนใจอะไร

ทำเหมือนทุกอย่างเป็นเรื่องเล่น ๆ

แต่เพลงที่เขาเลือกกลับไม่เคยเบาเลยสักครั้ง

เมื่อเพลงที่สองจบลง ไม่มีใครพูดอะไรอยู่พักหนึ่ง

สุดท้ายเป็นหนานอวี้ที่สูดจมูกเบา ๆ แล้วรีบหันหน้าหนี

“เพลงบ้าอะไร ฟังแล้วขนลุกชะมัด”

หลานชิงอวี้มองนาง

“ศิษย์พี่สาม ท่านร้องไห้นี่”

“ไม่ได้ร้อง!”

ไป๋หลิงถอนหายใจเบา ๆ

“ร้องไห้ชัดๆ”

“ศิษย์พี่รอง!”

หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ

“คืนนี้พอเท่านี้”

ทุกคนค่อย ๆ พยักหน้า

ยูรันยิ้มบาง ๆ

“ทุกคน ฝันดีนะ”

คำพูดนั้นไม่ได้ดังนัก

แต่กลับทำให้ลมกลางคืนบนดาดฟ้าดูอ่อนลงเล็กน้อย

หนานอวี้ชะงัก ก่อนรีบหันหน้าหนี

“อะ อืม ฝันดี”

หลานชิงอวี้เม้มปากเล็กน้อย ก่อนตอบเสียงเบา

“ฝันดีนะ... ศิษย์พี่ยู”

ไป๋หลิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า

“ฝันดี”

หลิงเยวี่ยเป็นคนสุดท้ายที่ตอบ

นางมองยูรันด้วยสีหน้าสงบนิ่งเหมือนเดิม แต่แววตากลับอ่อนลงเล็กน้อย

“ฝันดี ยูรัน”

หลังจากนั้นทุกคนจึงค่อย ๆ แยกย้ายกลับห้องของตน

เหลือเพียงยูรัน เงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหลับไปทั้งแบบนั้น

ค่ำคืนนี้ อย่างน้อยก็ถือว่าไม่เลว


ช่วงเย็นของวันเดียวกันนั้น ณ ราชวัง

แสงตะวันรอนสีส้มอมแดงสาดส่องผ่านบานหน้าต่างสูงของพระราชวัง ทอดเงายาวเหยียดลงบนทางเดินหินอ่อนอันเงียบสงบ

ณ หน้าห้องทรงงานส่วนพระองค์ของจักรพรรดินี เสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอและมั่นคงของหญิงสาวคนหนึ่งหยุดลงอย่างนิ่มนวล ในชุดเครื่องแบบกึ่งทางการที่ดูผ่าเผย ทรงผมรวบตึงเปิดใบหน้าหมดจดดูเฉลียวฉลาด แผ่นหลังของเธอเหยียดตรงอย่างสง่างาม ในอ้อมแขนโอบม้วนแผนที่จำลองและรายงานสรุปเล่มหนาเอาไว้ เธอคือ องค์รัชทายาท

เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะผลักบานประตูไม้สลักลายโบราณเข้าไป ด้านในห้องบัดนี้ถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศขรึมขลังยามโพล้เพล้ มีเพียงแสงตะวันสีหม่นที่ไล้ไปตามผ้าม่านปักดิ้นทองและเครื่องเรือนไม้ขัดมัน

ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาและทรงอำนาจที่สุดในห้อง กลับเป็นสตรีอาวุโสผู้นั่งอยู่หลังโต๊ะทรงงานขนาดใหญ่—องค์จักรพรรดินี

พระนางไม่ได้อยู่ในฉลองพระองค์เต็มยศ มีเพียงชุดผ้าไหมเรียบหรูสีเข้ม ทว่ารังสีความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมากลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย เส้นผมสีดอกเลาถูกเกล้าขึ้นอย่างประณีต แสงไฟสลัวจากเชิงเทียนที่เพิ่งถูกจุดขึ้นสะท้อนกับดวงตาคู่คมกริบที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายทศวรรษ พระนางละสายตาจากฎีกาตรงหน้า แล้วเงยขึ้นสบตากับผู้เป็นหลานสาว

"ถวายพระพรเพคะ เสด็จน้า" รัชทายาทสาวก้าวเข้าไปข้างหน้าอย่างนอบน้อมแต่ไม่มีแววประหม่า เสียงของเธอนุ่มนวลทว่าหนักแน่นสมเป็นผู้นำคนต่อไป

"อืม..." เสียงของจักรพรรดินีเรียบเรื่อย ไม่เบาไม่ดัง แต่กลับมีพลังกดดันอย่างประหลาด พระนางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ขยับปลอกเล็บทองคำบนนิ้วพระหัตถ์เบา ๆ สายตาจ้องมองมายังม้วนรายงานในมือของหลานสาว

สายตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความคาดหวังในฐานะประมุขแห่งแผ่นดิน—ไม่ใช่ในฐานะท่านย่าผู้ใจดี ก่อนที่พระนางจะเปิดฉากเข้าเรื่องโดยไม่คิดจะอ้อมค้อม

"รายงาน"

"จะมีสำนักเข้าร่วมทั้งหมดหกสำนัก"

"สำนักเมฆาจันทร์ จากรายงานยอดเขาจันทราอาจจะเข้าร่วมด้วย และศิษย์ใหม่ของยอดเขาจันทราเป็นผู้ชนะเลิศในงานประลองสิษย์ใหม่โดยใช้เครื่องดนตรีประหลาดชนะได้โดยไม่ขยับตัวเลยแม้แต่นิดเดียว แถมยังไม่ได้เข้าสู่ขั้นหลอมรวมปราณเลยด้วยซ้ำเพคะ"

ดวงตาของจักรพรรดินีหรี่ลงเล็กน้อย

"น่าสนใจ"

รัชทายาทพยักหน้า

"ต่อไปคือตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาสนใจพืชวิญญาณที่อาจอยู่ในแดนลับ ครั้งนี้น่าจะส่งศิษย์สายโอสถระดับสูงมาด้วย โดย ผู้อาวุโสวูจะมาด้วยตนเอง"

"สำนักกระบี่เมฆคราม พวกเขาต้องการทดสอบศิษย์รุ่นใหม่และค้นหาวัตถุวิญญาณสายกระบี่"

'"หุบเขาหมื่นอสูร พวกเขาเชี่ยวชาญการรับมือสัตว์อสูร หากภายในแดนลับมีอสูรโบราณ การมีพวกเขาอยู่ย่อมช่วยลดความเสียหายได้"

"หอค่ายกลเทียนจี พวกเขาขอสิทธิ์เข้าร่วมเพราะประตูแดนลับมีโครงสร้างค่ายกลที่ไม่เคยพบมาก่อน"

"และหอการค้าหมื่นสมบัติ พวกเขาไม่ได้ส่งกำลังรบมากนัก แต่เสนอสนับสนุนเสบียง ยา และเครื่องมือแลกกับสิทธิ์ประเมินของวิเศษที่นำออกมาได้ก่อนผู้อื่น"

เมื่อรายงานจบ ห้องทรงงานพลันเงียบลง

พระนางยกมุมปากขึ้นเพียงเล็กน้อย


ณ ตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์

กลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ ลอยอบอวลไปทั่วโถงด้านใน เตาหลอมโอสถหลายใบตั้งเรียงอยู่ตามแนวผนัง แสงไฟสีเขียวอ่อนจากค่ายกลควบคุมอุณหภูมิกะพริบเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ด้านนอกหน้าต่างคือสวนสมุนไพรขั้นสูงที่ถูกดูแลอย่างประณีตจนแทบไม่มีใบไม้แห้งสักใบตกค้างบนพื้น

ท่ามกลางความเงียบสงบนั้น หญิงสาวผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะยาว

เส้นผมของนางถูกรวบไว้ด้านหลังอย่างเรียบง่าย ชุดขาวของตำหนักโอสถไม่มีเครื่องประดับมากนัก ทว่ากลับสะอาดตาจนให้ความรู้สึกเย็นสบาย ตรงหน้านางมีตำราโอสถเปิดค้างอยู่สามเล่ม ข้างมือเป็นแผ่นหยกบันทึกสูตรยา และถ้วยแก้วใบเล็กที่บรรจุของเหลวสีฟ้าใส

นางคือ เซียวซินเยวี่ย

ศิษย์ลำดับที่สี่ของยอดเขาจันทรา ผู้ทำงานอยู่กับตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์มาหลายปี

“เซียวซินเยวี่ย”

เสียงของผู้อาวุโสซูดังขึ้นจากด้านหลัง

ซินเยวี่ยวางพู่กันลง ก่อนลุกขึ้นคารวะอย่างเรียบร้อย

“เจ้าค่ะ ผู้อาวุโส”

ผู้อาวุโสซูเดินเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน ในมือถือแผ่นหยกข่าวสารจากราชวงศ์

“แดนลับครั้งนี้ เจ้าจะไปหรือไม่”

ซินเยวี่ยนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนถามกลับ

“แดนลับทางหุบเขาตอนเหนือหรือเจ้าคะ”

“ใช่”

ผู้อาวุโสซูวางแผ่นหยกลงบนโต๊ะ

“ราชวงศ์ส่งข่าวมาแล้ว ตำหนักโอสถของเราจะเข้าร่วมด้วย ภายในแดนลับอาจมีพืชวิญญาณโบราณหลายชนิด และอาจมีสมุนไพรที่ตำราปัจจุบันบันทึกไว้ไม่ครบ”

ซินเยวี่ยมองแผ่นหยกนั้นอยู่ครู่หนึ่ง

“ข้ายังมีสูตรโอสถฟื้นชีพรากปราณที่ทดลองค้างอยู่เจ้าค่ะ หากออกเดินทางตอนนี้ งานอาจต้องหยุดไปหลายวัน”

ผู้อาวุโสซูไม่ได้แปลกใจนัก

“ข้าเดาไว้แล้วว่าเจ้าจะตอบเช่นนี้”

ผู้อาวุโสซูกล่าวเสียงเรียบ

“แต่ครั้งนี้มีเรื่องหนึ่งที่เจ้าน่าจะสนใจ”

ซินเยวี่ยเงยหน้าขึ้น

“เรื่องใดเจ้าคะ”

“ยอดเขาจันทราอาจเข้าร่วมด้วย”

มือของซินเยวี่ยที่กำลังจะหยิบพู่กันชะงักไปเล็กน้อย

“ข่าวบอกว่าผู้อาวุโสหลิงเยวี่ยอาจพาศิษย์ใหม่ที่ชนะเลิศงานประลองเข้าสู่แดนลับด้วย”

“ศิษย์ใหม่หรือเจ้าคะ”

“ใช่ ชื่อยูรัน”

ผู้อาวุโสซูเลื่อนรายงานอีกแผ่นให้นาง

“เขาชนะเลิศงานประลองศิษย์ใหม่ โดยใช้เครื่องดนตรีประหลาดชนะคู่ต่อสู้ และตามรายงาน เขายังไม่ได้เข้าสู่ขั้นหลอมรวมปราณด้วยซ้ำ”

ครั้งนี้ ซินเยวี่ยเงยหน้าขึ้นจริง ๆ

“ยังไม่เข้าสู่ขั้นหลอมรวมปราณ แต่ชนะเลิศงานประลอง?”

“รายงานเขียนเช่นนั้น”

“เป็นไปได้หรือเจ้าคะ”

ผู้อาวุโสซูมองนาง

“เจ้าถามข้าหรือถามตัวเอง”

ซินเยวี่ยนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหลุบตาลงมองรายงานในมือ

“ถึงแม้ข้าอยากพบศิษย์น้องคนใหม่... แต่ข้ายังไม่สนใจแดนลับเจ้าค่ะ”

ผู้อาวุโสซูมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ

“เข้าใจแล้ว”