ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 34 มุ่งหน้าแดนลับ 2
เซี่ยหลานอิงมองยูรันอยู่ครู่หนึ่ง แววตาคล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้ม
[น่าสนใจ... ยิ่งดูยิ่งน่าสนใจ]
นางกล่าวช้า ๆ
“ดูเหมือนผู้อาวุโสซูจะพูดไม่ผิด เจ้าหน้าตาหล่อเหลาไม่เบาจริง ๆ”
คำพูดนั้นทำให้หนานอวี้ชะงักทันที
หลานชิงอวี้เหลือบมองรัชทายาทเงียบ ๆ
ไป๋หลิงมองยูรัน แล้วมองเซี่ยหลานอิง ก่อนเริ่มรู้สึกว่าปัญหาใหม่อาจกำลังเดินเข้ามาด้วยตัวเอง
เซี่ยหลานอิงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบสบาย
“อีกทั้งยังไม่มีพลังบำเพ็ญ แต่กลับเอาชนะศิษย์ใหม่ทั้งหมดได้ด้วยเครื่องเป่าเพียงสองโน้ต ข้าย่อมอยากฟังด้วยตนเองสักครั้ง”
ยูรันประสานมืออย่างสุภาพ
“เป็นเกียรติที่ได้รับความสนใจจากองค์รัชทายาท แต่ว่า...”
เซี่ยหลานอิงเลิกคิ้วเล็กน้อย
“แต่ว่า?”
ยูรันกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“ข้าเกรงว่าคงไม่สามารถหาเวลาเข้าเฝ้าองค์รัชทายาทได้ง่ายนักพ่ะย่ะค่ะ ช่วงนี้ข้ามีเรื่องต้องจัดการหลายอย่าง อีกทั้งยังต้องทำอาหารให้อาจารย์ ศิษย์พี่ และศิษย์น้องทุกวัน ขอองค์รัชทายาทโปรดอภัย”
เซี่ยหลานอิงชะงักไปเล็กน้อย
“ทำอาหาร?”
นางมองเขาด้วยความแปลกใจ
“ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องกินอาหารแล้ว หรือว่าอาหารของเจ้ามีพลังวิญญาณ ช่วยเพิ่มพูนตบะได้?”
ยูรันส่ายหน้าอย่างสงบ
“ไม่ใช่เช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดต่อ หนานอวี้ก็โพล่งขึ้นมาทันที
“เป็นเพราะอาหารของศิษย์น้องยูอร่อยมากต่างหากเจ้าค่ะ!”
คิ้วของยูรันกระตุกเบา ๆ
[ยัยสมองมีแต่ของกินเอ๊ย เจ้ากำลังทำให้ตัวเองซวยอยู่นะ]
เซี่ยหลานอิงหันไปมองหนานอวี้ ก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย
“อร่อยมาก?”
จากนั้นนางหันไปทางหลิงเยวี่ย
“จริงหรือไม่ ผู้อาวุโสหลิง”
หลิงเยวี่ยนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างสงบ
“จริง”
หลานชิงอวี้พยักหน้าตามเงียบ ๆ
ไป๋หลิงเองก็พยักหน้าเบา ๆ อย่างไม่คิดปฏิเสธ
คำตอบพร้อมเพรียงเกินคาดนั้นทำให้แววตาของเซี่ยหลานอิงยิ่งสนใจขึ้นกว่าเดิม
“เช่นนั้นยิ่งต้องหาเวลามาพบข้าไม่ใช่หรือ”
นางมองยูรันด้วยรอยยิ้มบาง
“ข้าจะได้ฟังเจ้าเล่นเครื่องดนตรี และชิมอาหารฝีมือเจ้าด้วย”
หนานอวี้มุมปากกระตุกยิก ๆ
[บัดซบ... ข้าไม่น่ารีบพูดเลย โต๊ะอาหารกำลังโดนแย่ง]
ยูรันเหลือบมองนางอย่างว่างเปล่า
สายตานั้นทำให้หนานอวี้รีบหลบตาทันที
ซูเม่ยเหยาที่ฟังอยู่ด้านข้างหลุดหัวเราะเบา ๆ
“น่าสนใจจริง ๆ ศิษย์ใหม่ของยอดเขาจันทราคนนี้ ไม่เพียงเล่นเครื่องดนตรีได้ ยังทำอาหารจนผู้ฝึกตนยอมกินทุกวันด้วย”
ยูรันถอนหายใจในใจ
[เรื่องเริ่มไปกันใหญ่แล้ว]
ไม่ไกลออกไป เย่อ้าวเทียนยืนอยู่กับกลุ่มยอดเขาหลัก
ตั้งแต่รัชทายาทมาถึง เขาก็เตรียมรอยยิ้มสุภาพไว้แล้ว
แต่สายตาของนางกลับไม่หยุดที่เขาเลยแม้แต่นิดเดียว
ผู้อาวุโสซูก็เช่นกัน
ทุกคนสนใจแต่ยูรัน
รอยยิ้มของเย่อ้าวเทียนแข็งค้าง สีหน้าค่อย ๆ เขียวคล้ำอย่างควบคุมไม่อยู่
[ข้ายืนอยู่ตรงนี้แท้ ๆ]
[ทำไมถึงเป็นมันอีกแล้ว]
เขากำหมัดใต้แขนเสื้อแน่น ก่อนฝืนรักษาท่าทีสุภาพไว้
[แดนลับครั้งนี้ ข้าจะทำให้พวกเจ้ารู้เองว่าใครกันแน่ที่คู่ควร]
หลังจากพูดคุยกันอีกเล็กน้อย ทุกฝ่ายก็แยกย้ายกลับไปเตรียมตัวของตนเอง
แดนลับยังไม่เปิด ทุกคนจึงทำได้เพียงรออยู่หน้าหุบเขา
เวลาค่อย ๆ ผ่านไปอย่างเงียบ ๆ
ศิษย์จากสำนักต่าง ๆ ตรวจอาวุธ ตรวจป้ายสื่อสาร และจัดขบวนตามคำสั่งของผู้อาวุโสแต่ละฝ่าย ขณะที่หอค่ายกลเทียนจียังคงเฝ้าดูการสั่นไหวของม่านแสงเหนือหุบเขาอย่างใกล้ชิด
ไม่นานหลังจากนั้น ม่านแสงเหนือหุบเขาก็สั่นไหวอย่างรุนแรง
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วบริเวณ
ผิวน้ำแสงสีเงินตรงหน้าค่อย ๆ แยกออกจากกัน เผยให้เห็นทางเดินมืดสลัวที่ทอดลึกเข้าไปในแดนลับ
ประตูแดนลับเปิดออกแล้ว
หลังเสียงประกาศจากราชวงศ์ดังขึ้น ทุกฝ่ายก็ทยอยเข้าสู่แดนลับตามลำดับ
ม่านแสงสีเงินกลืนร่างผู้คนเข้าไปทีละกลุ่ม กลิ่นอายเย็นชื้นจากด้านในลอยออกมาปะทะใบหน้า ราวกับอีกฟากหนึ่งไม่ใช่หุบเขาเดิม แต่เป็นโลกที่ถูกทิ้งไว้เนิ่นนาน
ยูรันมองทางเข้าครู่หนึ่ง ก่อนเอามือซุกแขนเสื้อ
“ข้าขอไปเดินเล่นรอแล้วกัน”
พูดจบ เขาก็เดินดุ่ม ๆ เข้าไปด้านในอย่างเป็นธรรมชาติ
หลานชิงอวี้รีบก้าวตามทันที
“ศิษย์พี่ยู ข้าไปด้วย”
หนานอวี้ไม่ยอมแพ้
“ข้าเองก็ไปด้วย!”
หลิงเยวี่ยมองทั้งสามคน แล้วกล่าวเสียงเรียบ
“อย่าไปก่อเรื่องล่ะ”
ยูรันหยุดเท้า แล้วหันกลับมามองนาง
“ข้าว่าท่านน่าจะห่วงอีกคนมากกว่าข้านะ”
หลิงเยวี่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย
ยูรันเหลือบมองไปทางเย่อ้าวเทียนที่กำลังเดินตามกลุ่มยอดเขาหลักเข้าแดนลับ
“ศิษย์พี่รอง ท่านอยู่เป็นเพื่อนอาจารย์ก็แล้วกัน”
ไป๋หลิงที่กำลังจะก้าวตามเขาไปชะงักทันที
“ข้า?”
ยูรันพยักหน้า
“ใช่สิ ในที่นี้นอกจากอาจารย์ ท่านอาวุโสสุดแล้วนี่ ถ้าไม่ใช่ท่านแล้วจะเป็นใคร”
ไป๋หลิงนิ่งไปครู่หนึ่ง
นางอยากตามไปด้วย
แต่เมื่อมองตามสายตาของยูรันไปยังเย่อ้าวเทียน นางก็เข้าใจทันทีว่าเขาหมายถึงอะไร
ถึงอย่างนั้น ความรู้สึกแปลก ๆ ก็ยังผุดขึ้นมาในใจ
[ทำไมข้ารู้สึกเหมือนโดนกีดกัน]
หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ ทั้งที่ไม่รู้ว่านางหยิบถ้วยชามาจากตอนไหน
“ไปเถอะ”
ยูรันยิ้มบาง ๆ
“งั้นเดี๋ยวเจอกัน”
พูดจบ เขาก็เดินเข้าไปในแดนลับพร้อมหลานชิงอวี้และหนานอวี้
เมื่อทั้งสามคนหายลับเข้าไปในม่านแสง หลิงเยวี่ยจึงค่อย ๆ หันไปมองเย่อ้าวเทียน
จากนั้นเงาร่างของทั้งสองคนก็เคลื่อนไปยังทิศทางของเย่อ้าวเทียน
หนานอวี้เอียงคอมองเขา
"ศิษย์น้อง เราจะไปไหนกัน"
"ข้าจะไปหาริมทะเลสาบ แล้วนอนสักหน่อย"
"นอน?"
"ใช่ ข้าเป็นคนธรรมดาอยู่ ง่วงนอนก็เป็นเรื่องธรรมดา"
หลานชิงอวี้เบ้ปากเล็กน้อย
"ข้าว่าศิษย์พี่ยูแค่ขี้เกียจแล้วง่วงเฉย ๆ เท่านั้นแหละ"
ยูรันเดาะลิ้น
"จิ๊"
หลานชิงอวี้หันขวับทันที
"ตะกี้ศิษย์พี่จิ๊ปากใส่ข้าใช่ไหม? ใช่ไหม?!"
ยูรันไม่สนใจ เดินหาทะเลสาบต่อไป
ไม่นาน ทั้งสามก็มาถึงทะเลสาบเล็ก ๆ กลางป่าแดนลับ
ยูรันมองรอบหนึ่ง ก่อนหยิบของตั้งแคมป์ออกมาจากช่องเก็บของอย่างเป็นลำดับ ทั้งเบาะ โต๊ะเตี้ย เตาเล็ก หม้อ กระทะ เครื่องปรุง และคันเบ็ด
จากนั้นเขาก็นั่งลงริมฝั่ง แล้วหย่อนเบ็ดลงน้ำ
"ศิษย์พี่สาม ชิงอวี้ ตกปลาด้วยกันไหม ถ้าตกได้ เดี๋ยวข้าทำปลาทอดกับปลานึ่งให้กิน"
ดวงตาของหนานอวี้สว่างขึ้นทันที
"มาแข่งกันดีกว่า ใครตกได้ตัวใหญ่ที่สุด คนนั้นได้เลือกเมนูก่อน!"
หลานชิงอวี้รับคันเบ็ดมาอย่างเงียบ ๆ
ทั้งสามจึงใช้เวลาไปกับการตกปลา กินข้าว และนอนพักอยู่ริมทะเลสาบอย่างสบายใจ
ในขณะเดียวกัน
เย่อ้าวเทียนกำลังเดินลึกเข้าไปในป่าแดนลับพร้อมศิษย์ยอดเขาหลักหลายคน
เขาตรวจหาสมุนไพร หินแร่ และร่องรอยพลังวิญญาณอย่างละเอียด ทุกครั้งที่พบของเล็กน้อย สีหน้าของเขาก็ดูพอใจขึ้นเล็กน้อย
แต่เมื่อคิดว่ายูรันอาจกำลังได้ของดีกว่าอยู่ที่ไหนสักแห่ง ความพอใจนั้นก็หายไปทันที
[ไอ้ขยะนั่นต้องกำลังแสร้งทำเป็นไม่สนใจ แล้วแอบหาสมบัติอยู่แน่]
[ข้าจะต้องหาให้ได้มากกว่ามัน]
ไม่ไกลจากนั้น หลิงเยวี่ยกับไป๋หลิงเดินตามอยู่ห่าง ๆ
หลิงเยวี่ยมองแผ่นหลังของเย่อ้าวเทียนอยู่นาน ก่อนเอ่ยเสียงเบา
"ข้าผิดเองที่ไม่ได้สอนเขาให้มากกว่านี้"
ไป๋หลิงส่ายหน้า
"ท่านไม่ผิดหรอกค่ะ ท่านอาจารย์"
หลิงเยวี่ยเงียบไปครู่หนึ่ง
"เมื่อก่อนเขายังเป็นเพียงเด็กน้อยไร้เดียงสาคนหนึ่ง ตอนที่ข้าพบเขาครั้งแรก เขาโดดเดี่ยว น่าสงสาร แต่ก็มีพรสวรรค์ ข้าจึงพากลับมา"
นางมองเย่อ้าวเทียนที่กำลังค้นหาสมุนไพรอย่างรีบร้อน
"หากเป็นเมื่อก่อน ข้าคงคิดว่าเขาพยายามมากขึ้นเพราะเคยผ่านความทรมานมา แต่ตอนนี้ ท่าทางของเขากลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว"
"แววตานั้น ไม่ใช่เพียงความมุ่งมั่น แต่มันเต็มไปด้วยความอยากเอาชนะ ความเหี้ยมโหด และความแค้น"
ไป๋หลิงนิ่งไปเล็กน้อย
"เกี่ยวกับศิษย์น้องยูหรือเปล่าคะ"
หลิงเยวี่ยถอนหายใจเบา ๆ
"ข้าก็ไม่แน่ใจ"
หลังจากผ่านไปสองวัน เวลากลางคืน
เวลาพักผ่อนของทุกคนมาถึงอีกครั้ง
ยูรัน หนานอวี้ และหลานชิงอวี้ยังคงอยู่ริมทะเลสาบเหมือนเดิม
ตอนนี้ทั้งสามกำลังนอนหลับอยู่ใต้ร่มไม้
ทันใดนั้น
วิ้ง...
แสงวาบสายหนึ่งแล่นผ่านเข้ามาในสมองของยูรัน
ดวงตาของเขาค่อย ๆ ลืมขึ้น
[เจอแล้ว]
ยูรันนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมองอีกฝั่ง
หนานอวี้กับหลานชิงอวี้ยังคงนอนหลับอยู่ไม่ไกลกัน
เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ เดินไปหยิบผ้าห่มบาง แล้วห่มให้ทั้งสองคนทีละคน
จากนั้นยูรันจึงหันหน้าไปยังทิศทางหนึ่ง
[ทัศนะศูนย์]
กลิ่นอายของเขาค่อย ๆ จางลง
ไม่ใช่เพียงพลังปราณ
แต่รวมถึงเสียงฝีเท้า ลมหายใจ และตัวตนของเขาเอง ราวกับถูกลบออกจากบริเวณนั้นอย่างเงียบงัน
ยูรันมองหนานอวี้กับหลานชิงอวี้อีกครั้ง ก่อนเดินออกไปยังทิศทางนั้น
หลังจากยูรันเดินออกไปไกลประมาณหนึ่ง
หลานชิงอวี้ก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
นางนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปสะกิดหนานอวี้เบา ๆ
"ศิษย์พี่สาม เมื่อครู่นี้มันอะไรน่ะ?"
หนานอวี้ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย
"อะไร?"
หลานชิงอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย
"ตอนแรกข้ายังสัมผัสถึงศิษย์พี่ยูได้ แต่พอเขาเดินออกไป กลับเหมือนสัมผัสไม่ได้เลย"
หนานอวี้นิ่งไปครู่หนึ่ง
นางมองผ้าห่มบนตัวเอง แล้วหันไปมองทิศทางที่ยูรันเดินจากไป
"ข้าก็ไม่รู้" นางลุกขึ้นนั่งช้า ๆ "ข้ารู้แค่ว่า ตามไปดูกันเถอะ"
หลานชิงอวี้พยักหน้า
หนานอวี้ชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง
"เหมือนศิษย์น้องจะเดินไปทางนั้นนะ"
ทั้งสองคนเก็บผ้าห่มอย่างรวดเร็ว ก่อนตามร่องรอยที่แทบไม่เหลืออยู่ของยูรันไปอย่างเงียบ ๆ