ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 36 กระจกเทพ? 2
ยูรันถอนหายใจเบา ๆ
"ข้าขอโทษ พอดีเสียงหัวเราะเจ้ามันหนวกหูสุด ๆ เลยจับประเด็นสำคัญผิด ข้าเข้าใจแล้วว่าเจ้ามันเทพแค่ไหน"
กระจกเงียบไปครู่หนึ่ง
จากนั้นเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"เคี๊ยก ๆ ๆ เข้าใจก็ดีแล้ว ไอ้ขยะเปียกเอ๊ย เพราะงั้นจมดิ่งสู่มายาแล้วตายซะ!"
ลายค่ายกลบนพื้นเริ่มสว่างขึ้นอีกครั้ง
ยูรันยกมือขึ้น
"เดี๋ยวก่อน ข้าขอพูดอะไรหน่อย"
"อะไรอีก?!"
"เจ้าบอกว่าจะดึงความทรงจำของข้าออกมาใช่ไหม"
"ก็ใช่สิวะ ผู้ที่ถูกดึงความทรงจำจะต้องจมดิ่งไปกับความฝันนั้นชั่วนิรันดร์ ไม่มีทางหนีออกมาได้!"
ยูรันพยักหน้าเบา ๆ
"โอเค ข้าเข้าใจแล้ว"
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ
"เจ้าจะดึงความทรงจำที่มีความสุขที่สุดของคนคนนั้นออกมา ให้ผู้นั้นเพลิดเพลินไปกับความสุขนั้นก่อน จากนั้นค่อยสอดแทรกความทรงจำที่เลวร้ายที่สุดลงไป ทำให้ความสุขทั้งหมดพังทลายลงตรงหน้า ถ้าเป็นแบบนี้ ก็สามารถทำให้เทพเซียนล่วงหล่นได้จริง ๆ นั่นแหละ"
เสียงกระจกหัวเราะด้วยความพึงพอใจทันที
"เคี๊ยก ๆ เข้าใจอะไรเร็วดีนี่ เคี๊ยก ๆ ๆ!"
หนานอวี้ที่ฟังอยู่ถึงกับตัวสั่นเล็กน้อย
"เจ้าหมายความว่ายังไง ศิษย์น้อง ข้าไม่เข้าใจ"
ยูรันหันไปมองนาง
"คือแบบนี้นะ ศิษย์พี่ กระจกนั่นจะทำให้ศิษย์พี่ฝันดีแบบสุด ๆ"
เขาหยุดคิดเล็กน้อย
"สำหรับท่านก็น่าจะประมาณว่า ท่านจะอยู่กับข้าแค่สองคนตลอดไป ได้กินอาหารอร่อย ๆ ทุกวัน"
หนานอวี้ชะงัก
ใบหน้าของนางแดงขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
ยูรันกล่าวต่ออย่างจริงจัง
"แล้ววันหนึ่ง เมื่อค่าความสุขเต็มที่ เจ้ากระจกนั่นก็อาจดึงฝันร้ายเดิมในความทรงจำ หรือกระทั่งสร้างฝันร้ายใหม่ขึ้นมา เช่น ส่งคนมาสังหารข้า แล้วท่านก็จะเสียใจที่อดกินอาหารอร่อยไปตลอดชีวิต"
หนานอวี้ "..."
"มันน่าจะหมายถึงแบบนั้น พอเป็นแบบนั้น ศิษย์พี่ก็จะแตกสลาย แล้วมันก็จะกินวิญญาณของท่านได้"
กระจกหัวเราะลั่นทันที
"เคี๊ยก ๆ ๆ ๆ ใช่แล้ว! ข้าสามารถดึงเอาความทรงจำอันเลวร้ายที่สุดออกมา แล้วทำให้มันเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม หรือแม้กระทั่งสร้างความทรงจำปลอมก็ทำได้ เคี๊ยก ๆ ๆ ๆ!"
หนานอวี้ได้ยินดังนั้นก็หน้าซีดลง
นางคิดว่า หากไม่ได้กินอาหารอร่อยอีก ก็คงรู้สึกไม่สบายใจเป็นแน่
แต่นางคงแตกสลายมากกว่านั้น หากศิษย์น้องคนนี้เป็นอะไรไปจริง ๆ
เพียงคิดถึงภาพนั้น น้ำตาก็เริ่มคลอขึ้นที่ขอบตาของนางโดยไม่รู้ตัว
หลานชิงอวี้เองก็ไม่ต่างกัน
นางกอดแขนยูรันแน่นขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าที่เคยสงบพลันซีดลง
ทั้งสองคนเริ่มคิดหาวิธีหนีอย่างบ้าคลั่ง
ยูรันกลับยังคงสงบ
เขาเงยหน้ามองอากาศว่างเปล่าเบื้องหน้า แล้วกล่าวอย่างจริงจัง
"อืม จะดูก็ได้"
หนานอวี้กับหลานชิงอวี้หันมามองเขาพร้อมกัน
"ศิษย์น้อง!"
"ศิษย์พี่ยู!"
ยูรันยกมือห้ามเบา ๆ
"แต่ข้าขอพูดหน่อย"
เขามองไปยังจุดที่เสียงกระจกดังออกมา
"ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นกระจกที่ฉลาด แต่ว่าความทรงจำของข้า ข้าแนะนำว่าดูนิดเดียวเท่านั้นนะ"
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง
"แค่นิดเดียวเท่านั้น"
แล้วจึงย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจังยิ่งกว่าเดิม
"ต้องดูนิดเดียวเท่านั้น"
เสียงกระจกเงียบไปครู่หนึ่ง
[ดูนิดเดียว?]
[ไอ้มนุษย์นี่กำลังขู่ข้าหรือ?]
[เป็นไปไม่ได้ ข้าเป็นกระจกเทพสัจธรรม ของวิเศษระดับเทพที่แม้แต่เทพเซียนยังต้องสั่นสะท้าน]
[แต่...มันบอกว่าข้าเป็นกระจกที่ฉลาด]
เสียงกระจกเงียบลงอีกนิด
[อืม ก็จริง ข้าย่อมเป็นกระจกที่ฉลาดที่สุดในใต้หล้า]
ไม่นาน เสียงหัวเราะแหบพร่าก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เบากว่าเดิมเล็กน้อย
"เคี๊ยก ๆ ๆ มนุษย์เอ๋ย เจ้าคิดจะใช้วาจาหลอกล่อข้าหรือ? น่าขันสิ้นดี!"
ยูรันยักไหล่
"ข้าไม่ได้หลอก เจ้าเป็นกระจกที่ฉลาด ฟังคำแนะนำสักหน่อยจะเป็นอะไรไป"
เสียงกระจกชะงักไป
หนานอวี้กับหลานชิงอวี้ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หันมามองยูรันพร้อมกัน
ยูรันกล่าวต่อด้วยสีหน้าสงบ
"ถ้าดูนิดเดียวแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น เจ้าค่อยดูทั้งหมดก็ได้ ยังไงตอนนี้พวกเราก็หนีไม่ได้ตามที่เจ้าพูดอยู่แล้วไม่ใช่หรือ"
กระจกเงียบไปอีกครั้ง เหตุผลนั้น... ฟังดูมีเหตุผลอย่างน่าหงุดหงิด
[จริงของมัน]
[พวกมันหนีไม่ได้อยู่แล้ว]
[ดูนิดเดียวก่อนก็ไม่เสียหาย]
[อีกอย่าง ข้าเป็นกระจกที่ฉลาด ย่อมต้องรู้จักระวัง ไม่ใช่เพราะกลัวมันหรอก]
เสียงกระจกดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แฝงความถือตัวอย่างชัดเจน
"หึ! ได้ ข้าจะยอมดูนิดเดียวตามที่เจ้าขอ ไม่ใช่เพราะข้ากลัวเจ้า แต่เพราะข้าคือกระจกที่ฉลาดและรอบคอบที่สุดในใต้หล้า!"
ยูรันพยักหน้า "อืม ฉลาดมาก"
"แน่นอน! เคี๊ยก ๆ ๆ"
หนานอวี้ "..."
หลานชิงอวี้ "..."
ทั้งสองคนรู้สึกพร้อมกันว่า กระจกเทพสัจธรรมอาจไม่ได้ฉลาดเท่าที่มันคิด
"เอาล่ะ จงมอบความทรงจำของเจ้ามาซะ เคี๊ยก ๆ ๆ ๆ!"
ลายค่ายกลบนพื้นห้องโถงสว่างวาบขึ้น
กระจกเทพสัจธรรมเริ่มดึงความทรงจำของยูรันออกมา
เพียงนิดเดียว แค่นิดเดียวตามที่เขาเตือนไว้
ทว่าในพริบตานั้นเอง ตัวกระจกทั้งบานพลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
ความหยิ่งผยองที่อัดแน่นอยู่เมื่อครู่ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบจนแหลกละเอียด
สิ่งที่มันเห็น คือห้วงมิติอวกาศอันกว้างใหญ่ ลึกซึ้ง และไร้ขอบเขตจำกัด
ท่ามกลางกลุ่มดาวนับไม่ถ้วน มีเงาร่างสูงสง่าอันเลือนรางของบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่เหนือบัลลังก์สูงสุด
บัลลังก์นั้นตั้งตระหง่านอยู่กลางจักรวาล ราวกับจุดศูนย์กลางของทุกสรรพสิ่ง
กลิ่นอายของบุรุษผู้นั้นลึกลับเกินกว่าจะคาดเดาได้
ด้านหลังเขา มีดวงตานับล้านกำลังจ้องมองมาด้วยความสรรเสริญ ศรัทธา และยอมจำนน
เมื่อกระจกมองดวงตาเหล่านั้น มันรู้สึกราวกับตนเองกำลังมองกลุ่มดาวอันกว้างใหญ่ที่ไม่มีวันนับได้หมด
แต่สิ่งที่ทำให้กระจกต้องสั่นสะเทือนที่สุด คือดวงตาคู่พิเศษของบุรุษผู้นั้น
ดวงตาที่ลึกล้ำราวกับห้วงจักรวาลสีคราม
ภายในดวงตานั้น มีลวดลายวงแหวนซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ และบนวงแหวนเหล่านั้น มีสัญลักษณ์คล้ายลูกน้ำวนสีดำทมิฬเปล่งประกายอยู่เงียบ ๆ
เพียงจ้องมอง กระจกก็รู้สึกถึงบาปของตนเองทั้งหมด
รู้สึกราวกับความผิดทุกอย่างที่มันเคยก่อ
หากบุรุษผู้นั้นกล่าวโทษ กระจกมั่นใจว่า ตนเองคงต้องก้มหัวร้องขอชีวิตโดยไม่อาจต่อต้าน
ความรู้สึกนั้นไม่ใช่เพียงความกลัว
แต่เป็นความยิ่งใหญ่ อำนาจที่ไม่มีผู้ใดเอื้อมถึง ความแข็งแกร่ง และความน่าเกรงขามที่ไม่อาจล่วงเกินได้
ภาพตัดไปอีกความทรงจำหนึ่ง มีชายผู้หนึ่งกำลังคุกเข่าร้องขอความเมตตาต่อหน้าบุรุษคนนั้น
ร่างของเขาสั่นเทา น้ำเสียงแตกพร่า เต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
"ท่านยูรัน ข้าขอร้อง ข้ายอมตาย อย่าส่งข้าไปยังอเวจีเลย ข้าขอร้อง จะให้ข้าทำอะไรก็ได้ จะลงโทษข้ายังไงก็ได้ ข้าสำนึกผิดแล้ว ขอแค่ไม่ใช่อเวจีเท่านั้น"
กระจกเทพสัจธรรมสั่นสะท้าน มันไม่เข้าใจ เหตุใดชายผู้นี้จึงยอมตาย ดีกว่าถูกส่งไปยังอเวจี
อเวจีไม่ใช่นรกหรอกหรือ? ตายแล้วก็ต้องไปนรกไม่ใช่หรือ?
เหตุใดจึงพูดราวกับความตายยังดีกว่าอเวจีหลายเท่า?
ยังไม่ทันที่มันจะหายสงสัย บุรุษบนบัลลังก์ก็เอ่ยขึ้น
น้ำเสียงนั้นสงบ เรียบง่าย แต่หนักแน่น
"ข้าขอพิพากษา"
ทันใดนั้น อเวจีก็เปิดออกใต้ร่างชายผู้นั้น
กลิ่นอายที่พุ่งขึ้นมาเป็นนรกอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ไม่ใช่นรกธรรมดา
เพียงมองลงไป กระจกก็รู้สึกถึงความทรมานอันไร้ที่สิ้นสุด
ความเจ็บปวดที่ไม่มีวันชิน ความสิ้นหวังที่ไม่มีวันจบ
ความมืดที่แม้แต่วิญญาณยังไม่อาจหลับใหล
และในวินาทีนั้น กระจกจึงเข้าใจ
เหตุใดชายคนนั้นจึงยอมตาย ดีกว่าถูกส่งไปยังอเวจี
เพราะหากตายแล้วตกนรก อย่างน้อยก็ยังมีวันสิ้นสุด
อย่างน้อยก็ยังอาจมีวัฏจักรให้เกิดใหม่
แต่หากถูกบุรุษผู้นี้ส่งไปยังอเวจี
นั่นหมายถึงการถูกส่งลงไปทั้งที่ยังมีชีวิต
ตายก็ไม่ได้ หนีก็ไม่ได้ ลืมก็ไม่ได้ ชินก็ไม่ได้ มันคือการตกนรกทั้งเป็น ชั่วนิรันดร์```md
กระจกเทพสัจธรรมเห็นภาพชายตรงหน้าถูกส่งลงสู่อเวจี
เสียงร้องขอชีวิตของชายผู้นั้นดังโหยหวนจนแทบฉีกจิตวิญญาณ
แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น คือเสียงจากภายในอเวจี
เสียงนับไม่ถ้วน เสียงของผู้ที่ถูกขังอยู่ข้างใน
เสียงเหล่านั้นร้องออกมาในทิศทางเดียวกัน
"ได้โปรด สังหารข้าเสีย..."
"ข้าไม่อยากอยู่ในอเวจีอีกแล้ว..."
"ให้ข้าตายเถอะ..."
"ขอร้อง...ให้ข้าตาย..."
"ได้โปรดเถอะ ท่านยูรัน!!!"
เสียงเหล่านั้นกำลังร้องขอความตาย
จิตใจของกระจกเทพเกิดรอยร้าวขึ้นมาเป็นครั้งแรก
นี่เป็นครั้งแรกที่มันรู้สึกว่าตนเองกำลังสั่นคลอนจากภายใน
เคร้ง!
เสียงกระจกเกิดรอยร้าวดังขึ้นเบา ๆ
รอยแตกเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นบนพื้นผิวของกระจกเทพสัจธรรม
มันหยุดดูความทรงจำทันที
แสงค่ายกลในห้องโถงดับวูบลงครึ่งหนึ่ง
เสียงของมันที่เคยหยิ่งผยอง ตอนนี้กลับสั่นกระตุกอย่างเห็นได้ชัด
"จะ...จะ...จะ...เจ้า..."
"เจ้าเป็นใครกันแน่?!"
"ข้ามองเห็นดวงตาของเจ้า ดวงตาของเจ้าไม่ใช่แบบนี้!"
ยูรันเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
สีหน้าของเขายังคงสงบเหมือนเดิม
"โอ้ สมแล้วที่เป็นกระจกเทพ แต่เจ้าความรู้ช้าไปนิดหน่อยนะ"