คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 38 เอามาทำคอกสัตว์เนี่ยนะ?7,472 ตัวอักษร

ตอนที่ 38 เอามาทำคอกสัตว์เนี่ยนะ?

แสงเช้าจาง ๆ สาดผ่านม่านหมอกของแดนลับ

บริเวณจุดรวมตัวชั่วคราว หลิงเยวี่ยกับไป๋หลิงยืนรออยู่ก่อนแล้ว สีหน้าของทั้งสองยังคงสงบนิ่งเหมือนเดิม เพียงแต่สายตากลับมองไปทางป่าด้านหนึ่งเป็นระยะ

ไม่นานนัก ยูรัน หนานอวี้ และหลานชิงอวี้ก็เดินออกมาจากแนวไม้

หนานอวี้ดูอารมณ์ดีผิดปกติ

หลานชิงอวี้เงียบกว่าปกติเล็กน้อย

ส่วนยูรันยังคงเดินเอื่อยเฉื่อยเหมือนเพิ่งกลับจากเดินเล่นยามเช้า

ไป๋หลิงมองทั้งสามคนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามเสียงเรียบ

“ไปทำอะไรมาถึงกลับเช้า”

ยูรันตอบอย่างเป็นธรรมชาติ

“ตกปลา นอน เดินเล่น”

หนานอวี้รีบเสริมทันที

“ศิษย์พี่รอง ศิษย์น้องจับสัตว์อสูรมาด้วยนะ เยอะเลย!”

ไป๋หลิงชะงัก

“จับสัตว์อสูร?”

ยูรันพยักหน้า

“ไว้กลับยอดเขาค่อยจัดคอก ตอนนี้กินข้าวก่อนดีกว่า”

เขาหันไปมองหลิงเยวี่ยกับไป๋หลิง

“เดี๋ยวข้าทำอาหารให้กินนะ อาจารย์ ศิษย์พี่รอง พวกท่านนั่งรอก่อน”

ไม่นานนัก โต๊ะเรียบง่ายก็ถูกจัดขึ้นใต้ต้นไม้ใหญ่

อาหารเช้าหลายอย่างถูกยกออกมาวางอย่างรวดเร็ว

เซี่ยหลานอิงที่กำลังฟังรายงานจากองครักษ์อยู่ไม่ไกลพลันหยุดพูด

นางหันมาตามกลิ่นอาหาร ก่อนเดินเข้ามาด้วยท่าทีสง่างาม

“ข้าขอร่วมโต๊ะด้วยได้หรือไม่?”

ยังไม่ทันที่ใครจะตอบ เสียงอีกเสียงหนึ่งก็ดังตามมา

“ข้าเองก็อยากร่วมด้วย”

ผู้อาวุโสซูเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ

ยูรันมองทั้งสองคนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มแล้วโบกมือเชิญ

“เชิญทั้งสอง”

เขารินชาให้ทุกคนอย่างเป็นธรรมชาติ จากนั้นจึงไปหาที่นอนต่อ

หลานชิงอวี้เพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบ ไม่ได้แตะอาหารตรงหน้า

ไป๋หลิงสังเกตเห็นจึงถามขึ้น

“ชิงอวี้ ไม่กินเหรอ?”

หลานชิงอวี้ตอบเสียงเรียบ

“พวกเรากินกันมาก่อนแล้วเจ้าค่ะ แค่ศิษย์พี่สามตะกละไปหน่อย เลยต่อรอบสอง”

หนานอวี้หันขวับ

“ข้าไม่ได้ตะกละนะ! มันแค่อร่อยเกินไปจนห้ามใจไม่ไหวต่างหาก!”

เซี่ยหลานอิงคีบอาหารเข้าปากหนึ่งคำ

เพียงชั่วครู่ ดวงตาของนางก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย

“อร่อยมาก ข้าไม่เคยกินอะไรอร่อยขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต”

ผู้อาวุโสซูพยักหน้าเห็นด้วย

“จริงด้วย มันก็เป็นอาหารธรรมดา แต่รสชาติเกินกว่าที่ข้าจินตนาการไว้มาก”

หนานอวี้รีบพยักหน้ารัว

“ใช่ ๆ ๆ ศิษย์น้องทำอาหารอร่อยมาก แค่ข้าวต้มธรรมดาก็ทำให้อร่อยแบบสุด ๆ ไปเลย!”

ผู้อาวุโสซูหันไปมองหลิงเยวี่ย

“ผู้อาวุโสหลิง โชคดีจริง ๆ นะ มีศิษย์ทำอาหารอร่อยแบบนี้”

หลิงเยวี่ยไม่ได้ตอบอะไร

นางเพียงพยักหน้าเบา ๆ แล้วคีบอาหารเข้าปากอย่างสงบ

มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น

เซี่ยหลานอิงมองหลิงเยวี่ย แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ใช่ ผู้อาวุโสหลิงโชคดีจริง ๆ”

นางหันไปมองยูรันที่นั่งเอนพิงต้นไม้อยู่ไม่ไกล

“ข้าอยากได้กลับวังหลวงเสียแล้วสิ”

เป๊าะ

ตะเกียบในมือหลิงเยวี่ยหักทันที

ทุกคนหันไปมองนางพร้อมกัน

ไม่มีใครพูดอะไร

บรรยากาศรอบโต๊ะพลันน่าอึดอัดขึ้นอย่างประหลาด

ไป๋หลิงเห็นท่าไม่ดี จึงวางถ้วยชาลงแล้วเปลี่ยนเรื่องทันที

“หนานอวี้ พวกเจ้าไปทำอะไรกันมา เล่าให้ข้าฟังหน่อย”

หนานอวี้ตบขาตัวเองดังฉาด ราวกับเพิ่งนึกถึงเรื่องสนุกขึ้นมาได้

“จริงด้วย! สองวันนี้พวกเราสามคน กิน นั่ง นอน เล่น ตกปลาเฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไรเลย”

ไป๋หลิงมองนางนิ่ง ๆ

“ไม่ได้ทำอะไรเลย?”

“ใช่ แต่ว่า...”

ทุกคนตั้งใจฟังทันที ราวกับเรื่องตะเกียบหักเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น

ไป๋หลิงถามต่อ “แต่ว่า?”

หลานชิงอวี้กล่าวเสียงเรียบ

“เมื่อคืนศิษย์พี่ยูออกไปหาของอะไรบางอย่าง แต่ก่อนออกไป อยู่ดี ๆ เขาก็หายไปจากสายตาพวกเรา สัมผัสไม่ได้ มองไม่เห็น สรุปก็คือเหมือนหายไปเฉย ๆ จากตรงนั้นเลย จนศิษย์พี่ยูเดินออกไปไกลประมาณหนึ่ง พวกเราถึงจะสัมผัสได้”

หนานอวี้รีบพยักหน้า

“ใช่ ๆ แล้วพอเดินไปเจอสัตว์อสูร ศิษย์น้องก็เดินผ่านไปเฉย ๆ เลย เหมือนสัตว์อสูรมองไม่เห็นศิษย์น้อง แปลกมาก พวกเราเลยได้แต่ตามห่าง ๆ พอเราเข้าไปใกล้ก็จะมองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ ข้าคิดว่าศิษย์น้องใช้วิชาอะไรบางอย่างลบกลิ่นอายออกไป มีผลในระยะหนึ่ง”

ผู้อาวุโสซูขมวดคิ้วเล็กน้อย

“ในโลกนี้ไม่น่ามีวิชาอะไรแบบนั้นนะ ถ้าลบกลิ่นอายจนสัมผัสไม่ได้ยังพอว่า แต่มองไม่เห็นด้วยนี่แปลกมาก”

เซี่ยหลานอิงตาเป็นประกายขึ้นทันที

“ยิ่งฟังยิ่งน่าสนใจ เล่าต่อสิ”

หลานชิงอวี้กล่าวต่อ

“ศิษย์พี่ยูหาอะไรบางอย่างอยู่สองชั่วโมง จนกระทั่งเจอที่แห่งหนึ่ง เป็นที่ว่าง ๆ ไม่มีอะไรเลย”

ไป๋หลิงทวนคำ

“ที่ว่าง?”

หนานอวี้รีบรับช่วงต่อ

“ใช่ ที่ว่าง แต่ศิษย์น้องเดินเข้าไปดื้อ ๆ เหมือนรู้อยู่แล้วว่ามันมีอะไรตรงนั้น แล้วค่ายกลก็แตกเพล้ง โบราณสถานโผล่ออกมา ข้าคิดว่าข้างในต้องมีอะไรแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีค่ายกลวางไว้ เลยแอบตามเข้าไป”

หลานชิงอวี้เหลือบมองนาง

“ศิษย์พี่สามตะโกนออกมาว่า บ้าเอ้ย จนศิษย์พี่ยูได้ยิน เลยความแตกว่าแอบตามเข้าไป”

หนานอวี้หันขวับ

“ชิงอวี้!! เรื่องนี้ไม่เห็นต้องเล่า”

ไป๋หลิงถามเสียงเรียบ

“แล้วไงต่อ?”

หนานอวี้กระแอมเบา ๆ

“แค่ก ๆ หลังจากโดนจับได้ เราก็เดินเข้าไปหาศิษย์น้อง ข้างในมันไม่มีอะไรเลย เป็นห้องโถงโล่ง ๆ แบบโล่งมาก โบราณสถานก็เก่ามาก ไม่มีห้องลับ ไม่มีสมบัติ ไม่มีอะไรเลย แบบไม่มีอะไรเลยจริง ๆ”

เซี่ยหลานอิงหรี่ตาลงเล็กน้อย

“ไม่มีอะไรเลย? แล้วศิษย์น้องเจ้าหาอะไร”

หนานอวี้นิ่งไปครู่หนึ่ง

“เขาบอกว่า... มีกระจก”

หลานชิงอวี้พยักหน้าเบา ๆ

“ใช่ กระจก มันเรียกตัวเองว่า กระจกเทพสัจธรรม”

ผู้อาวุโสซูวางถ้วยชาลงช้า ๆ

“กระจกเทพสัจธรรม? ไม่เคยได้ยินมาก่อน มันคืออะไร”

หลานชิงอวี้นิ่งไปเล็กน้อย ก่อนตอบอย่างเป็นลำดับ

“มันบอกว่าตนเองคือกระจกที่สามารถสร้างมายา ความฝัน หรือสิ่งใดก็ตามที่ใช้ล่อลวงผู้คนในห้วงจิตได้ จากความทรงจำของคนคนนั้น หรือจะสร้างขึ้นใหม่ ดัดแปลงความทรงจำเดิมก็ได้”

สีหน้าของผู้อาวุโสซูค่อย ๆ จริงจังขึ้น

หลานชิงอวี้กล่าวต่อ

“วิธีการของมัน ศิษย์พี่ยูบอกว่า มันจะทำให้คนที่โดนมีความสุขมาก ๆ ก่อน พอถึงจุดหนึ่ง มันจะเปลี่ยนความฝันหรือภาพมายานั้นให้กลายเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุด ทำให้จิตใจของคนที่โดนแตกสลาย หลังจากนั้นจึงสูบวิญญาณ”

หลานชิงอวี้สูดลมหายใจเบา ๆ ก่อนพูดต่อ

“มันยังบอกอีกว่าต่อให้เป็นเทพเซียนก็ไม่อาจรอดไปได้”

นางหยุดไปครู่หนึ่ง

“ศิษย์พี่ยูก็เห็นด้วยว่า หากเป็นเทพเซียนก็คงไม่อาจรอด”

คำว่า เทพเซียนทำให้เซี่ยหลานอิงกับผู้อาวุโสซูสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย

หลานชิงอวี้ก้มมองถ้วยชาในมือ

“ตอนนั้นพวกเรากลัวมาก เลยเกาะแขนศิษย์พี่ยูไว้คนละข้าง”

หลิงเยวี่ยที่เงียบมาตลอด จึงเอ่ยปากขึ้นในที่สุด

“แล้วพวกเจ้ารอดมาได้ยังไง”

หนานอวี้รีบเงยหน้าขึ้นทันที

“อาจารย์!! ท่านจำตอนกระจกส่องชะตาได้ไหม? ที่มันมุดดินหนีศิษย์น้องน่ะ!”

หลิงเยวี่ยมองนาง

“จำได้ ทำไม?”

พูดจบ นางชะงักไปเล็กน้อย

“หรือว่า?”

ไป๋หลิงหันมามองทั้งสองคน

“กระจกมันมุดดิน?”

เซี่ยหลานอิงกับผู้อาวุโสซูสบตากันอย่างงุนงงกับข้อมูลที่เพิ่งเข้ามา

ผู้อาวุโสซูถามก่อน

“อะไรคือกระจกมุดดินหนี?”

หลานชิงอวี้อธิบายด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“พวกท่านยังไม่รู้ ตอนสอบเข้า กระจกส่องโชคชะตาปิดตายตัวเอง เอาหน้าทิ่มดินไม่ยอมให้ศิษย์พี่ยูส่องเลย พร้อมกรีดร้องออกมาว่าอย่าส่อง เดี๋ยวกระจกจะแตก มันว่างั้น”

เซี่ยหลานอิงนิ่งไป

ผู้อาวุโสซูก็นิ่งไปเช่นกัน

บรรยากาศที่เมื่อครู่ยังหนักหน่วง พลันแปลกขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

ไป๋หลิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามต่ออย่างจริงจัง

“แล้วเจ้ากระจกนี่มันมีท่าทียังไง”

หนานอวี้รีบเล่าต่อ

“ศิษย์น้องเตือนมันก่อนจะอ่านความทรงจำว่า ให้ดูนิดเดียวสามรอบ แถมยังอวยมันด้วย บอกว่ามันฉลาด น่าจะทำตามคำแนะนำอยู่แล้ว”

หลานชิงอวี้กล่าวเสียงเรียบ

“แต่ข้าว่ามันไม่ฉลาดขนาดนั้น เหมือนโดนศิษย์พี่ยูหลอกยังไงก็ไม่รู้”

นางหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

“แถมศิษย์พี่ยูก็ไม่ค่อยสนใจความสามารถของมันเท่าไร ยังบอกอีกว่าเสียงหัวเราะของมันน่ารำคาญมาก เลยสั่งให้มันหุบปาก”

หนานอวี้พยักหน้ารัว

“ใช่ ข้ายังไม่ได้เห็นความสามารถของมันเลย ไม่รู้ว่ามันน่ากลัวขนาดไหน ตอนฟังตอนแรกก็น่ากลัวอยู่หรอก แต่พอเป็นศิษย์น้องพูดออกมา มันดูปัญญาอ่อนยังไงไม่รู้”

หลานชิงอวี้รับช่วงต่อ

“หลังจากนั้นมันก็อ่านความทรงจำของศิษย์พี่ยูไปนิดหนึ่ง แล้วตัวกระจกก็เกิดรอยร้าวขึ้นมา หอบหายใจแฮ่ก ๆ เหมือนเห็นอะไรบางอย่างที่น่ากลัวเข้า”

บรรยากาศรอบโต๊ะเงียบลงอีกครั้ง

“จากนั้นมันก็จำแลงกายออกมา คุกเข่าขอติดตามศิษย์พี่ยูทันที”

ไป๋หลิงนิ่งไปครู่หนึ่ง

“ขอติดตาม?”

หลานชิงอวี้พยักหน้า

“ใช่เจ้าค่ะ แล้วศิษย์พี่ยูก็เก็บกระจก หลังจากนั้นพวกเราก็กลับมา ระหว่างทางแวะจับสัตว์อสูรด้วย ใช้กระจกนั่นแหละทำคอก”

นางเหลือบมองยูรันที่ยังเอนพิงต้นไม้อยู่ไม่ไกล

“จากความคิดข้านะ ศิษย์พี่ยูแค่ขี้เกียจจับสัตว์อสูรให้ศิษย์พี่สาม เลยไปเอากระจกมาทำคอกสัตว์”

ผู้อาวุโสซู และ เซี่ยหลานอิงเองก็อึ้งไปชั่วขณะ

ทั้งสองคนมองหน้ากัน ก่อนผู้อาวุโสซูจะกล่าวอย่างไม่อยากเชื่อ

“เอากระจกที่สามารถสังหารได้แม้กระทั่งเทพเซียน... มาทำคอกสัตว์เนี่ยนะ”