คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 40 ท่านชอบทางไหน8,305 ตัวอักษร

ตอนที่ 40 ท่านชอบทางไหน

ผู้อาวุโสสือเห็นยูรันไม่ตอบ แถมยังทำท่าจะเดินเข้าไปต่อ สีหน้าของเขาก็มืดลงทันที เขาก้าวมาขวางด้านหน้า

“พวกเจ้าทำบ้าอะไร”

ศิษย์หอค่ายกลคนหนึ่งรีบเสริมขึ้นอย่างไม่พอใจ

“นี่คือค่ายกลโบราณ ไม่ใช่กำแพงบ้านให้เจ้าเดินชนเล่นนะ!”

อีกคนแค่นเสียงหัวเราะ

“คนของสำนักเมฆาจันทร์ไม่รู้มารยาทถึงขั้นนี้เลยหรือ หอค่ายกลของเรายังตรวจไม่เสร็จ พวกเจ้าก็คิดจะเข้าไปก่อเรื่องแล้ว?”

ศิษย์จากสำนักกระบี่เมฆครามคนหนึ่งกอดกระบี่แล้วกล่าวเสียงเบา แต่ตั้งใจให้คนรอบข้างได้ยิน

“ข้าได้ยินว่าศิษย์ใหม่ยอดเขาจันทราไร้พลังบำเพ็ญ ที่แท้ก็ไร้สมองด้วยหรือ”

เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากบางกลุ่มทันที

หนานอวี้หยุดเท้า กำลังจะอ้าปากด่า แต่ยูรันยกมือห้ามเสียก่อน

“พอแล้ว”

จากนั้นเขาหันไปมองผู้อาวุโสสือ

“ถ้าข้าเดินชนเข้าไป มันจะเกิดอะไรขึ้น?”

ผู้อาวุโสสือแค่นเสียง

“หึ แค่นี้ก็ยังไม่รู้ ถ้าเจ้าเดินชนเข้าไป ตัวเจ้าก็จะกลายเป็นผุยผงยังไงเล่า”

ยูรันพยักหน้าเบา ๆ

“อืม แล้วถ้าข้ายังอยู่ดีล่ะ?”

ผู้อาวุโสสือหรี่ตา

“หึ ถ้าเจ้าไม่เป็นอะไรเลย...”

เขาแค่นเสียงเย็นชา ก่อนกล่าวเสียงดังต่อหน้าทุกคน

“ถ้าเจ้าก้าวผ่านค่ายกลนี้ได้จริง ข้าจะกินมูลอสูรต่อหน้าทุกคนให้ดู!”

รอบข้างเงียบลงทันที

ยูรันทำหน้าแหวะ “แหวะ ท่านสมองมีปัญหารึเปล่าเนี่ย ถ้าท่านกินให้พวกเราดู แล้วศิษย์พี่กับศิษย์น้องของข้าจะกินข้าวเที่ยงได้ยังไง”

หนานอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าแรง ๆ

“จริงด้วย! ข้ายังต้องกินข้าวเที่ยงนะ!”

หลานชิงอวี้ก้มหน้าลงเล็กน้อย พยายามกลั้นขำอย่างเต็มที่

ยูรันมองผู้อาวุโสสืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ

“งั้นถ้าข้าเดินผ่านเข้าไปได้จริง ข้าจะเลาะฟันของท่านให้หมดปาก เป็นไง?”

เสียงรอบข้างเงียบลงทันที

ยูรันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ

“ท่านจะได้จำไว้ว่า เรื่องของคนอื่น อย่าใช้ปากสอดให้มากนัก”

ใบหน้าของผู้อาวุโสสือแดงก่ำด้วยความโกรธ ควันแทบพุ่งออกจากหู

“ได้!!!”

ยูรันพยักหน้าเบา ๆ ก่อนหันไปทางเซี่ยหลานอิง

สายตานั้นดูเหมือนกำลังบอกว่า... หลักฐานล่ะ มีคนยอมรับแล้ว ออกตัวให้หน่อยสิ

เซี่ยหลานอิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย

“ได้ หากยูรันสามารถเดินชนค่ายกล แล้วเข้าไปข้างในได้โดยไม่เป็นอะไร ข้าจะเป็นพยานให้”

นางหยุดไปเล็กน้อย แล้วกล่าวต่อเสียงเรียบ

“และข้าจะเลาะฟันผู้อาวุโสสือให้หมดปากด้วยตัวข้าเอง”

บรรยากาศหน้าวิหารเงียบกริบ

ศิษย์ตำหนักโอสถหลายคนถึงกับหน้าซีดลงเล็กน้อย หนึ่งในนั้นอดไม่ได้ที่จะกระซิบถาม

“ท่านผู้อาวุโสซู... ศิษย์คนนั้นจะเดินผ่านไปได้จริง ๆ เหรอเจ้าคะ? นั่นมันค่ายกลป้องกันที่แม้แต่หอเทียนจียังแก้ไม่ได้ แล้วเขาจะเดินผ่านไปได้ยังไง”

ซูเม่ยเหยามองแผ่นหลังของยูรัน ดวงตาฉายแววสนใจลึกขึ้น

“รอดูต่อไป”

นางกล่าวเสียงเบา

“ข้าเชื่อว่าเขาเดินผ่านไปได้แน่ ตัวเขานั้นพิเศษ”

“เจ้าค่ะ”

เมื่อคำของเซี่ยหลานอิงตกลงมา บรรยากาศหน้าวิหารก็เงียบลงทันที

สายตาของผู้คนนับร้อยต่างจับจ้องไปที่ยูรัน

บางคนรอเห็นเรื่องตลก บางคนรอเห็นเลือด บางคนรอเห็นว่าศิษย์ไร้พลังบำเพ็ญผู้นี้จะถอยกลับเมื่อไร

แต่ว่าสิ่งที่ทุกคนคิดมันกลับไม่ได้เป็นแบบนั้น เมื่อเห็นภาพต่อจากนี้

ยูรันไม่ได้พูดอะไรอีก

เขาเพียงหันกลับไปทางประตูวิหาร แล้วเดินดุ่ม ๆ เข้าไปทั้งอย่างนั้น โดยมีหนานอวี้กับหลานชิงอวี้ติดแขนไปคนละข้างเหมือนเดิม

ผู้อาวุโสสือเบิกตากว้าง

“เดี๋ยว! พวกเจ้า—”

เพล้ง!

เสียงค่ายกลแตกดังขึ้นทันทีที่สัมผัสกับตัวยูรัน

ม่านพลังที่หอค่ายกลเทียนจีตรวจสอบอยู่นานกลับแตกกระจายราวกับกระจกบาง ๆ ถูกก้อนหินปาใส่

แต่ยูรัน หนานอวี้ และหลานชิงอวี้กลับเดินผ่านเข้าไปอย่างหน้าตาเฉย

ผู้อาวุโสซูกับเซี่ยหลานอิง แม้จะเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนแล้ว แต่เมื่อได้เห็นกับตา ก็ยังอดนิ่งค้างไปชั่วขณะไม่ได้

ไป๋หลิงขยี้ตาซ้ำ ๆ

[นะ นะ นะ นี่มันศิษย์น้องเดินผ่านเข้าไปดื้อ ๆ แบบนี้เลยเนี่ยนะ]

หลิงเยวี่ยกลับเพียงอมยิ้มบาง ๆ ค่อย ๆ กัดถังหูลู่ในมืออย่างใจเย็น

นางไม่แปลกใจเท่าไรนัก

เพราะตั้งแต่ต้น นางก็เชื่ออยู่แล้วว่าศิษย์รักของตนต้องเดินผ่านเข้าไปได้แน่นอน

อีกด้านหนึ่ง เย่อ้าวเทียนอ้าปากค้าง

[นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นวะเนี่ย]

ส่วนศิษย์จากสำนักเมฆาจันทร์หลายคนกลับไม่ได้ตกใจมากนัก

“นั่นไง ข้าว่าแล้ว เขาเดินผ่านเข้าไปเฉย ๆ จริงด้วย”

“ข้าหายแปลกใจตั้งแต่ตอนสอบเข้าสำนักแล้ว”

“นั่นสินะ ค่ายกลแตกแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้”

ทว่าคนจากสำนักอื่นกลับเหวอไปตาม ๆ กัน

โดยเฉพาะศิษย์ของหอค่ายกลเทียนจี

หลายคนยืนแข็งค้างอยู่กับที่ ราวกับโลกทั้งใบพังทลายลงต่อหน้าต่อตา

ผู้อาวุโสสือหน้าซีดลงทีละน้อย

เมื่อครู่เขาดันปากพล่อยรับคำท้าเจ้าเด็กนั่นไปแล้ว

ซวยแล้ว

ยูรันเดินผ่านม่านค่ายกลที่แตกสลายเข้าไปได้ไม่กี่ก้าว ก็หยุดเท้าลง

เขาหันกลับมาสายตา ไปหยุดอยู่ที่เซี่ยหลานอิง

ไม่ต้องพูดอะไรเลย แค่สายตานั้น ก็เหมือนกำลังบอกว่า... ถึงตาท่านแล้ว

เซี่ยหลานอิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย

“เข้าใจแล้ว”

ผู้อาวุโสสือหน้าซีดเผือดทันที

“องค์รัชทายาท! เรื่องเมื่อครู่—”

“ผู้อาวุโสสือ”

เสียงของเซี่ยหลานอิงไม่ดัง แต่กลับทำให้เสียงทั้งหมดรอบวิหารเงียบลงทันที

“ท่านเป็นผู้อาวุโสรับปากอะไรไว้ก็ต้องรับผิดชอบสิ”

ผู้อาวุโสสือรีบกล่าวเสียงสั่น

“แต่ค่ายกลนั่นอาจเสื่อมสภาพอยู่ก่อนแล้ว! เจ้าเด็กนั่นเพียงบังเอิญ—”

ยูรันเอียงคอเล็กน้อย

“พวกเราพนันเอาไว้ว่าข้าจะผ่านได้หรือไม่ได้ ไม่เกี่ยวกับเสื่อมหรือไม่เสื่อม”

คำพูด นั้นทำให้ใบหน้าของผู้อาวุโสสือแข็งค้าง

เซี่ยหลานอิงยกมือขึ้น

ปราณสีทองอ่อนแผ่ออกมาเพียงชั่วพริบตา กดร่างของผู้อาวุโสสือให้นิ่งอยู่กับที่

“ราชวงศ์เป็นพยาน คำพูดต่อหน้าผู้คน ไม่ใช่ของเล่น หากข้าผ่อนผันให้ท่านจะให้ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”

ผู้อาวุโสสือเบิกตากว้าง

“ไม่—”

เสียงของเขาขาดหายไปทันที

เซี่ยหลานอิงขยับปลายนิ้วเบา ๆ

แกร๊ก

ฟันทั้งปากของผู้อาวุโสสือหลุดออกมาพร้อมกัน ถูกปราณสีทองห่อหุ้มเอาไว้จนไม่มีเลือดแม้แต่หยดเดียว ก่อนจะตกลงในถาดหยกที่ทหารราชวงศ์ยื่นมารับอย่างรู้หน้าที่

บรรยากาศหน้าวิหารเงียบกริบ

ผู้อาวุโสสือยืนตัวสั่น มือกุมปาก ใบหน้าทั้งแดงทั้งซีด สายตาเต็มไปด้วยความอับอายจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี

หนานอวี้มองถาดหยกนั้น แล้วพึมพำเสียงเบา

“โอ้... ถอนสะอาดดีแฮะ”

ไป๋หลิงรีบหันไปถลึงตาใส่นาง

“หนานอวี้”

หลานชิงอวี้เม้มปากแน่น พยายามไม่หัวเราะออกมา

ส่วนหลิงเยวี่ยเพียงกัดถังหูลู่คำสุดท้ายอย่างสงบ ราวกับเรื่องตรงหน้าไม่เกี่ยวกับนางเลยแม้แต่น้อย

เซี่ยหลานอิงหันกลับมามองยูรัน

“พอใจหรือยัง”

ยูรันพยักหน้าเบา ๆ

“ขอบพระทัยองค์รัชทายาท”

พูดจบ เขาก็หันกลับไปทางวิหาร

หลังจากผ่านประตูค่ายกลเข้ามา ทุกฝ่ายจึงแยกกันสำรวจตามทางเดินด้านในของวิหาร

วิหารโบราณแห่งนี้กว้างกว่าที่เห็นจากภายนอกมาก ทางเดินแตกแขนงออกไปหลายสาย บางห้องมีแท่นหยกเก่าแก่ บางห้องมีชั้นตำราผุพัง บางห้องเหลือเพียงกลิ่นอายสมุนไพรแห้งที่หลงเหลือมานานจนแทบจางหาย

ฝ่ายราชวงศ์พบกล่องหยกปิดผนึกหลายใบ

ตำหนักโอสถพบตำราสมุนไพรโบราณครึ่งเล่ม แม้ตัวอักษรจะเลือนหายไปมาก แต่ซูเม่ยเหยาก็ยังมองด้วยแววตาเป็นประกาย

หอการค้าหมื่นสมบัติพบแร่ประหลาดสองสามก้อน

ส่วนหอค่ายกลเทียนจี หลังจากผู้อาวุโสสือเสียฟันไปทั้งปาก ศิษย์ทุกคนก็เงียบผิดปกติ ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากวิจารณ์อะไรอีก

ทางฝั่งยูรันกลับเดินลึกเข้าไปตามทางด้านข้างอย่างเอื่อยเฉื่อย

ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงห้องโถงเล็กแห่งหนึ่ง

ภายในห้องมีฝูงนกเพลิงนับสิบตัวเกาะอยู่บนคานหิน ขนของพวกมันมีไฟลุกติด ๆ ดับ ๆ ดูผอมแห้งกระปอดกระแปดราวกับไม่ได้กินอะไรมาหลายปี

หนานอวี้เบิกตากว้างทันที

“ศิษย์น้อง! นกเพลิง! นี่มันไก่ย่างเดินได้ชัด ๆ!”

ยูรันเงยหน้ามองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ

“น่าจะกินไม่ได้”

รอยยิ้มบนใบหน้าหนานอวี้แข็งค้างทันที

“ขุนให้อ้วนไม่ได้เหรอ”

“น่าจะไม่ได้ สายพันธ์พวกนี้มันขนาดเท่านี้อยู่แล้วรึเปล่า ต่อให้ขุนก็ไม่มีทางอ้วนแน่นอน แถมยังไม่อร่อยด้วย”

หนานอวี้เหมือนถูกฟ้าผ่ากลางใจ

“อดกินไก่อ้วน...”

หลานชิงอวี้มองนางด้วยสายตาเอือมระอา

“ศิษย์พี่สาม นั่นสัตว์อสูรนะเจ้าคะ”

“สัตว์อสูรก็เป็นอาหารได้ ถ้าศิษย์น้องบอกว่ากินได้!”

ยูรันไม่สนใจเสียงโวยวายของหนานอวี้ เขาเพียงกวาดตามองรอบห้อง เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรน่าสนใจนัก จึงหมุนตัวเดินกลับ

“ไปเถอะ ห้องนี้ไม่มีของดี”

หนานอวี้เดินตามอย่างห่อเหี่ยว ราวกับสูญเสียสมบัติชิ้นใหญ่ไปต่อหน้าต่อตา

ไม่นานนัก ทุกฝ่ายก็ค่อย ๆ กลับมารวมตัวกันหน้าโถงหลักด้านในสุดของวิหาร

ประตูโถงหลักสูงใหญ่ปิดสนิทอยู่เบื้องหน้า ลวดลายโบราณบนบานประตูเรืองแสงจาง ๆ เป็นระยะ ทว่าไม่มีใครสนใจประตูนั้นมากนัก

เพราะหน้าประตู มีสัตว์อสูรขนาดมหึมาตัวหนึ่งนอนขวางอยู่

มันเป็นงูยักษ์เกล็ดดำสนิท ลำตัวใหญ่เท่าต้นไม้โบราณ สี่เขาโค้งงอกออกจากศีรษะ เปลือกตาปิดสนิท แต่เพียงลมหายใจของมันก็ทำให้อากาศรอบด้านหนักอึ้งจนหลายคนหน้าซีด

ซูเม่ยเหยาหรี่ตาลงทันที

“ระดับแปลงเทพ... อีกครึ่งก้าวก็ขึ้นหวนคืนสู่ความว่างเปล่าแล้ว”

คำพูดนั้นทำให้สีหน้าของผู้คนรอบด้านเปลี่ยนไปพร้อมกัน

แม้หลิงเยวี่ยกับซูเม่ยเหยาจะอยู่ระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่า แต่สัตว์อสูรโดยธรรมชาติมีกายเนื้อแข็งแกร่ง พลังชีวิตมหาศาล และสัญชาตญาณการต่อสู้ที่ดุร้ายกว่ามนุษย์มาก

ยิ่งเป็นสัตว์อสูรที่อยู่ห่างจากการทะลวงขั้นเพียงครึ่งก้าวเช่นนี้ ต่อให้ทั้งสองร่วมมือกัน ก็ยังนับว่าตึงมืออย่างยิ่ง

หลิงเยวี่ยก้าวออกมาข้างหน้า

“ทุกคนถอยไป”

ซูเม่ยเหยาก้าวมายืนข้างนาง สีหน้าที่เคยยิ้มแย้มเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นทันที

“ผู้อาวุโสหลิง ดูท่าวันนี้คงต้องออกแรงกันหน่อยแล้ว”

ยูรันเหลือบมองงูสี่เขาตัวนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปพูดกับหนานอวี้เสียงเบา

“ศิษย์พี่ นั่นของดี ท่านมีตัวเลือกสองทาง หนึ่ง จับมันมาใช้เป็นยานพาหนะหรือให้เฝ้ายอดเขา สอง ตุ๋นมัน ท่านชอบทางไหน”