คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 41 แต่ถ้าทำตัวดีข้าจะทำให้พวกเจ้ากลายเป็นมังกร7,955 ตัวอักษร

ตอนที่ 41 แต่ถ้าทำตัวดีข้าจะทำให้พวกเจ้ากลายเป็นมังกร

หนานอวี้ที่เมื่อครู่ยังเศร้าเรื่องนกเพลิง พลันตาเป็นประกายขึ้นทันที

แทบไม่ต้องคิด ไม่สินางไม่ได้คิดอะไรเลยต่างหาก

“ตุ๋น!”

คำตอบนั้นเร็วเสียจนหลานชิงอวี้หันขวับมามองนางทันที

“ศิษย์พี่สาม นั่นสัตว์อสูรระดับแปลงเทพนะเจ้าคะ ถ้าจับมันได้ ยอดเขาจันทราจะมีสัตว์อสูรเฝ้ายอดเขาที่แข็งแกร่งมากตัวหนึ่งเลยนะ”

หนานอวี้ชะงักไปเล็กน้อย

“แต่มันน่าจะตุ๋นได้หลายหม้อ...”

หลานชิงอวี้สูดลมหายใจเข้าลึก ราวกับกำลังพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้เถียงกับคนที่เห็นงูระดับแปลงเทพเป็นวัตถุดิบทำอาหาร

ไป๋หลิงมองงูสี่เขาตัวนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ

“ถ้าจับได้จริง ย่อมดีกว่าฆ่ามันมาก สัตว์อสูรระดับนี้ไม่เพียงใช้เฝ้ายอดเขาได้ แต่ยังช่วยยกระดับชื่อเสียงของยอดเขาจันทรา และประหยัดค่าใช้จ่ายด้านค่ายกลป้องกันไปได้มาก”

หนานอวี้หน้าเหี่ยวลงทันที

“ศิษย์พี่รอง ท่านพูดแบบนี้ ข้าก็เถียงไม่ได้เลยนะ”

ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“งั้นจับก่อน ถ้าจับไม่ได้ค่อยตุ๋น”

ดวงตาของหนานอวี้กลับมาเป็นประกายอีกครั้ง

“ตกลง!”

ยูรันเดินเข้าไปหาหลิงเยวี่ยกับซูเม่ยเหยาอย่างไม่รีบร้อน

“ท่านอาจารย์ ผู้อาวุโสซู โปรดรอสักครู่ ให้ข้าคุยกับงูนั่นสักนิด”

ซูเม่ยเหยาชะงักไปทันที

“คุย?”

หลิงเยวี่ยหันมามองเขาเล็กน้อย

“เจ้าจะคุยกับสัตว์อสูรระดับแปลงเทพ?”

ยูรันพยักหน้า

“อืม เผื่อมันพูดรู้เรื่อง”

ซูเม่ยเหยานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเหลือบมองงูสี่เขาที่เพียงลมหายใจก็ทำให้ศิษย์หลายคนหน้าซีด

“แล้วถ้ามันพูดไม่รู้เรื่องล่ะ”

ยูรันตอบอย่างเป็นธรรมชาติ

“ก็ให้พวกท่านจัดการต่อ”

หนานอวี้รีบยกมือขึ้นจากด้านหลัง

“ถ้าจัดการแล้วอย่าลืมเหลือส่วนที่ตุ๋นได้นะ!”

ไป๋หลิงถอนหายใจทันที

“หนานอวี้...”

หลานชิงอวี้กลับมองยูรันด้วยแววตาสนใจ นางไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร แต่จากที่ผ่านมาทุกครั้งที่เขาบอกว่าจะ “ลองคุย” มักไม่ได้จบลงแบบธรรมดาเลยสักครั้ง

ยูรันมองสำรวจเบื้องหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินตรงเข้าไปหางูสี่เขาอย่างไม่รีบร้อน

ลมหายใจของผู้คนรอบด้านแทบหยุดลงพร้อมกัน

นั่นคือสัตว์อสูรระดับแปลงเทพที่อีกครึ่งก้าวก็จะเข้าสู่หวนคืนสู่ความว่างเปล่า

เพียงมันลืมตาขึ้นมา ศิษย์จำนวนมากก็อาจถูกแรงกดดันบดขยี้จนล้มทั้งยืนได้แล้ว

แต่ยูรันกลับเดินเข้าไปใกล้มันราวกับกำลังเดินไปปลุกคนขี้เซาหน้าบ้าน

หลิงเยวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ยังไม่ได้ลงมือ

ซูเม่ยเหยากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว

เซี่ยหลานอิงถึงกับหรี่ตาลง

ทุกคนคิดพร้อมกันว่า หากงูตัวนั้นตื่นขึ้นมา ยูรันคงถูกกลืนลงท้องในพริบตา

ทว่าวินาทีต่อมา ภาพที่ปรากฏกลับทำให้ทุกคนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง

ยูรันยกเท้าขึ้น แล้วเตะเข้าที่ลำตัวงูสี่เขาเบา ๆ

ตุบ

“...”

ทั้งวิหารเงียบกริบ

ยูรันเตะซ้ำอีกครั้ง

“เห้ย ไองูขี้เซา เรียกเมียแกออกมาคุยดิ๊?”

สีหน้าของทุกคนแข็งค้างทันที

หนานอวี้อ้าปากหวอ

หลานชิงอวี้กะพริบตาช้า ๆ

ไป๋หลิงยกมือขึ้นกุมขมับ

ซูเม่ยเหยาแทบทำถ้วยชาหลุดมือ ทั้งที่ในมือนางไม่มีถ้วยชาอยู่เลย

เซี่ยหลานอิงเงียบไปนาน ก่อนพึมพำเสียงเบา

“เขา... เตะมัน?”

หลิงเยวี่ยมองแผ่นหลังของยูรันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบามาก

“อืม เขาเตะมัน”

เปลือกตาของงูสี่เขาสั่นไหวเล็กน้อย

ครืน...

แรงกดดันหนักอึ้งพลันแผ่ออกมาจากร่างมหึมา ราวกับภูเขาทั้งลูกกดทับลงบนอกของผู้คนรอบด้าน ศิษย์หลายคนหน้าซีด รีบถอยหลังโดยไม่รู้ตัว

ดวงตาสีทองหม่นคู่หนึ่งค่อย ๆ เปิดขึ้น

เสียงแหบต่ำดังสะท้อนทั่วโถงหิน

“ผู้ใด... บังอาจปลุกข้า...”

คำพูดนั้นเต็มไปด้วยอำนาจและความเย็นเยียบ ทำให้แม้แต่ผู้อาวุโสบางคนยังเผลอกลั้นหายใจ

แต่ยูรันกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย

เขายกเท้าขึ้นเตะลำตัวงูอีกครั้ง

ตุบ

“ข้าบอกให้เมียแกออกมาคุยไง ไองูเวรนี่หูหนวกรึไง”

“...”

แรงกดดันที่เพิ่งแผ่ออกมาอย่างน่าเกรงขามเหมือนสะดุดกลางอากาศทันที

งูสี่เขานิ่งค้างไปชั่วขณะ

ผู้คนรอบด้านก็นิ่งค้างไปด้วย

หนานอวี้อ้าปากค้าง ก่อนค่อย ๆ หันไปกระซิบกับหลานชิงอวี้

“ศิษย์น้อง... ด่ามันว่าหูหนวกด้วย”

หลานชิงอวี้สูดลมหายใจลึก

“ข้าได้ยินเจ้าค่ะ”

ไป๋หลิงหลับตาลงช้า ๆ

[ศิษย์น้อง เจ้าจะคุยกับมันจริง ๆ ใช่ไหม ไม่ใช่กำลังยั่วให้มันฆ่าพวกเราทั้งหมดใช่ไหม]

ซูเม่ยเหยามองภาพตรงหน้าแล้วพูดไม่ออกไปพักใหญ่

ส่วนหลิงเยวี่ยเพียงยกมือแตะหว่างคิ้วเบา ๆ

นางเริ่มรู้สึกว่า ตนเองอาจประเมินคำว่า “คุยกับงู” ของศิษย์รักต่ำเกินไปเล็กน้อย

ยูรันเห็นงูสี่เขายังนิ่งอยู่ ก็ยกเท้าขึ้นเตะอีกที

ตุบ

“ยัง ยังอีก ยังไม่เรียกเมียแกออกมาคุยอีก”

เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย

“เดี๋ยวจับไปตุ๋นนะเหวย ศิษย์พี่ข้าอยากกินเนื้องูตุ๋น อย่าทำให้เสียเวลา”

คำว่า “ตุ๋น” ทำให้ดวงตาของงูสี่เขาเย็นเยียบลงทันที

แรงกดดันมหาศาลระเบิดออกจากร่างของมันในพริบตา พื้นหินใต้ร่างงูแตกร้าวเป็นเส้นยาว ศิษย์หลายคนถึงกับเซถอยหลัง ใบหน้าซีดเผือด

มันอ้าปาก เผยเขี้ยวแหลมคมที่แผ่กลิ่นอายเย็นยะเยือกออกมา

เห็นได้ชัดว่ามันกำลังจะลงมือ

ทว่าวินาทีนั้นเอง งูสี่เขาเผลอสบตากับยูรันเพียงแวบเดียว

เพียงแวบเดียวเท่านั้น

ร่างมหึมาของมันพลันแข็งค้าง

แรงกดดันที่กำลังปะทุหยุดชะงักกลางอากาศราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นกดเอาไว้

เหงื่อเย็นไหลพรากลงมาตามเกล็ดดำของมัน

ดวงตาคู่นั้น...

มันไม่ใช่สายตาของมนุษย์ธรรมดา

ไม่ใช่แม้แต่สายตาของผู้ฝึกตนระดับสูง

ความรู้สึกที่กดทับลงมาในชั่วพริบตานั้น ยิ่งใหญ่ ลึกล้ำ และน่าเกรงขามจนสัญชาตญาณของสัตว์อสูรในตัวมันกรีดร้องสุดเสียงให้ก้มศีรษะ

ราชา ใช่แล้ว ราชา

ต้องเป็นราชาอย่างแน่นอน

มันรู้ทันทีว่า หากมันลงมือ มันจะตาย

ไม่ใช่อาจตาย

แต่ตายจริง ๆ แน่

งูสี่เขากลืนน้ำลายดังเอื๊อก ก่อนเสียงอันน่าเกรงขามเมื่อครู่จะเปลี่ยนเป็นเสียงสั่น ๆ อย่างน่าประหลาด

“ที่รัก!”

ทั้งโถงเงียบกริบ

งูสี่เขารีบตะโกนต่อทันที

“มีคนอยากคุยกับเจ้า ออกมาหน่อยได้หมายยยยยยยยยยยยย!”

“...”

ผู้คนรอบด้านนิ่งค้างไปหมดแล้ว

หนานอวี้กะพริบตาปริบ ๆ

“เมื่อกี้... มันเรียกเมียมันจริง ๆ เหรอ”

หลานชิงอวี้พยักหน้าช้า ๆ

“เรียกเจ้าค่ะ”

ไป๋หลิงเงยหน้ามองเพดานวิหารอย่างหมดคำพูด

[ข้าไม่เข้าใจ ข้าไม่เข้าใจอะไรเลยจริง ๆ]

ไม่นานนัก พื้นหินด้านหลังงูสี่เขาพลันสั่นไหวเบา ๆ

ครืน...

เงาขนาดมหึมาอีกสายหนึ่งค่อย ๆ เลื้อยออกมาจากความมืดด้านในโถงหลัก

ทันทีที่ร่างนั้นปรากฏ กลิ่นอายหนักอึ้งยิ่งกว่างูสี่เขาตัวแรกก็แผ่ออกมาทั่วบริเวณ

เกล็ดสีดำอมม่วงเรียงตัวเป็นประกายเย็นเยียบ เขาทั้งสี่บนศีรษะโค้งยาวงดงามกว่าเดิม ดวงตาสีทองเข้มเปิดขึ้นอย่างไม่พอใจ

ซูเม่ยเหยาหน้าเปลี่ยนสีทันที

“หวนคืนสู่ความว่างเปล่าขั้นกลาง...”

คำพูดนั้นทำให้ผู้คนรอบข้างแตกตื่นขึ้นพร้อมกัน

งูสี่เขาตัวแรกก็รับมือยากพอแล้ว

แต่ด้านในกลับยังมีอีกตัว

แถมยังแข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่า

งูสี่เขาตัวเมียก้มมองสามีของตนด้วยสายตาเย็นชา ก่อนด่าออกมาทันที

“เจ้าโง่ ข้าบอกเวลานอนอย่าเรียกไง”

งูสี่เขาตัวผู้หดคอลงทันที

แรงกดดันราชันเมื่อครู่หายไปจนไม่เหลือคราบ

“ที่รัก เจ้าต้องมาดูเด็กคนนี้ บอกว่าอยากจะคุยกับเจ้านะ ข้าว่าคุยสักหน่อยก็ไม่เสียหายนะ ลองคุยดูหน่อยเถอะนะ?”

ผู้คนรอบด้านมองภาพตรงหน้าอย่างพูดไม่ออก

เมื่อครู่มันยังเป็นสัตว์อสูรระดับแปลงเทพครึ่งก้าวสู่หวนคืนสู่ความว่างเปล่าอยู่เลย

ทำไมพอเมียออกมา ถึงกลายเป็นงูบ้านกลัวภรรยาไปแล้ว

งูสี่เขาตัวเมียหรี่ตามองสามีอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนค่อย ๆ หันไปทางเด็กหนุ่มชุดเทา

“มนุษย์ เจ้า—”

คำพูดของนางหยุดลงทันที

เพราะในวินาทีนั้นเอง นางสบเข้ากับดวงตาของยูรัน

เพียงชั่วแวบเดียว

ร่างมหึมาของงูสี่เขาตัวเมียพลันแข็งค้าง

ความเย็นเยียบแล่นผ่านทุกเกล็ดบนร่าง นางสัมผัสได้ถึงความน่าเกรงขามอันลึกล้ำกดทับลงมาอย่างเงียบงัน

เหงื่อเย็นไหลพรากลงมาตามลำตัวของนางทันที

งูสี่เขาตัวเมียค่อย ๆ ลดศีรษะลง ต่ำกว่าสายตาของยูรัน

จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเบาอย่างระมัดระวัง

“ท่าน... มีเรื่องอันใดจะคุยกับพวกเราหรือเจ้าคะ?”

ยูรันมองงูทั้งสองตัวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกวักมือเรียก

“เข้ามาใกล้ ๆ หน่อย”

งูสี่เขาทั้งสองตัวชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็รีบเลื้อยเข้ามาอย่างว่าง่าย จากนั้นจึงก้มศีรษะลงต่ำจนอยู่ใกล้ระดับเดียวกับยูรัน

ภาพงูยักษ์สองตัวลดหัวลงมากระซิบกับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ทำให้ผู้คนรอบด้านมองกันอย่างพูดไม่ออก

ยูรันโน้มตัวเข้าไปเล็กน้อย แล้วกล่าวเสียงเบาพอให้ได้ยินกันแค่สามฝ่าย

“ข้ามีสองตัวเลือก หนึ่ง จะเอาพวกเจ้ากลับไปสำนักเป็นสัตว์พิทักษ์ยอดเขา เป็นไง สอง ตุ๋น ศิษย์พี่ของข้าอยากกินงูตุ๋น แล้วก็บอกหน่อยว่าห้องด้านหลังมันมีอะไร”

งูสี่เขาตัวเมียรีบตอบทันที

“ข้าเลือกข้อแรก ข้อแรกแน่นอนเจ้าค่ะ”

ยูรันเหลือบมองงูตัวผู้

“แล้ว? สามีเจ้า?”

งูสี่เขาตัวผู้รีบพยักหน้าจนเขาทั้งสี่แทบสั่น

“ข้าก็เหมือนกันขอรับข้อแรก ข้ายังไม่อยากโดนตุ๋น”

“แล้วห้องข้างหลังมีไร?”

งูสี่เขาตัวเมียรีบตอบเสียงเบา

“ข้าไม่แน่ใจเจ้าค่ะ ตอนที่พวกเราลืมตาขึ้นมาในแดนลับนี้ พวกเราก็เฝ้าอยู่หน้าห้องนี้มานานมาแล้ว ว่ากันว่าเป็นสมบัติของมหาจักรพรรดิ หากใครได้วาสนานี้ไปจะทำให้ขึ้นเป็นมหาจักรพรรดิได้แน่นอนเจ้าค่ะ รวมถึงสมบัติวิเศษด้วย ว่ากันว่ามันเป็นระฆังที่สามารถสำแดงพลังได้ถึงระดับมหายานขั้นสูงสุดเลยทีเดียวเจ้าค่ะ ส่วนเรื่องบททดสอบสืบทอด ข้าเองก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ”

ยูรันฟังจบก็พยักหน้าเบา ๆ

งูทั้งสองตัวมองเขาด้วยสายตารอคำตัดสิน

ยูรันคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเบา

“ถ้าทำตัวไม่ดีโดนตุ๋นแน่ แต่ถ้าทำตัวดีข้าจะทำให้พวกเจ้ากลายเป็นมังกร”