ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 46 ข้าต้องจัดการเองแล้ว
ระหว่างทางกลับ ซูเม่ยเหยาแทบไม่ได้ละมือจากร่างของยูรันเลยแม้แต่วินาทีเดียว
ตอนอยู่ในแดนลับ ซูเม่ยเหยาไม่มีเวลาตรวจอย่างละเอียด นางทำได้เพียงประคองลมหายใจของยูรันไว้ไม่ให้ดับลงตรงนั้น
กระทั่งขึ้นเรือเหาะขากลับ อาการของเขาคงที่ขึ้นเพียงเล็กน้อย นางจึงค่อยมีโอกาสตรวจร่างกายทีละส่วนอย่างระมัดระวัง
และตอนนั้นเอง สีหน้าของซูเม่ยเหยาก็ซีดลงอีกครั้ง
ดวงตาของยูรัน... ไม่มีการตอบสนอง
ไม่ใช่เพียงเปลือกตาปิดสนิทเพราะหมดสติ แต่เส้นประสาทและพลังวิญญาณที่เชื่อมต่อกับดวงตาทั้งสองข้างเสียหายอย่างรุนแรง ราวกับถูกแสงบางอย่างเผาไหม้จากภายใน
นางลองส่งพลังปราณสายโอสถเข้าไปตรวจซ้ำอย่างระมัดระวัง แต่ผลลัพธ์ยังเหมือนเดิม
ดวงตาคู่นั้นมืดสนิท
ต่อให้ยูรันฟื้นขึ้นมา เขาก็อาจมองไม่เห็นอีกแล้ว
ซูเม่ยเหยาเม้มปากแน่น ไม่กล้าพูดเรื่องนี้ออกไปทันที เพราะแค่รักษาชีวิตของเขาไว้ก็ยากเกินพอแล้ว
นางทำได้เพียงใช้พลังปราณประคองร่างกายที่แตกสลายของเขาเอาไว้ไม่ให้พังลงไปมากกว่าเดิม
นางใช้พลังปราณสายโอสถคอยประคองลมหายใจที่เบาบางของเขาเอาไว้ พยายามป้อนโอสถรักษา พยายามละลายยาฟื้นฟูเข้าสู่ร่าง พยายามใช้สมุนไพรชั้นสูงช่วยสมานชีพจร
แต่ทุกอย่างกลับไร้ผล
ร่างกายของเด็กหนุ่มผู้นี้เหมือนปฏิเสธโอสถทุกรูปแบบ
ไม่ว่าจะเป็นยาสมานแผล ยาฟื้นฟูเลือด ยาประคองจิต หรือโอสถระดับสูงจากตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์ ล้วนไม่อาจซึมเข้าสู่ร่างเขาได้เลยแม้แต่น้อย
ซูเม่ยเหยาขมวดคิ้วแน่น
สุดท้าย นางทำได้เพียงใช้พลังปราณประคองร่างกายที่แตกสลายของเขาเอาไว้ไม่ให้พังลงไปมากกว่าเดิม
แต่สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกไม่เข้าใจที่สุด กลับเป็นหัวใจของยูรัน
เส้นเลือดแตกทั่วร่าง เลือดไหลออกมามากเกินกว่าที่คนคนหนึ่งควรจะมีชีวิตอยู่ได้ ชีพจรแทบขาดหาย ลมหายใจเบาจนเหมือนดับไปแล้ว
ตามหลัก เขาควรตายไปนานแล้ว แต่หัวใจของเขายังเต้นอยู่ เบามาก ช้ามาก แต่ยังเต้นอยู่
ทุกจังหวะของมันแผ่วเบาราวกับเสียงสะท้อนจากที่ไกลแสนไกล
ไม่เหมือนคนกำลังจะตาย
แต่เหมือนบางสิ่งกำลังเข้าสู่สภาวะจำศีล
ซูเม่ยเหยามองใบหน้าซีดขาวของยูรัน แล้วพึมพำเสียงเบา
“เด็กคนนี้... ร่างกายของเจ้าคืออะไรกันแน่”
เมื่อขบวนเร่งรุดกลับมาถึงยอดเขาจันทรา ฟ้ายามเย็นก็เริ่มคล้อยต่ำลงแล้ว
ซูเม่ยเหยาที่ประคองร่างยูรันด้วยพลังปราณมาตลอดทาง เงยหน้าขึ้นเพียงแวบเดียว ก่อนดวงตาจะชะงักไปทันที
ยอดเขาจันทราที่นางเคยได้ยินว่าเงียบเหงา ยากจน และทรุดโทรม บัดนี้กลับมีตำหนักสูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงสนธยา
ทางเดินหินขาวสะอาดทอดยาวผ่านสวนไผ่และสระน้ำใส อาคารหลักหลายชั้นเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ มีระเบียงกว้าง ศาลากลางน้ำ และแสงไฟนุ่มนวลส่องออกมาจากหน้าต่างราวกับดวงดาวถูกฝังไว้ตามผนังตำหนัก
นี่มัน...
ไม่ใช่ที่พักของยอดเขาร้างเลยแม้แต่น้อย
เซี่ยหลานอิงเองก็หยุดสายตาไปครู่หนึ่ง
ในฐานะองค์รัชทายาท นางเคยเห็นวังหลวง ตำหนักฤดูร้อน และเรือนรับรองของขุนนางใหญ่มามากมาย
แต่ตำหนักบนยอดเขาจันทราแห่งนี้กลับให้ความรู้สึกแปลกออกไป
ไม่โอ่อ่าจนกดคน
แต่สะอาด สงบ และประณีตในแบบที่บอกได้ทันทีว่าคนสร้างคิดทุกอย่างมาแล้ว
นางหลุดปากเบา ๆ
“นี่คือ... ยอดเขาจันทรา?”
ไม่มีใครตอบ
เพราะทุกคนไม่มีเวลาตกใจ
หนานอวี้ที่ดวงตายังแดงก่ำ รีบตะโกนขึ้นก่อนใคร
“พาเขาเข้าห้อง! เร็วเข้า!”
ไป๋หลิงได้สติทันที นางรีบหยิบบัตรส่วนกลางออกมาแตะที่ประตูตำหนักหลัก
แสงบนแผ่นป้ายหน้าประตูสว่างขึ้นเบา ๆ ก่อนบานประตูจะเปิดออกอย่างเงียบงัน
“ตามข้ามา ให้เขานอนห้องรับรองชั้นหนึ่งก่อน”
นางพูดเร็ว ๆ พลางนำทุกคนเข้าไปด้านใน
หลานชิงอวี้จับมือยูรันไว้แน่นตลอดทาง ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือแม้เพียงครู่เดียว เขาจะหายไปอีกครั้ง
ซูเม่ยเหยากดความตกใจในใจลง แล้วเร่งพลังปราณประคองลมหายใจของยูรันต่อ
ไม่ว่ายอดเขานี้จะกลายเป็นอะไรไปแล้ว ตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดมีเพียงอย่างเดียว
ต้องพาเด็กหนุ่มคนนี้เข้าไปให้ถึงห้องรับรองก่อน
หลังจากพายูรันเข้าห้องรับรองชั้นหนึ่งได้ไม่นาน ข่าวเรื่องแดนลับระเบิด หลิงเยวี่ยบาดเจ็บสาหัส และศิษย์ใหม่ของยอดเขาจันทราอาการใกล้ตาย ก็แพร่กลับไปถึงสำนักเมฆาจันทร์อย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก เจ้าสำนักเมฆาจันทร์และผู้อาวุโสใหญ่จากยอดเขาต่าง ๆ ก็รีบรุดเดินทางมาถึงยอดเขาจันทรา
เพื่อไม่ให้คนภายนอกเข้าใกล้ตำหนักใหม่ หลิงเยวี่ยจึงฝืนร่างกายที่บาดเจ็บออกไปต้อนรับทุกคนที่ตำหนักเดิม ซึ่งบัดนี้ถูกใช้เป็นตำหนักรับรองหน้าเขา
สีหน้าของเจ้าสำนักเคร่งเครียดกว่าปกติ
ผู้อาวุโสใหญ่แต่ละยอดเขาเองก็ไม่ได้พูดมากเหมือนเคย เพราะก่อนมาถึง พวกเขาได้รับรายงานคร่าว ๆ แล้วว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ร้ายแรงเพียงใด
หลังจากซูเม่ยเหยากล่าวผลวินิจฉัยอย่างละเอียด ทั้งห้องก็เงียบลงทันที
หลิงเยวี่ยตบะร่วงหล่นอย่างหนัก
ส่วนยูรัน... แม้ยังมีลมหายใจอยู่ แต่สภาพร่างกายแทบไม่ต่างจากศพตาบอดคนหนึ่ง
กระดูกแตกละเอียด ชีพจรและเส้นเลือดปริแตกทั่วร่าง ผิวหนังไหม้เกรียม ลมหายใจโรยรินจนแทบจับไม่ได้
ทุกคนต่างถอนหายใจยาวด้วยความโศกเศร้าและตกใจ
เจ้าสำนักเมฆาจันทร์มองหลิงเยวี่ยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือวางลงบนไหล่นางเบา ๆ
“หลิงเยวี่ย... เจ้าพักรักษาตัวให้ดีเถิด”
เสียงของเขาแฝงความหนักใจอย่างชัดเจน
“เรื่องสมุนไพรฟื้นฟูและทรัพยากรบำรุง ข้าจะสั่งให้ยอดเขาโอสถจัดสรรมาให้ยอดเขาจันทราเป็นกรณีพิเศษ”
เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนถอนหายใจอีกครั้ง
“ช่างเป็นโชคร้ายของสำนักเราจริง ๆ ที่ต้องสูญเสียกำลังรบระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่าขั้นกลาง และอัจฉริยะรุ่นเยาว์ไปพร้อมกันเช่นนี้”
หลิงเยวี่ยค้อมศีรษะลงต่ำ "ขอบพระคุณท่านเจ้าสำนัก..." ในใจของนางกลับแอบนึกยิ้มกริ่มอย่างพึงพอใจ แผนการการเล่นแง่แสร้งบาดเจ็บตบะร่วงหล่นกำลังดำเนินไปได้อย่างสวยงามไร้ที่ติ ไม่มีใครสงสัยเลย
หลังจากรับรองเจ้าสำนักและผู้อาวุโสใหญ่จากยอดเขาต่าง ๆ เสร็จ หลิงเยวี่ยก็กลับมายังตำหนักใหม่
ห้องรับรองชั้นหนึ่งถูกปิดเงียบ
ยูรันนอนอยู่ด้านใน โดยมีค่ายกลอ่อน ๆ ช่วยประคองสภาพร่างกายไว้ชั่วคราว
ส่วนอีกห้องหนึ่ง ไป๋หลิง หนานอวี้ หลานชิงอวี้ ซูเม่ยเหยา และเซี่ยหลานอิงต่างนั่งอยู่พร้อมหน้า
บรรยากาศหนักอึ้งจนแทบไม่มีใครหายใจได้สะดวก
หลิงเยวี่ยนั่งลง ก่อนถามเสียงเรียบ
“สรุปแล้วรันเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง ผู้อาวุโสซู”
ซูเม่ยเหยาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบตามจริง
“ตามที่ข้าได้พูดไปก่อนหน้านี้ กระดูกทั่วร่างถูกบดละเอียด ตอนนี้เลือดหยุดไหลแล้ว แต่แทบไม่มีลมหายใจ เหลือเพียงหัวใจที่ยังเต้นอยู่เบามาก ผิวหนังไหม้เกรียมเหมือนอยู่ในกองเพลิง”
นางหยุดไปเล็กน้อย “จะบอกว่าเป็นศพที่ยังมีชีวิตก็ไม่ผิดนัก”
หนานอวี้กำมือแน่นจนสั่น
หลานชิงอวี้ก้มหน้าลง สีหน้าซีดขาว
ไป๋หลิงเม้มปาก ไม่พูดอะไร
หลิงเยวี่ยนึกถึงตอนที่ยูรันพูดคำว่า “แสงสว่างของข้า” ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ตอนนั้นดวงตาของเขาเปลี่ยนไป
และหลังจากนั้น เขาก็ใช้พลังบางอย่างที่นางไม่อาจเข้าใจได้
นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามต่อ “มีอะไรอีก”
ซูเม่ยเหยาชะงักเล็กน้อย คำถามนี้ทำให้นางลังเลอยู่พักหนึ่ง
สุดท้าย นางจึงถอนหายใจเบา ๆ
“ดวงตาของเขา... มองไม่เห็นแล้ว”
ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที
ซูเม่ยเหยากล่าวต่อเสียงหนัก
“หากเขาฟื้นขึ้นมา ก็ไม่มีทางรักษาให้หายได้ง่าย ๆ ข้าตรวจไม่พบอาการบาดเจ็บแบบปกติ ไม่ใช่เส้นประสาทขาด ไม่ใช่พิษ ไม่ใช่คำสาป”
นางขมวดคิ้ว
“เหมือนเขาสูญเสียการมองเห็นไปเฉย ๆ ราวกับแสงสว่างในดวงตาถูกเอาออกไป”
หนานอวี้เหมือนถูกฟ้าผ่ากลางอก
น้ำตาของนางไหลออกมาอีกครั้งอย่างควบคุมไม่อยู่ ก่อนจะลุกพรวดขึ้น ชี้หน้าซูเม่ยเหยา
“ผู้อาวุโสซูพูดจาเหลวไหล!”
ไป๋หลิงรีบเอ่ยเสียงเข้ม
“หนานอวี้! นั่งลง อย่าเสียมารยาท”
ซูเม่ยเหยากลับส่ายหน้าเบา ๆ
“ไม่เป็นไร ไป๋หลิง ข้าเข้าใจ”
นางมองหนานอวี้ด้วยแววตาอ่อนลง
“หากเป็นข้า ข้าก็คงไม่สามารถประคองสติได้ดีไปกว่านี้เหมือนกัน”
หนานอวี้กัดริมฝีปากแน่น น้ำตาไหลไม่หยุด แต่สุดท้ายก็ทรุดตัวกลับลงนั่งอย่างไร้เรี่ยวแรง
หลิงเยวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย
[รันเอ๋อร์ยังไม่ตาย]
[เขาต้องตื่นขึ้นมาแน่ ๆ]
[เรื่องดวงตา... ไว้ค่อยถามเขาตอนนั้นว่ามันคืออะไรกันแน่]
ความเงียบปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนหลิงเยวี่ยจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
“ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป ให้ผลัดเวรกันดูแลเขา”
“ห้ามปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว แม้เพียงครู่เดียว”
ไป๋หลิงพยักหน้าทันที
“ข้าจะจัดตารางเวรเอง”
หนานอวี้รีบพูดทั้งน้ำตา
“ข้าเฝ้าคืนนี้เอง!”
หลานชิงอวี้กล่าวตามทันที
“ข้าก็จะอยู่ด้วยเจ้าค่ะ”
ซูเม่ยเหยาพูดเสียงเรียบ
“ข้าจะอยู่ที่ยอดเขาจันทราชั่วคราว จนกว่าอาการของเขาจะพ้นช่วงอันตราย”
เซี่ยหลานอิงเองก็กล่าวขึ้น
“ข้าจะส่งคนกลับไปแจ้งวังหลวง แล้วขออยู่ดูอาการเขาที่นี่สักระยะ”
หลิงเยวี่ยไม่ได้ปฏิเสธ
นางเพียงพยักหน้าเบา ๆ
ภายนอก สีหน้าของนางยังคงสงบเย็น
แต่ในใจกลับมีอีกเรื่องหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างเงียบงัน
[เดิมที รันเอ๋อร์ตั้งใจจะเป็นคนสังเกตการณ์ผู้อาวุโสด้วยตนเอง]
[แต่ดูเหมือนตอนนี้... ข้าต้องจัดการเองแล้ว]