ตอนที่ 47 ต่อให้ข้าขโมยกลับวังหลวง ข้าก็ใช้ไม่เป็นอยู่ดี
อีกด้านหนึ่งของสำนักเมฆาจันทร์ ณ เรือนพักส่วนตัวของเย่อ้าวเทียนบนยอดเขาหลัก
ร่างของเย่อ้าวเทียนนอนอยู่บนเตียงหินแร่บำบัด บาดแผลภายนอกของเขาได้รับการทายาสมานแผลเรียบร้อยแล้ว มีเพียงรอยฟกช้ำและอาการลมปราณสะดุดเล็กน้อยเท่านั้น
เพราะในชั่วพริบตาสุดท้ายก่อนระเบิดใหญ่ ยูรันใช้พลังบางอย่างกวาดเขาออกจากเขตอันตรายเสียก่อน
“เฮือก!”
เย่อ้าวเทียนสะดุ้งตื่นขึ้นมา หอบหายใจหนักหน่วง ดวงตาเบิกกว้าง ภาพไฟระเบิดในวิหารยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่จางหาย
เขารีบก้มมองร่างกายตนเอง ทดลองโคจรลมปราณหนึ่งรอบ เมื่อพบว่าชีพจรยังปกติ และพลังขั้นแก่นทองคำยังคงอยู่ครบถ้วนดี สีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นโล่งใจ
“ข้า... ข้ารอดกลับมางั้นรึ”
ในจังหวะนั้น ประตูเรือนพักถูกผลักเปิดออก ศิษย์รับใช้คนหนึ่งถืออ่างน้ำเข้ามา เมื่อเห็นเย่อ้าวเทียนตื่นก็รีบก้มคำนับ
“ศิษย์พี่เย่! ท่านตื่นแล้วหรือขอรับ!”
เย่อ้าวเทียนรีบคว้าคอเสื้ออีกฝ่ายทันที
“สถานการณ์ที่วิหารเป็นอย่างไรบ้าง หลังจากข้าสลบไปเกิดอะไรขึ้น คนอื่นรอดกลับมาหรือไม่!”
ศิษย์รับใช้หน้าซีด รีบตอบเสียงสั่น
“ระ... รอดกลับมาหมดทุกยอดเขาขอรับ แต่ยอดเขาจันทรา... สถานการณ์ย่ำแย่มากขอรับ”
เย่อ้าวเทียนขมวดคิ้ว
“ย่ำแย่? หมายความว่าอย่างไร”
“ยูรัน... ตอนนี้เขานอนแน่นิ่งไม่ได้สติ สภาพเหมือนกึ่งตายแต่ยังไม่ตาย ชีพจรแทบจับไม่ได้ บาดเจ็บสาหัสทั้งร่าง และที่เลวร้ายที่สุด... มีข่าวว่าผู้อาวุโสซูเม่ยเหยาวินิจฉัยแล้วว่า ดวงตาของเขาอาจบอดสนิท ไม่มีทางรักษาหายได้อีกแล้วขอรับ!”
คำว่า “ตาบอด” ทำให้เย่อ้าวเทียนนิ่งไปทันที
ครู่ต่อมา มุมปากของเขาค่อย ๆ ยกขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่
“เจ้านั่น... ตาบอดแล้วรึ”
ศิษย์รับใช้รีบพยักหน้า
“ขอรับ และยังมีอีกเรื่องหนึ่งขอรับ ท่านอาจารย์หลิงเยวี่ยเองก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากแรงระเบิด ตบะร่วงหล่นอย่างหนัก ตอนนี้เหลือเพียงขั้นสร้างรากฐานเท่านั้น...”
เย่อ้าวเทียนปล่อยคอเสื้อศิษย์รับใช้ แล้วรีบเบือนหน้าซ่อนรอยยิ้มที่แทบกดไม่อยู่
[สวรรค์เข้าข้างข้า... สวรรค์เข้าข้างข้าจริง ๆ!]
ยูรันกลายเป็นคนพิการใกล้ตาย ส่วนหลิงเยวี่ยเหลือเพียงขั้นสร้างรากฐาน สำหรับเย่อ้าวเทียน นี่คือโอกาสที่สวรรค์ประทานให้
[ยูรัน... ตอนนี้กลายเป็นคนพิการไร้ประโยชน์ ส่วนอาจารย์... เมื่อท่านไร้ที่พึ่งพิง สุดท้ายก็ต้องหันมาพึ่งข้า]
แววตาของเย่อ้าวเทียนวาววับอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเขาจะรีบปรับสีหน้าให้กลายเป็นโศกเศร้าและเจ็บปวดอย่างสมจริง
เขาฝืนลุกขึ้นจากเตียง ทำท่าราวกับร่างกายยังอ่อนแรงเต็มที
“ยูรันยอมเสียสละตนเองเพื่อพวกเรา... ท่านอาจารย์บาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้ ข้าจะนอนอยู่เฉย ๆ ได้อย่างไร”
เขากล่าวเสียงแหบพร่า
“ข้าต้องไปเยี่ยมพวกเขาเดี๋ยวนี้”
พูดจบ เย่อ้าวเทียนก็แสร้งเดินโซเซออกจากเรือนพัก มุ่งหน้าไปยังยอดเขาจันทราในบทศิษย์เอกผู้กตัญญู
ไม่นานนัก เย่อ้าวเทียนก็มาถึงยอดเขาจันทรา
เขาคิดว่าจะได้เห็นยอดเขาร้างกับเรือนไม้ไผ่ซอมซ่อ ทว่าเมื่อผ่านแนวไผ่มาถึงด้านหลังยอดเขา ฝีเท้ากลับหยุดชะงัก เบื้องหน้าคือตำหนักหลายชั้นริมสระน้ำใส ทางเดินหินขาวทอดผ่านสวนไผ่และศาลากลางน้ำ ทุกอย่างหรูหราราวกับราชวังขนาดย่อม
เย่อ้าวเทียนเบิกตากว้างอย่างควบคุมไม่อยู่
[นี่... นี่มันอะไรกัน]
[ไม่ใช่ว่าพวกมันอยู่บ้านพักโง่ ๆ หรอกหรือ]
เย่อ้าวเทียนกัดฟันแน่นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนฝืนกดความรู้สึกทั้งหมดลงไป
[ช่างมัน เอาไว้ก่อน]
[ตอนนี้ต้องไปดูสภาพยูรันกับอาจารย์ก่อน]
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นกังวลและโศกเศร้าเหมือนเดิม แล้วเดินตรงไปยังประตูตำหนักหลัก
ทว่าเมื่อเขายื่นมือจะผลักประตูเข้าไป แผ่นป้ายหน้าประตูพลันสว่างขึ้นเบา ๆ
จากนั้นเสียงเย็นเรียบก็ดังขึ้น
“ไม่มีสิทธิ์ผ่าน”
เย่อ้าวเทียนชะงักทันที
“อะไร?”
เขาลองผลักอีกครั้ง
ประตูไม่ขยับแม้แต่นิดเดียว แสงบนแผ่นป้ายวูบขึ้นซ้ำ
“ไม่มีสิทธิ์ผ่าน”
ใบหน้าของเย่อ้าวเทียนแข็งค้าง
เขาเป็นศิษย์เอกของยอดเขาจันทรา
แต่กลับเข้าไปในตำหนักของยอดเขาจันทราไม่ได้?
ในจังหวะนั้นเอง ประตูด้านในเปิดออก
หนานอวี้เดินออกมาด้วยใบหน้าแดงก่ำจากการร้องไห้ ดวงตาของนางยังบวมเล็กน้อย แต่ทันทีที่เห็นเย่อ้าวเทียน สีหน้าของนางก็เย็นลงทันที
“เจ้ามาทำอะไร”
เย่อ้าวเทียนรีบแสดงสีหน้าเจ็บปวด
“ศิษย์พี่สาม ข้าได้ข่าวว่ายูรันบาดเจ็บสาหัส ข้าเป็นห่วงเขามาก จึงรีบมาเยี่ยมอาการ”
หนานอวี้จ้องเขานิ่ง ๆ
“ไม่จำเป็น”
เย่อ้าวเทียนชะงัก
“ข้าเพียงอยากเห็นเขาด้วยตาตนเอง”
หนานอวี้กล่าวเสียงเย็น
“ยูรันต้องพักผ่อน ไม่รับแขก”
คำตอบของหนานอวี้ทำให้เย่อ้าวเทียนนิ่งค้างไปทันที
ประตูปิดลงเบา ๆ
แผ่นป้ายหน้าประตูสว่างขึ้นอีกครั้ง ราวกับตอกย้ำความจริงว่าเขาไม่มีสิทธิ์เข้าไป
เย่อ้าวเทียนยืนอยู่หน้าตำหนักเพียงลำพัง
สีหน้าที่เคยแสร้งเศร้าค่อย ๆ บิดเบี้ยวอย่างควบคุมไม่อยู่
[หนานอวี้... แม้แต่เจ้าก็กล้าขวางข้า]
เขาเงยหน้ามองตำหนักสูงใหญ่ตรงหน้า ความโลภและความอิจฉาในดวงตายิ่งเข้มขึ้นกว่าเดิม
[ดี... ดีมาก]
[รอข้าขึ้นเป็นผู้ควบคุมยอดเขาจันทราเมื่อไร ของทั้งหมดนี้จะต้องเป็นของข้า]
ภายในห้องรับรองชั้นหนึ่งของตำหนักหลัก
หนานอวี้ผลักประตูกลับเข้ามาด้วยใบหน้าเย็นชา
“ไล่กลับไปแล้ว”
หลานชิงอวี้เงยหน้าขึ้นทันที
“เขายอมกลับง่าย ๆ เหรอเจ้าคะ”
หนานอวี้แค่นเสียง
“ไม่ยอมก็เข้าไม่ได้อยู่ดี ไม่มีป้ายผ่านตำหนัก ประตูก็ไม่เปิดให้เขาหรอก”
พูดจบ นางก็เดินกลับไปข้างเตียงของยูรันทันที
หลานชิงอวี้มองร่างของยูรันที่ยังนอนนิ่งอยู่บนเตียง ก่อนลุกตามไปเงียบ ๆ
“ข้าจะอยู่เฝ้าศิษย์พี่ยูต่อ”
“ข้าไปด้วย”
หนานอวี้ตอบโดยไม่หันกลับมา
ไม่นานนัก ทั้งสองคนก็เข้าไปนั่งเฝ้ายูรันในห้องด้านใน เหลือเพียงหลิงเยวี่ย ไป๋หลิง เซี่ยหลานอิง และซูเม่ยเหยาอยู่ในห้องรับรองด้านนอก
บรรยากาศเงียบลงครู่หนึ่ง
ซูเม่ยเหยากวาดสายตามองไปรอบห้องอีกครั้งอย่างอดไม่ได้
ตั้งแต่ก้าวเข้ามา นางยังไม่มีเวลาสนใจรายละเอียดของตำหนักแห่งนี้มากนัก เพราะทั้งใจจดจ่ออยู่กับอาการของยูรัน แต่ตอนนี้เมื่อทุกอย่างสงบลงเล็กน้อย สิ่งที่อยู่รอบตัวกลับทำให้นางยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกแปลกประหลาด
ผนังเรียบสะอาดไร้ฝุ่น โต๊ะเก้าอี้จัดวางเป็นระเบียบ แสงไฟนุ่มนวลส่องลงมาจากเพดานโดยไม่เห็นตะเกียงแม้แต่ดวงเดียว อากาศในห้องเย็นสบายกำลังดี ทั้งที่ด้านนอกลมกลางคืนเริ่มหนาวแล้ว
เซี่ยหลานอิงเองก็มองแผ่นป้ายหยกเล็ก ๆ ข้างประตูด้วยสายตาสนใจ
“ตำหนักนี้... ไม่เหมือนตำหนักของสำนักทั่วไปเลย”
ไป๋หลิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเรียบ
“ศิษย์น้องเป็นคนสร้าง”
ซูเม่ยเหยาหันมามองนางทันที
“ยูรันสร้างทั้งหมดนี่เองหรือ”
ไป๋หลิงพยักหน้า
“ใช่”
เซี่ยหลานอิงมองไปรอบห้องอีกครั้ง
“นี่ไม่ใช่แค่เรือนพักแล้ว มันแทบจะเป็นราชวังแล้วนะ”
นางหยุดไปเล็กน้อย ก่อนมองไปทางประตูที่เพิ่งปิดลง
“แถมยังมีระบบป้องกันที่แม้แต่ศิษย์สายตรงของยอดเขาเองก็เข้าไม่ได้ หากไม่มีสิทธิ์ผ่าน”
ไป๋หลิงกล่าวเสียงเรียบ
“ทุกพื้นที่ถูกแบ่งสิทธิ์ไว้ชัดเจน ประตูหลัก ห้องรับรอง ห้องครัวใหญ่ ห้องเก็บของ ทางขึ้นชั้นบน เขตใน เขตนอก ล้วนต้องใช้ป้ายผ่านตำหนัก”
ซูเม่ยเหยาอดถามไม่ได้
“แล้วถ้าไม่มีป้ายล่ะ”
“เข้าไม่ได้”
คำตอบของไป๋หลิงสั้นมาก
เซี่ยหลานอิงยิ้มบาง ๆ
“ข้าเคยเห็นค่ายกลประตูวังหลวงมามาก แต่แบบนี้ข้ายังไม่เคยเห็น”
ซูเม่ยเหยาพยักหน้าเห็นด้วย
“ข้าเองก็ไม่เคยเห็นตำหนักที่ควบคุมละเอียดถึงเพียงนี้มาก่อน แม้แต่แสงไฟและอุณหภูมิในห้องยังเหมือนถูกจัดไว้พอดีทั้งหมด”
หลิงเยวี่ยที่เงียบมานานค่อย ๆ ยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“ช่วงที่พวกเจ้าอยู่ที่นี่ ก็ลองศึกษาดูไปก่อนได้ ข้าจะให้ป้ายผ่านตำหนักเอาไว้ ถ้าอยากลองดูห้องคงต้องรอเขาฟื้น”
ไป๋หลิงชะงักทันที
“จะดีเหรอเจ้าคะ? ให้คนนอกศึกษาของพวกนี้แบบนี้”
หลิงเยวี่ยวางถ้วยชาลง แล้วหันไปมองนาง
“เจ้าศึกษาค่ายกลของเขามานาน ทำได้เหมือนเขาไหมล่ะ”
ไป๋หลิงเงียบลงทันที ผ่านมานานขนาดนี้ นางยังทำได้เพียงเข้าใจผิวเผินบางส่วนเท่านั้น
จะให้ทำเหมือนเขา? แม้แต่คิดยังรู้สึกเหนื่อย
ไป๋หลิงถอนหายใจเบา ๆ
“ทำไม่ได้เจ้าค่ะ”
หลิงเยวี่ยพยักหน้า
“เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร”
เซี่ยหลานอิงหัวเราะเบา ๆ
“ผู้อาวุโสหลิง ท่านพูดเหมือนต่อให้ข้าขโมยกลับวังหลวง ข้าก็ใช้ไม่เป็นอยู่ดี”
หลิงเยวี่ยเหลือบมองนาง
“ใช่ ในโลกนี้มีเขาคนเดียวที่ทำได้ และเขาใช้เวลาทำจริง ๆ แค่สามวันเท่านั้น”
คราวนี้แม้แต่เซี่ยหลานอิงก็หัวเราะไม่ออก
ซูเม่ยเหยาหันไปมองผนัง แสงไฟ ประตู และแผ่นป้ายหยกข้างห้อง สีหน้าของนางค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นไม่อยากเชื่อ
“สามวัน?”
ไป๋หลิงพยักหน้าอย่างหนักใจ
“เจ้าค่ะ สามวันแรกเขาทดลองระบบหลายอย่าง วันที่สี่ถึงเริ่มสร้างจริง และเสร็จช่วงเย็นของวันที่หก”
เซี่ยหลานอิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพึมพำ
“แปลว่าใช้เวลาสร้างจริงสามวัน...”
นางมองไปรอบห้องอีกครั้ง
“ตำหนักระดับนี้?”
หลิงเยวี่ยจิบชา
“อืม”
ซูเม่ยเหยาเงียบไปพักใหญ่ ก่อนถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“ตอนแรกข้าคิดว่าเรื่องเครื่องดนตรี อาหาร และค่ายกลของเขาก็น่าตกใจมากพอแล้ว”
นางมองไปทางห้องด้านใน
“แต่ดูเหมือนข้าจะยังประเมินเขาต่ำไปมาก”