คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 48 สรรพนามที่ท่านเรียกข้าจะเปลี่ยนไปนะ8,276 ตัวอักษร

ตอนที่ 48 สรรพนามที่ท่านเรียกข้าจะเปลี่ยนไปนะ

ณ หอประชุมกลางของยอดเขากระบี่

ผู้อาวุโสบางคนจากยอดเขาต่าง ๆ เริ่มจับกลุ่มหารือกันลับ ๆ เรื่องยอดเขาจันทรา โดยอ้างเหตุผลสวยหรูว่าเป็น “ความมั่นคงและความปลอดภัยของสำนัก”

“ยอดเขาจันทรายามนี้ไม่มีกำลังรบระดับสูงเหลืออยู่ หากปล่อยให้ครอบครองสระมรกตและแปลงสมุนไพรปราณต่อไป ย่อมเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยใช่เหตุ” ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าวเสียงต่ำ

อีกคนพยักหน้าเห็นด้วยทันที

“ยอดเขากระบี่ของเรามีศิษย์จำนวนมากที่ต้องใช้ปราณวารีริมสระมรกตขัดเกลาจิตวิญญาณกระบี่ หากโอนพื้นที่นั้นมาอยู่ใต้การดูแลของเรา ย่อมเกิดประโยชน์ต่อสำนักมากกว่าปล่อยให้อยู่ในมือของสตรีและคนพิการ”

ขณะเดียวกัน เย่อ้าวเทียนก็ไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือ

ที่เหลาสุราวิญญาณในเขตศิษย์ชั้นนอก เขาแอบนัดพบศิษย์สายตรงและศิษย์ชั้นนำจากยอดเขาอื่น ๆ อยู่บ่อยครั้ง แสร้งทำเป็นผู้แบกรับภาระของยอดเขาจันทราเพียงลำพัง

“ศิษย์พี่เย่ ช่วงนี้ยอดเขาจันทราของท่านเผชิญเคราะห์หนักจริง ๆ ตอนนี้คงเหลือเพียงท่านที่มีพลังขั้นแก่นทองคำคอยปกป้องยอดเขา ช่างเหนื่อยยากนัก” ศิษย์คนหนึ่งกล่าวพลางรินสุราให้

เย่อ้าวเทียนถอนหายใจ ทำสีหน้าหมองเศร้าแต่เด็ดเดี่ยว

“ขอบคุณศิษย์น้องทุกท่านที่เป็นห่วง แม้ท่านอาจารย์จะตบะร่วงหล่น และศิษย์น้องยูรันจะพิการตาบอดไปตลอดกาล แต่ข้าในฐานะศิษย์เอกชายสายตรง ย่อมไม่อาจทอดทิ้งยอดเขาจันทราได้”

เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“หากวันหนึ่งข้าได้ขึ้นดูแลยอดเขาจันทราอย่างเต็มตัว ข้ายินดีเปิดพื้นที่สระมรกตบางส่วนให้เหล่าสหายเข้ามาฝึกฝนบ่มเพาะร่วมกัน”

คำพูดนั้นฟังดูสง่างามและกตัญญู ทว่าแท้จริงแล้วคือการประกาศกับคนนอกอย่างอ้อม ๆ ว่า

ยอดเขาจันทราอีกไม่นานจะกลายเป็นของเขา

ไม่นาน เย่อ้าวเทียนก็ลอบติดต่อกับตัวแทนของยอดเขากระบี่อย่างเงียบ ๆ ตกลงกันว่า หากเขาได้ขึ้นควบคุมยอดเขาจันทรา เขาจะยอมแบ่งสระมรกตให้ยอดเขากระบี่ใช้ประโยชน์ เพื่อแลกกับการสนับสนุนอำนาจของเขาในสำนัก

บ่ายวันต่อมา

คณะตัวแทนผู้อาวุโสจากยอดเขากระบี่ นำโดยคนสนิทของผู้อาวุโสตู้ฉางคง เดินทางมาเยือนยอดเขาจันทราอย่างเป็นทางการ โดยมีจุดประสงค์แอบแฝงเพื่อกดดันและหยั่งเชิง

หลิงเยวี่ยเดินค้ำไม้เท้าออกมาต้อนรับที่ตำหนักเดิม ใบหน้าของนางดูอ่อนล้าซีดเซียวปานคนไข้

“ผู้อาวุโสหลิงเยวี่ย... ยินดีที่ได้พบอีกครั้ง”

ตัวแทนยอดเขากระบี่เอ่ยทักทายเสียงเรียบ ก่อนกวาดสายตามองรอบโถงอย่างประเมิน

“วันนี้พวกเรานำสารความกังวลจากเบื้องบนมาแจ้งแก่ท่าน ตอนนี้สภาพร่างกายของท่านสั่นคลอน ยอดเขาจันทราขาดกำลังป้องกันระดับสูง ทางผู้อาวุโสใหญ่จึงเสนอให้โอนย้ายสระมรกตและแปลงสมุนไพรชั้นนอกมาอยู่ใต้การดูแลของยอดเขากระบี่ชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยและผลประโยชน์โดยรวมของสำนัก”

คำพูดนั้นฟังดูสุภาพ แต่ความหมายกลับบีบคั้นชัดเจน

หลิงเยวี่ยกระชับไม้เท้าในมือ สองตาจ้องมองอีกฝ่ายนิ่ง ๆ

“เสนอให้โอนย้ายงั้นหรือ ช่างเป็นข้อเสนอที่อ้างอิงความหวังดีจนน่าขันยิ่งนัก”

เสียงของนางไม่ดัง แต่เย็นพอให้บรรยากาศในโถงนิ่งลงทันที

“สำนักเมฆาจันทร์มีกฎชัดเจนว่าห้ามก้าวก่ายดินแดนส่วนตัวของยอดเขาอิสระตราบใดที่ไม่มีการละเมิดกฎสำนัก ตราบใดที่ลมหายใจของข้าหลิงเยวี่ยยังอยู่ แม้ข้าจะเหลือตบะเพียงขั้นรากฐาน ข้อเสนอเห็นแก่ตัวเช่นนี้... ข้าขอปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย”

ตัวแทนยอดเขากระบี่หน้าแข็งไปเล็กน้อย ก่อนฝืนยิ้มเย็น

“แล้วเราจะได้เห็นดีกัน”

พูดจบ เขาก็พาคนของตนถอยกลับไปอย่างเสียหน้า


สามวันต่อมา ความตึงเครียดภายในสำนักเมฆาจันทร์ก็เริ่มขยายวงกว้าง ข่าวที่หลิงเยวี่ยปฏิเสธยอดเขากระบี่ต่อหน้าแพร่กระจายไปทั่ว ทำให้ตู้ฉางคง เจ้าแห่งยอดเขากระบี่ผู้ทรงอิทธิพล รู้สึกเสียหน้าและโกรธอย่างยิ่ง

เขาไม่ยอมปล่อยสระมรกตให้หลุดมือไปง่าย ๆ จึงตัดสินใจเดินทางมายังเขตเชื่อมต่อของยอดเขาจันทราด้วยตนเอง พร้อมศิษย์เอกสายตรงนับสิบคน

ณ ลานหินกว้างบริเวณทางเข้ายอดเขาจันทรา

ตู้ฉางคงในชุดคลุมสีทองลายกระบี่แหวกเมฆายืนตระหง่าน พลังปราณขั้นแปลงเทพขั้นสูงแผ่ออกมากดทับบริเวณรอบด้านจนยอดไผ่ลู่ต่ำ เสียงกระบี่วิเศษรอบกายครางเบา ๆ ราวกับตั้งใจสะกดขวัญผู้คน

หลิงเยวี่ยค่อย ๆ เดินค้ำไม้เท้าออกมาเผชิญหน้า ใบหน้ายังคงซีดเซียวอ่อนล้า ทว่าแววตากลับสงบนิ่งไม่สั่นไหว ไป๋หลิงและหนานอวี้ยืนขนาบอยู่ด้านหลัง

ตู้ฉางคงเอ่ยเสียงทุ้ม

“ผู้อาวุโสหลิงเยวี่ย ข้ามาวันนี้เพื่อความสงบเรียบร้อยของสำนัก ตอนนี้ยอดเขาจันทราของเจ้าอ่อนแอเกินกว่าจะดูแลสระมรกต จงแบ่งพื้นที่ฝั่งตะวันออกครึ่งหนึ่งให้ยอดเขากระบี่ดูแลลาดตระเวนชั่วคราวเสียเถิด”

หลิงเยวี่ยหัวเราะเบา ๆ ก่อนยกมือปิดปากไอเล็กน้อย

“ผู้อาวุโสตู้... ช่างเป็นความห่วงใยที่กว้างใหญ่ปานมหาสมุทรจริง ๆ”

นางกระชับไม้เท้าในมือ

“แต่ข้าขอบอกเจ้าไว้ตรงนี้ ยอดเขาจันทราของข้า แม้ข้าจะตบะร่วงหล่นเหลือเพียงขั้นรากฐาน แต่ค่ายกลและระบบป้องกันรอบสระมรกตยังทำงานสมบูรณ์ ไร้ร่องรอยความอ่อนแอให้หนอนบ่อนไส้หรือหมาป่าตัวใดลอบเข้ามาได้”

แววตาของนางเย็นลง

“หากเจ้าคิดจะแอบอ้างความมั่นคงของสำนักเพื่อกลืนกินดินแดนของข้า ข้าขอเตือนว่าฟันของเจ้าอาจหักหมดปากเสียก่อนที่จะได้ลิ้มรสเนื้อชิ้นนี้”

ตู้ฉางคงหน้าเปลี่ยนสีทันที

“หลิงเยวี่ย! เจ้าอย่าสามหาวนัก ตอนนี้เจ้าไร้ตบะระดับสูงที่จะปกป้องตนเอง หากข้าจะบังคับยึดครอง เจ้าจะเอาอะไรมาสู้!”

หลิงเยวี่ยจ้องตู้ฉางคงตรง ๆ

“หากผู้อาวุโสตู้ดื้อดึงจะลงมือฝ่าฝืนกฎสำนัก ข้าจะยื่นคำร้องต่อเจ้าสำนักและหอลงทัณฑ์กลางโดยตรง”

น้ำเสียงของนางนิ่งมาก

“ลองดูเถิดว่าสำนักเมฆาจันทร์จะยอมให้ผู้ครองยอดเขาใหญ่ใช้อำนาจรังแกผู้ที่เพิ่งเสียสละปกป้องมิติแดนลับหรือไม่”

คำพูดนั้นแทงใจดำตู้ฉางคงอย่างจัง

เขารู้ดีว่าหากลงมือจริง ยอดเขากระบี่จะถูกตราหน้าว่ารังแกผู้มีพระคุณ และเจ้าสำนักย่อมต้องเข้ามาแทรกแซง

ตู้ฉางคงกัดฟันกรอด

“ดี... วันนี้ข้าจะถอยไปก่อน ทว่าอนาคตของยอดเขาจันทราจะเป็นอย่างไร เจ้าเตรียมตัวยอมรับผลลัพธ์ที่จะตามมาเถอะ!”

พูดจบ เขาสะบัดแขนเสื้อ หันหลังพาศิษย์ยอดเขากระบี่ถอยกลับไปด้วยสีหน้าขุ่นเคืองถึงขีดสุด


ความตึงเครียดภายในยอดเขาจันทรายังคงดำเนินต่อไป

ภายใน ตำหนักหลักยังคงเงียบสงบเหมือนเดิม

จนกระทั่งถึงวันที่สิบสี่ที่ยูรันนอนแน่นิ่งราวกับผัก

คืนนั้น เป็นเวรของหลิงเยวี่ยพอดี

นางนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงเช่นทุกครั้ง ถ้วยยาเย็นชืดวางอยู่บนโต๊ะเล็กข้างมือ แสงไฟอ่อน ๆ ส่องลงบนใบหน้าซีดขาวของยูรันอย่างเงียบงัน

ทันใดนั้น ริมฝีปากแห้งผากของเขาขยับเล็กน้อย

เสียงแหบเบาแทบไม่ได้ยินดังขึ้น

“น้ำ”

หลิงเยวี่ยชะงักไปทั้งตัว

“รันเอ๋อร์... เจ้าฟื้นแล้ว”

นางรีบลุกขึ้นไปรินน้ำ แล้วประคองศีรษะของเขาอย่างระมัดระวัง ป้อนน้ำทีละน้อยจนหมดแก้ว

ยูรันกลืนลงอย่างยากลำบาก ก่อนพูดเสียงแห้ง

“ประคองข้าหน่อย”

หลิงเยวี่ยไม่ถามอะไร รีบประคองให้เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง

ยูรันหลับตานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเบา

“เดี๋ยวข้าจะอธิบาย”

หลิงเยวี่ยรีบห้ามทันที

“เจ้าเพิ่งฟื้น พักผ่อนก่อนเถอะ”

ยูรันส่ายหน้าเล็กน้อย

“ไม่เป็นไร ข้ากำลังจะหายแล้ว”

หลิงเยวี่ยขมวดคิ้ว

“ว่ายังไงนะ”

ยูรันลืมตาขึ้นช้า ๆ ดวงตาสีเทาหม่นยังคงไร้ประกายการมองเห็น

“อาจารย์ ใจเย็น ๆ ก่อน ข้าบอกว่าข้ากำลังจะหายแล้ว”

เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนยิ้มบาง ๆ

“ถ้าช้ากว่านี้ ข้าคงนอนไม่สบายแน่ ๆ”

หลิงเยวี่ยมองเขานิ่ง ๆ

แม้ในใจจะเต็มไปด้วยคำถาม แต่นางก็พยักหน้าเบา ๆ รอดูว่าศิษย์รักของตนจะทำอะไร

ยูรันค่อย ๆ ยกมือขึ้นอย่างเชื่องช้า นิ้วที่ยังซีดขาวประสานมุทราทีละชั้น ก่อนเอ่ยเสียงแหบพร่า

“พันธะ”

“ผนึกร้อยชีวิต”

“พันธนาการแห่งการสดับ”

ทันใดนั้น ตรารูปกางเขนกลับหัวขนาดเล็กพลันปรากฏขึ้นบนหน้าผากของยูรัน

ลวดลายนั้นเป็นสีฟ้าหม่น คล้ายประกายดาวที่ถูกกดทับอยู่ในความมืด

ยูรันไม่รอช้า เอ่ยเสียงต่ำต่อทันที

“ปลดปล่อยผนึกร้อยชีวิต”

สิ้นเสียงนั้น ตราบนหน้าผากแตกกระจายเป็นเส้นแสงเล็ก ๆ วิ่งไปทั่วร่างของเขา

เส้นแสงเหล่านั้นเลื้อยผ่านผิวหนังที่ไหม้เกรียม ผ่านรอยแผล ผ่านแขนขาที่เคยบิดผิดรูป และผ่านเส้นชีพจรที่แหลกเหลวภายในร่าง

ควันสีขาวบาง ๆ ลอยออกจากบาดแผลทีละจุด

จากนั้นภาพที่แทบเป็นไปไม่ได้ก็เกิดขึ้นต่อหน้าหลิงเยวี่ย

ผิวหนังที่ไหม้เกรียมค่อย ๆ หลุดลอกและสมานกลับเป็นปกติ

เส้นเลือดที่ปริแตกทั่วร่างเชื่อมต่อกันใหม่

ชีพจรที่เคยขาดกระจายเริ่มไหลเวียนอีกครั้ง

กระดูกที่ถูกบดละเอียดราวกับผง ค่อย ๆ รวมตัว ประสาน และจัดรูปกลับเข้าที่อย่างรวดเร็ว

ลมหายใจที่เคยเบาจนแทบดับ เริ่มกลับมาสม่ำเสมอ

ใบหน้าซีดขาวของยูรันค่อย ๆ มีสีเลือดจาง ๆ กลับคืนมา

หลิงเยวี่ยเบิกตากว้าง

นางเคยเห็นโอสถระดับสูง เคยเห็นวิชารักษาล้ำลึก เคยเห็นค่ายกลฟื้นฟูร่างกายมากมาย

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ไม่เหมือนสิ่งใดที่นางเคยรู้จัก

มันไม่ใช่การรักษาธรรมดา

ราวกับร่างกายที่แตกสลายของยูรันกำลังถูกเขียนขึ้นใหม่ทีละส่วน

หลิงเยวี่ยมองศิษย์รักตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ

“รันเอ๋อร์... นี่มัน...”

ยูรันไม่ได้ตอบทันที

เขาค่อย ๆ ขยับไหล่ แล้วลุกขึ้นจากเตียงอย่างเชื่องช้า ก่อนบิดขี้เกียจหนึ่งครั้ง

กร๊อบแกร๊บ

เสียงกระดูกและข้อต่อดังขึ้นเบา ๆ หลังจากนอนนิ่งมานานสิบสี่วัน

ยูรันถอนหายใจอย่างโล่งอก

“ดูเหมือนข้าจะหลับไปสิบสี่วัน”

เขาหันมาทางหลิงเยวี่ย ดวงตาสีเทาหม่นยังคงไร้แววการมองเห็น แต่สีหน้ากลับสงบนิ่งเหมือนเดิม

“อาจารย์คงเหนื่อยแย่”

หลิงเยวี่ยนิ่งไปครู่หนึ่ง

นางยังไม่ทันได้ตอบ ยูรันก็ยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวต่อ

“และดูเหมือนสรรพนามที่ท่านเรียกข้าจะเปลี่ยนไปนะ”

หลิงเยวี่ยชะงักทันที

นางเพิ่งรู้ตัวว่าตลอดหลายวันที่ผ่านมา ในยามที่เขาหมดสติ นางเผลอเรียกเขาว่า “รันเอ๋อร์” ไปแล้วไม่รู้กี่ครั้ง

แต่พอเขาฟื้นขึ้นมาตรงหน้า และพูดออกมาเช่นนี้ นางกลับไม่รู้ควรตอบอย่างไรดี

ใบหูของหลิงเยวี่ยแดงขึ้นเล็กน้อยอย่างยากจะสังเกต