คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 49 อะไรนะ?! ตอนแรกตาบอด ตอนนี้หูหนวกด้วย?!7,048 ตัวอักษร

ตอนที่ 49 อะไรนะ?! ตอนแรกตาบอด ตอนนี้หูหนวกด้วย?!

ยูรันโบกมือเบา ๆ

“ช่างเถอะ แค่ชื่อเรียก จะเรียกยังไงก็ได้ เรื่องนั้นไม่สำคัญ”

เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนถามต่ออย่างเป็นธรรมชาติ

“มีใครมาเล่นแง่อะไรบ้างรึเปล่า”

หลิงเยวี่ยรีบดึงสติกลับมา

“มี ผู้อาวุโสตู้ฉางคง”

ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง

“ใครอะ?”

“...”

หลิงเยวี่ยมองเขาราวกับถามว่า ขนาดผู้อาวุโสใหญ่ในสำนักยังไม่รู้จัก แล้วเจ้ารู้จักใครบ้าง

ยูรันเหมือนจะอ่านบรรยากาศได้ จึงไอเบา ๆ

“แค่ก ๆ ท่านอาจารย์ ข้าไม่ได้ออกไปไหน จะไม่รู้จักก็ไม่แปลกหรอก”

เขาโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“ช่างเถอะ พรุ่งนี้ค่อยประกาศว่าข้าหายแล้วก็พอ เท่านี้แหละ”

หลิงเยวี่ยขมวดคิ้ว

“แค่นี้?”

ยูรันพยักหน้า

“ใช่ แค่นี้ แล้วจะมีอะไรอีก”

หลิงเยวี่ยไม่ถามเรื่องตู้ฉางคงเพิ่ม สิ่งที่นางอยากรู้กว่าคือพลังประหลาดที่เขาใช้

ยูรันเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ราวกับรู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่

“เอาละ ข้ารู้ว่าท่านอยากรู้ว่าพันธะมันคืออะไร”

หลิงเยวี่ยนิ่งทันที

ยูรันกล่าวต่อเสียงเรียบ

“ก่อนอื่น ขอให้ท่านรู้ไว้ว่า ตอนนี้ข้าหูหนวกตาบอด”

หลิงเยวี่ยหน้าเปลี่ยนสีทันที

“อะไรนะ”

ยูรันพยักหน้า

“ถูกแล้ว พันธะของข้ามันคือการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม จะแลกอะไรก็ได้ แต่ต้องให้สิ่งที่มีค่าเท่าเทียมกันออกไป”

เขายกนิ้วขึ้นช้า ๆ

“อย่างเช่นเมื่อครู่ ข้าแลกผนึกร้อยชีวิตออกมา แลกกับการได้ยินของข้า”

จากนั้นเขายกนิ้วอีกข้าง

“หรืออย่างตอนวิหาร ข้าแลกพลังเนตรออกมา แลกกับการมองเห็นของข้า”

“ดังนั้นตอนนี้ หูของข้าจึงหนวกสนิท และตาของข้าก็บอดสนิทไปแล้ว”

หลิงเยวี่ยรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัด

“รันเอ๋อร์ ข้า...”

นางยื่นมือออกไปโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วลูบแก้มของเขาอย่างแผ่วเบา

ยูรันนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนเอียงหน้ารับสัมผัสนั้นอย่างไม่ขยับหนี

จากนั้นจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย

“อาจารย์ ท่านรู้ไหม โดยปกติ มีแต่ศิษย์ที่จะหาโอกาสแต๊ะอั๋งอาจารย์ตัวเอง จนโดนอาจารย์เรียกว่าศิษย์ทรยศ เหตุการณ์ที่สลับกันแบบนี้ ข้าควรเรียกว่าอะไรดี”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่ออย่างจริงจังมาก

“อาจารย์คิดไม่ซื่อ?”

หลิงเยวี่ยมือค้างอยู่บนแก้มเขาทันที

ห้องทั้งห้องเงียบลงอย่างน่าประหลาด

ครู่หนึ่ง นางค่อย ๆ ดึงมือกลับอย่างช้า ๆ ใบหน้ายังคงสงบนิ่งเหมือนเดิม ทว่าใบหูกลับแดงขึ้นอย่างปิดไม่มิด

“เจ้าเพิ่งฟื้นก็ปากดีนักนะ?”

ยูรันตอบกลับทันที

“ท่านก็รู้ ข้าปากดีอยู่แล้ว”

หลิงเยวี่ยมองเขานิ่ง ๆ ก่อนถามเสียงเบาลง

“เจ้า... ไม่เสียใจรึไง”

ยูรันเอียงคอเล็กน้อย

“เรื่องหูกับตาอะเหรอ”

เขาถอนหายใจเหมือนนางถามเรื่องแปลกมาก

“ท่านนี่ก็แปลกนะ ข้าพูดแบบนี้มาครั้งนี้เป็นรอบที่สามแล้วนะ”

หลิงเยวี่ยขมวดคิ้ว

ยูรันยกนิ้วแตะหูตัวเอง

“ข้าคุยกับท่านรู้เรื่อง แปลว่าข้าได้ยินน่ะสิ ส่วนเรื่องตา ตอนที่ท่านยื่นมือมาตะกี้ ข้าก็เอียงหน้าให้แตะนะ ก็แปลว่าข้ามองเห็นสิ”

หลิงเยวี่ยนิ่งไปทันที

ยูรันยิ้มบาง ๆ

“ท่านอย่ากังวลไปเลย ไม่สำคัญหรอก นิด ๆ หน่อย ๆ เดี๋ยวก็ชิน”

หลิงเยวี่ยรู้สึกว่า ตนเองไม่ควรเสียแรงต่อล้อต่อเถียงกับเจ้าเด็กเวรนี่อีกต่อไป

นางสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ก่อนกดอารมณ์ทั้งหมดลงไป

ยูรันกลับพูดต่ออย่างสบาย ๆ

“ท่านก็พักผ่อนสักหน่อยเถอะ พรุ่งนี้เรียกทุกคนไปกินข้าวเช้าดูดวงอาทิตย์ขึ้นกันดีกว่า”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนมุมปากยกขึ้นเล็กน้อย

“ข้าจะได้เล่นมุกว่า เอ๊ะ ตาข้าบอด ข้าจะมองเห็นได้ยังไง”

ยูรันหัวเราะเบา ๆ

“ฮี่ ๆ”

หลิงเยวี่ยหลับตาลงช้า ๆ

นางไม่รู้ว่าควรดีใจที่เขาฟื้นแล้ว หรือควรจับเขากดกลับไปนอนต่ออีกสักสิบสี่วันดี


ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วยาม ยูรันผูกผ้าปิดตาสีดำแล้วลงไปทำอาหาร กลิ่นหอมลอยฟุ้งไปทั่วตำหนัก และวันนี้มีอาหารมากกว่าปกติ

หลิงเยวี่ยตามขึ้นมาบนดาดฟ้าก่อนใคร นางไม่ได้ถามอะไร เพียงนั่งลงตรงข้ามเขาเงียบ ๆ มองโต๊ะอาหารที่ถูกจัดวางไว้อย่างเรียบร้อย

อาหารเช้าร้อน ๆ ชาอุ่น ๆ และลมเย็นก่อนรุ่งสาง ทำให้บรรยากาศบนดาดฟ้าเงียบสงบอย่างน่าประหลาด

ทั้งสองคนนั่งรออยู่เช่นนั้น จนเหลืออีกสองเค่อก่อนพระอาทิตย์ขึ้น หลิงเยวี่ยจึงส่งกระแสจิตเรียกทุกคนให้ขึ้นมาบนดาดฟ้า

หนานอวี้ได้รับข้อความ แต่กลับวิ่งไปดูห้องยูรันก่อน เมื่อเห็นเตียงว่างเปล่า ใบหน้าก็ซีดลงทันที

“ศิษย์น้อง?”

ไม่มีเสียงตอบ นางจึงรีบขึ้นดาดฟ้า แล้วพบยูรันในชุดเรียบง่ายกับผ้าปิดตาสีดำ นั่งรออยู่ข้างโต๊ะอาหารด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อยเช่นเดิม

หนานอวี้นิ่งค้างไปชั่วอึดใจ

แล้วชั่วพริบตาถัดมา นางก็ร้องไห้โฮออกมาทันที

“ศิษย์น้อง!”

นางวิ่งถลาเข้าไปกอดเขาแน่น น้ำตาไหลทะลัก

“ฮึก... ศิษย์น้อง... ฮึก... ข้าคิดว่า... ฮึก... เจ้าจะไม่ฟื้นอีกแล้ว...”

ยูรันชะงักเล็กน้อย ก่อนยกมือตบหลังนางเบา ๆ

“ทำให้ท่านเป็นห่วงแล้วศิษย์พี่”

“เดี๋ยวรอทุกคนมา ข้าค่อยเล่าให้ฟังนะว่าเกิดอะไรขึ้น”

หนานอวี้ยังกอดเขาแน่น ไม่ยอมปล่อยทันที

ยูรันจึงถอนหายใจเบา ๆ

“ให้ข้าเช็ดน้ำตาให้สักหน่อยนะ แล้วก็ดื่มชาก่อน ท่านตาบวมหมดแล้ว”

หนานอวี้รีบพยักหน้าทั้งน้ำตา ก่อนค่อย ๆ ผละออกอย่างไม่เต็มใจ

นางนั่งลงข้างเขา แล้วยื่นหน้าเข้าไปหาอย่างว่าง่าย

ยูรันหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมา ค่อย ๆ เช็ดคราบน้ำตาบนแก้มของนางอย่างระมัดระวัง

หนานอวี้เม้มปาก น้ำตายังคลออยู่ แต่สีหน้าที่แตกตื่นเมื่อครู่ค่อย ๆ สงบลงทีละน้อย

เมื่อเช็ดเสร็จ ยูรันก็รินชาอุ่นส่งให้นาง

หนานอวี้รับถ้วยชาแล้วเอียงตัวพิงเขาเหมือนกลัวว่าจะหายไปอีก ยูรันเพียงลูบศีรษะนางเบา ๆ

ไม่นานหลังจากนั้น หลานชิงอวี้ก็ขึ้นมาถึงดาดฟ้า

เมื่อเห็นยูรันสวมผ้าปิดตานั่งอยู่ข้างโต๊ะ โดยมีหนานอวี้พิงอยู่ข้าง ๆ ฝีเท้าของนางก็หยุดชะงัก

ดวงตาของหลานชิงอวี้สั่นไหว

“ศิษย์พี่ยู...”

เสียงของนางเบามาก

ยูรันหันหน้ามาทางนางอย่างแม่นยำ

“อรุณสวัสดิ์ ชิงอวี้”

เพียงประโยคนั้น น้ำตาที่นางพยายามกลั้นมาตลอดหลายวันก็เอ่อล้นขึ้นมาในทันที

หลานชิงอวี้กัดริมฝีปากแน่น ก่อนรีบเดินเข้ามาหาเขา

นางนั่งลงอีกด้านหนึ่งของยูรัน แล้วจับมือเขาไว้แน่น

“ท่านฟื้นแล้วจริง ๆ”

ยูรันพยักหน้าเบา ๆ

“อืม ฟื้นแล้ว”

หลานชิงอวี้หลับตาลง น้ำตาหนึ่งหยดไหลตกลงบนหลังมือของยูรันอย่างเงียบงัน

หนานอวี้เหลือบมอง แต่คราวนี้ไม่ได้พูดแซว

หลังจากนั้นไม่นาน ไป๋หลิงก็เดินขึ้นมาบนดาดฟ้า

นางไม่ได้มาคนเดียว

ด้านหลังของนางคือซูเม่ยเหยาและเซี่ยหลานอิงที่พักอยู่บนยอดเขาจันทราชั่วคราว

เมื่อเห็นยูรันนั่งอยู่ที่โต๊ะ ไป๋หลิงก็แข็งค้าง มือที่ถือถาดยาสั่นอย่างควบคุมไม่ได้

“ศิษย์น้อง...”

ยูรันหันมาทางนาง

“ศิษย์พี่รอง อรุณสวัสดิ์”

เสียงทักทายธรรมดานั้น ทำให้ไป๋หลิงเหมือนถูกบางอย่างกระแทกเข้ากลางอก

นางยืนเงียบอยู่นาน ก่อนค่อย ๆ สูดลมหายใจเข้าลึก

“เจ้าฟื้นแล้ว”

“อืม”

“เจ็บตรงไหนไหม”

ยูรันคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ไม่มี”

ไป๋หลิงนิ่งไปกับคำตอบสั้น ๆ ของเขา

ซูเม่ยเหยาที่เดินตามมาข้างหลังชะงักไปเช่นกัน

เซี่ยหลานอิงมองยูรันอย่างไม่อยากเชื่อ

เด็กหนุ่มที่เมื่อวานยังเหมือนศพมีลมหายใจ ตอนนี้กลับนั่งทักทายทุกคนด้วยสีหน้าสงบนิ่ง

ซูเม่ยเหยารีบก้าวเข้ามาทันที

“ข้าขอตรวจอาการเจ้าเดี๋ยวนี้”

ยูรันยกมือขึ้นเบา ๆ ให้ตรวจอย่างว่าง่าย

“เชิญ”

ซูเม่ยเหยาวางนิ้วลงบนชีพจร ส่งพลังปราณตรวจอย่างระมัดระวัง ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนเป็นความไม่เข้าใจ

“หายแล้ว...”

ทุกคนเงียบลงทันที

ซูเม่ยเหยาตรวจซ้ำอีกครั้งอย่างละเอียด ก่อนเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

“หายสนิท ไม่มีบาดแผลเลย กระดูก เส้นเลือด ชีพจร ผิวหนัง ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติทั้งหมด”

หนานอวี้เบิกตากว้าง

“จริงเหรอ?!”

ซูเม่ยเหยาพยักหน้า แต่สีหน้าของนางยังไม่ได้คลายลง

“เพียงแต่...”

หนานอวี้รีบถามทันที

“เพียงแต่?”

ซูเม่ยเหยามองหน้าผากของยูรัน

“เพียงแต่มีสัญลักษณ์แปลก ๆ ขึ้นมาบนหน้าผากของเขา”

ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน

ใต้ไรผมของยูรัน มีตราเล็ก ๆ สีฟ้าหม่นปรากฏอยู่จาง ๆ ลักษณะคล้ายกางเขนกลับหัวที่เป็นประกายดวงดาว ดูไม่เหมือนค่ายกล ไม่เหมือนคำสาป และไม่เหมือนรอยแผลใด ๆ

ซูเม่ยเหยาขมวดคิ้ว

“ข้าไม่รู้ว่ามันคืออะไร”

นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อเสียงหนักขึ้น

“และที่สำคัญ ดวงตาของเขายังบอดสนิทเหมือนเดิม แล้วยังดูเหมือนว่า... หูของเขาจะหนวกเพิ่มขึ้นมาด้วย”

หนานอวี้หน้าเปลี่ยนสีทันที

“อะไรนะ?! ตอนแรกตาบอด ตอนนี้หูหนวกด้วย?!”

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ

“เอาไว้ก่อนแล้วกัน พวกท่านกินข้าวแล้วดูพระอาทิตย์ขึ้นก่อนนะ แต่ข้าตาบอดคงดูด้วยไม่ได้”