คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 51 สำหรับข้าง่ายนะ7,891 ตัวอักษร

ตอนที่ 51 สำหรับข้าง่ายนะ

กลับมาทางฝั่งยอดเขาจันทรา

เช้าวันนั้น ทุกคนยังคงกินข้าวเช้าและดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยกันบนดาดฟ้าเหมือนเดิม

หลังเสร็จกิจประจำวัน เฮยหลงกับเยว่หลินก็ยกอาหารที่พวกตนทำออกมาให้ทุกคนชิม

จานตรงหน้ามีสีสันและรูปร่างแปลกประหลาดจนทำให้ทั้งโต๊ะเงียบลงไปชั่วขณะ

ยูรันมองสภาพอาหารอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ยกตะเกียบขึ้น

หนานอวี้รีบยกมือห้ามทันที

“เดี๋ยวก่อนศิษย์น้อง เจ้าแน่ใจนะว่าไอ้นี่กินได้”

ยูรันตอบอย่างไม่มั่นใจนัก

“มันก็น่าจะได้นะ”

พูดจบ เขาก็คีบอาหารเข้าปากลองเป็นคนแรก

ทุกคนมองเขาเงียบ ๆ

ยูรันเคี้ยวอยู่สองสามครั้ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ

“อืม สำหรับข้า และสำหรับพวกเจ้าที่ทำครั้งแรก เหมือนจะพอใช้ได้นะ แต่ว่า...”

เฮยหลงกับเยว่หลินรีบสะดุ้ง

“แต่ว่า?”

ยูรันหันไปทางพวกเขา

“พวกแกได้ลองกินอาหารที่ตัวเองทำ เทียบกับอาหารของข้ารึเปล่า”

เฮยหลงกับเยว่หลินหน้าซีดเผือดทันที

พวกเขาเหมือนเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองทำผิดพลาดใหญ่หลวงไปแล้ว

“มะ... ไม่ได้ลองของตัวเองขอรับ”

“ไม่ได้ลองเจ้าค่ะ”

ยูรันวางตะเกียบลงช้า ๆ

“แล้วทำไมไม่ชิมก่อนล่ะวะ คนทำอาหารอะไรไม่ชิมอาหารตัวเอง แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าอร่อยไม่อร่อย ไอ้พวกโง่นี่”

เฮยหลงกับเยว่หลินก้มศีรษะต่ำลงทันที

ยูรันกล่าวเสียงเรียบ

“จะไม่มีครั้งต่อไป”

ทั้งสองรีบพยักหน้ารับคำพร้อมกัน

“ขอรับ / เจ้าค่ะ”

ยูรันมองอาหารบนโต๊ะอีกครั้ง

“ส่วนอาหารพวกนี้ คนอื่นกินไม่ได้หรอก เอาไปบดแล้วหาที่เก็บไว้ก่อน จะได้เอาไปแบ่งทำปุ๋ยกับอาหารสัตว์ พอดีกำลังจะทำสวนสมุนไพร สวนผลไม้ แล้วก็ฟาร์มสัตว์บก”

เฮยหลงกับเยว่หลินแข็งค้างไปเล็กน้อย

อาหารที่พวกเขาทำ... กลายเป็นปุ๋ยกับอาหารสัตว์ไปแล้ว

ยูรันหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะ

“หาที่เก็บได้แล้วแจ้งศิษย์พี่รองไว้ด้วย อ้าว นี่หนังสือสำหรับดูแลฟาร์มสัตว์น้ำเพิ่ม ไปอ่านให้เข้าใจซะ ถ้าไม่เข้าใจก็อ่านจนกว่าเข้าใจ ถ้ายังไม่เข้าใจอีก ถามชิงอวี้แล้วกัน พอดีข้างานเยอะ”

หลานชิงอวี้ชะงัก

“ข้าเหรอเจ้าคะ?”

ยูรันพยักหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ

“อืม เจ้านั่นแหละ”

พูดจบ เขาก็โบกมือให้เฮยหลงกับเยว่หลินยกอาหารออกไป

ทั้งสองรีบรับคำ ก่อนรีบเก็บจานแล้วออกจากดาดฟ้าไปอย่างรวดเร็ว เหมือนกลัวว่าหากช้าไปอีกนิด อาหารเหล่านั้นจะเปลี่ยนจากปุ๋ยเป็นหลักฐานลงโทษแทน

เมื่อทั้งสองจากไป หลานชิงอวี้จึงขมวดคิ้วมองยูรัน

“ศิษย์พี่ ที่บอกว่างานเยอะ ท่านแค่ขี้เกียจใช่ไหม”

ยูรันตอบทันที “ใช่สิ งานเยอะเลยต้องขี้เกียจไง”

เขายกถ้วยชาขึ้นจิบ

“ตะกี้ก็บอกแล้วว่าต้องทำสวนกับฟาร์มเพิ่มนะ แค่คิดก็สยองแล้ว จะไม่ให้ขี้เกียจได้ยังไง”

หนานอวี้พยักหน้าอย่างจริงจัง

“ใช่ ข้าเห็นด้วย แค่คิดก็ขี้เกียจแล้ว”

ไป๋หลิงมองทั้งสองคนด้วยสายตาเหนื่อยใจ

ยูรันวางถ้วยชาลง

“เอาเถอะ มาเข้าเรื่องเถอะ เมื่อวานข้าก็ลืม แล้วก็ดันไม่มีใครเตือนเลย”

ไป๋หลิงถามทันที “เรื่องอะไรเหรอ”

ยูรันตอบสั้น ๆ “ทุกเรื่อง”

ทุกคนบนโต๊ะเงียบลงทันที

จากนั้นสีหน้าของแต่ละคนก็ค่อย ๆ จริงจังขึ้นโดยไม่ได้นัดหมาย

ยูรันเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ

“เอาตามลำดับจากเหตุการณ์แล้วกัน ศิษย์พี่คงสงสัยว่าข้าหายไปได้ยังไงตอนเกิดระเบิด”

เขาหยุดไปเล็กน้อย

“มันคือทัศนะศูนย์กับทัศนะบูรณา ศิษย์พี่กับศิษย์น้องน่าจะเจอมาแล้ว”

หนานอวี้กับหลานชิงอวี้ชะงักทันที

ยูรันกล่าวต่อ

“ทัศนะศูนย์ทำให้ทุกคนสัมผัสถึงตัวตนของข้าไม่ได้ในระยะหนึ่ง พลังตอนนี้ของข้าน้อยอยู่ ขอบเขตมันเลยอยู่แค่รอบตัว ถ้าพลังมาก ๆ อาจจะได้ไกลหลายร้อยลี้หรือหลายพันลี้”

“ส่วนทัศนะบูรณาตรงข้ามกัน มันทำให้คนที่ข้าเลือกสามารถมองเห็นตัวตนของข้าได้ในระยะของเป้าหมายที่ข้าเลือก จุดศูนย์กลางคือคนที่ข้าเลือก ไม่ใช่ตัวข้า”

หนานอวี้กัดฟันทันที

“เจ้าบ้า แล้วเจ้าจะทำไปทำไม!”

ยูรันตอบอย่างเป็นธรรมชาติ

“เพราะมันจะมีระเบิดน่ะสิ ถ้าข้าไม่อยู่ มิติก็หายไป ทุกคนก็ตาย”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเสริมอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“ยกเว้นข้าอะนะ ข้ารอดอยู่แล้ว”

“...”

ทั้งโต๊ะเงียบไปชั่วขณะ

ยูรันไม่สนใจ แล้วพูดต่อ

“ระฆังนั่นดูเหมือนจะเป็นของวิเศษ แล้วก็ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในตัวเอง ไม่สิ สลับกัน มันเกิดขึ้นมาเป็นแกนกลางของมิติก่อน แล้วค่อยกลายเป็นของวิเศษ ประมาณนั้น”

เซี่ยหลานอิงขมวดคิ้วทันที

“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร”

ยูรันตอบสั้น ๆ

“ลางสังหรณ์และกลิ่น”

เซี่ยหลานอิงนิ่งไปทันที

“ห๊ะ?”

นางมองเขาเหมือนไม่แน่ใจว่าตัวเองได้ยินผิดหรือไม่

“นี่เจ้ากำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ ลางสังหรณ์เนี่ยนะ?”

หลานชิงอวี้รีบกล่าวเสียงจริงจัง

“รัชทายาทเพคะ ลางสังหรณ์และการดมกลิ่นของศิษย์พี่ยูแม่นมากนะเพคะ ไม่เคยพลาดเลยสักครั้ง”

ไป๋หลิงพยักหน้าเห็นด้วย

“จริง”

เซี่ยหลานอิงมองทั้งสองคน แล้วหันกลับไปมองยูรันอีกครั้ง

นางยังคงไม่อยากเชื่อ

ซูเม่ยเหยากลับยิ้มบาง ๆ ด้วยความสนใจ

“อัศจรรย์จริง ๆ”

[ข้าต้องเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้เซียวซินเยวี่ยฟังแล้วสิ นางต้องชอบแน่]

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนพูดต่อ

“ต่อไปเป็นเรื่องระเบิดกับคำขอ”

ทุกคนเงียบลงอีกครั้ง

“พอดีข้าขอให้อาจารย์แกล้งบาดเจ็บ เพื่อจะได้สังเกตผู้อาวุโสบางคนนิดหน่อย”

เขาเอียงคอคิดเล็กน้อย

“อืม เป็นไปตามคาด มีอยู่คนหนึ่ง”

หลิงเยวี่ยถามเสียงเรียบ

“ตู้ฉางคง?”

ยูรันพยักหน้า

“น่าจะใช่”

จากนั้นเขากล่าวต่ออย่างสงบ

“ส่วนเรื่องระเบิด ข้าใช้พลังบางอย่างแลกเปลี่ยนพลังมาเพื่อหยุดระเบิด”

ยูรันวางถ้วยชาลง

“และแลกกับการสูญเสียดวงตาถาวร ไม่มีใครรักษาได้หรอก ตามนั้น ห้ามถามเพิ่ม ข้าไม่อยากบอกก็คือไม่อยากบอก”

ทุกคนเงียบลงทันที

แม้หนานอวี้อยากถามต่อจนแทบกัดริมฝีปาก แต่เมื่อได้ยินน้ำเสียงของยูรัน นางก็จำใจกลืนคำถามทั้งหมดลงไป

ยูรันกล่าวต่อเหมือนไม่มีอะไร

“เรื่องผู้อาวุโสตู้คงไม่เท่าไร เพราะมีงูสองตัวอยู่แล้ว ต่อไป สัญลักษณ์บนหน้าผาก”

ยูรันยกนิ้วแตะหน้าผากตนเองเบา ๆ

“ผู้อาวุโสซูคงอยากรู้มากที่สุด มันคือผนึกร้อยชีวิต ข้าแลกมาโดยทำเหมือนกับตอนระเบิด แลกเปลี่ยนผนึกกับหูของข้า ข้าถึงหูหนวก”

ซูเม่ยเหยาเงยหน้าขึ้นทันที

ดวงตาของนางเปลี่ยนเป็นจริงจังอย่างชัดเจน

ยูรันพูดต่อ

“ความสามารถของมันคือ การฟื้นคืนสภาพเซลล์ให้กลับไปสู่จุดสูงสุดที่เซลล์นั้นเคยเป็น”

ซูเม่ยเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย

“เซลล์?”

ยูรันโบกมือ

“อธิบายแบบง่าย ๆ ก็คือรักษาให้แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เป็นไปได้”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง

“วิชานี้ฝึกก็ได้ แต่มันนาน ข้าเลยใช้ทางลัดนิดหน่อย”

ซูเม่ยเหยาค่อย ๆ นั่งตัวตรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ยูรันหันไปทางนาง

“ท่านอยากฝึกไหมล่ะ”

ทั้งโต๊ะเงียบลงทันที

ซูเม่ยเหยานิ่งค้างไปชั่วขณะ

“ข้า... ฝึกได้?”

“ได้”

ยูรันตอบอย่างไม่ลังเล

“มันสามารถใช้กับคนอื่นได้ด้วยนะ ตราบใดที่พลังปราณของท่านยังไม่แห้งเหือด และหัวใจของอีกฝ่ายยังเต้นอยู่ ต่อให้ไม่มีหัว ก็ฟื้นขึ้นมาได้”

ซูเม่ยเหยารู้สึกเหมือนลมหายใจของตนสะดุดไป

ต่อให้ไม่มีหัว...

ก็ฟื้นขึ้นมาได้?

สำหรับคนสายโอสถอย่างนาง ประโยคนี้ไม่ใช่แค่เกินจริง

แต่มันแทบจะเหยียบสามัญสำนึกของวิชาแพทย์ทั้งหมดในโลกเซียนจนแหลกละเอียด

ยูรันยังคงพูดต่ออย่างใจเย็น

“แข็งแกร่งกว่ากายาเบญจธาตุขั้นสมบูรณ์มาก เพราะมันสามารถฝึกได้ ไม่ต้องมีร่างกายพิเศษ”

ซูเม่ยเหยาวางถ้วยชาลงช้า ๆ

มือของนางสั่นเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้

“เจ้า... รู้หรือไม่ว่าสิ่งที่เจ้าพูดออกมาหมายความว่าอย่างไร”

ยูรันพยักหน้า “รู้สิ”

เขายกถ้วยชาขึ้นจิบอีกครั้ง ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ

“ทุกคนฝึกได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะไปถึงผนึกนี้ได้ ท่านเข้าใจที่ข้าพูดรึเปล่า”

ซูเม่ยเหยาชะงักไป

ยูรันวางถ้วยชาลง

“ข้าเลยไม่กังวลเท่าไรนัก ต่อให้ปล่อยวิชานี้ออกไปทั้งโลก ก็ไม่มีใครฝึกสำเร็จหรอก หากไม่มีข้าคอยช่วย”

เขายกนิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ

“ค่ายกลที่ข้าสร้างขึ้นมาเองก็เหมือนกัน ต่อให้พวกท่านคัดลอกไป ก็ทำอะไรไม่ได้”

เซี่ยหลานอิงหรี่ตาลงเล็กน้อย

ยูรันกล่าวต่ออย่างเรียบเฉย

“ทุกสิ่งที่ข้าสร้าง ขโมยน่ะขโมยได้ แต่เอาไปก็เหมือนขยะดี ๆ นี่เอง ไร้ประโยชน์ ท่านเข้าใจใช่รึเปล่า”

ซูเม่ยเหยาเงียบไปนาน ก่อนจะค่อย ๆ ถอนหายใจออกมา

“เข้าใจแล้ว”

นางมองสัญลักษณ์บนหน้าผากของยูรันอีกครั้ง ดวงตาฉายแววซับซ้อน

“เจ้าไม่ได้กำลังมอบวิชาให้ข้า เจ้ากำลังมอบประตูบานหนึ่งให้ข้า ส่วนจะเดินไปถึงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าข้าจะเดินไปถึงไหม”

ยูรันยิ้มบาง ๆ

“ฉลาดดีนี่ ผู้อาวุโสซู”

เขายกนิ้วแตะหน้าผากตนเองเบา ๆ

“จะบอกวิธีให้แล้วกัน วิธีก็คือ รวบรวมพลังปราณบริสุทธิ์หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วตั้งมันไว้ที่หน้าผากเป็นเวลานาน เดี๋ยวผนึกมันก็ขึ้นมาเอง”

“...”

ทั้งโต๊ะเงียบลงทันที

หนานอวี้กะพริบตาปริบ ๆ “ห๊ะ ง่าย ๆ แค่นี้จริงดิ”

ซูเม่ยเหยาขมวดคิ้วแน่นทันที

“พลังปราณบริสุทธิ์หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์?”

ยูรันพยักหน้า

“ใช่”

ซูเม่ยเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก

“ยูรัน เจ้ารู้หรือไม่ว่าคำว่า ‘บริสุทธิ์หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์’ แทบเป็นไปไม่ได้สำหรับผู้ฝึกตนทั่วไป ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนระดับสูง พลังปราณก็ยังปะปนด้วยธาตุ จิตเจตนา กลิ่นอายวิชา และเศษอารมณ์ของตนเองอยู่เสมอ”

ยูรันเอียงคอเล็กน้อย

“อ้าวเหรอ”

“...”

ซูเม่ยเหยารู้สึกเหมือนอยากกุมขมับ

ไป๋หลิงพึมพำเบา ๆ

“ข้ารู้แล้วว่าทำไมเจ้าถึงบอกว่าทุกคนฝึกได้ แต่ไม่มีใครฝึกสำเร็จ”

หลานชิงอวี้พยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“เงื่อนไขแรกก็เหมือนปิดประตูใส่หน้าคนทั้งโลกแล้วเจ้าค่ะ”

หนานอวี้ถอนหายใจ

“ข้าก็นึกว่าง่ายจริง”

ยูรันตอบอย่างเป็นธรรมชาติ

“สำหรับข้าง่ายนะ”