คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 53 เดินทางปลอดภัย7,528 ตัวอักษร

ตอนที่ 53 เดินทางปลอดภัย

ยูรันยกมือขึ้นเบา ๆ เหมือนตัดบท

“เอาละ พอแค่นี้”

ทุกคนค่อย ๆ หันกลับมามองเขา

ยูรันกล่าวต่ออย่างสบาย ๆ

“เมื่อวานรัชทายาทกับผู้อาวุโสซูมัวแต่สำรวจห้อง เลยไม่ได้มาทานมื้อกลางวันกับมื้อเย็น วันนี้มาทานด้วยนะ”

เขาหยุดคิดเล็กน้อย

“พอดีข้าจะไปเตรียมตัวทำสวนแล้ว เดี๋ยวต้องใช้เจ้างูขุดบ่อเพิ่มอีก”

เซี่ยหลานอิงกับซูเม่ยเหยาชะงักพร้อมกัน

มื้อกลางวัน? มื้อเย็น? มีด้วยเหรอ?

ยูรันเอียงคอเล็กน้อย

“อ้าว นี่ไม่มีใครบอกเหรอ ว่ามีมื้อเที่ยงกับมื้อเย็นด้วยนะ”

หลานชิงอวี้เบือนหน้าหนีทันที

“ข้าคิดว่าศิษย์พี่สามบอกแล้ว”

หนานอวี้สะดุ้ง

“ข้า... ข้า... ข้าก็คิดว่าศิษย์พี่รองบอกแล้ว”

ไป๋หลิงนิ่งเงียบ

“......”

ยูรันมองทั้งสามคนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ

“โยนกันไปโยนกันมาทำไม”

เขาหันไปทางหนานอวี้

“ข้ารู้ว่าศิษย์พี่สามไม่อยากแบ่งอาหาร มันก็แค่นั้นแหละ เลยไม่ได้บอก”

หนานอวี้หน้าแดงทันที

“ข้าไม่ได้—”

ยูรันหันไปทางหลานชิงอวี้

“ส่วนชิงอวี้ ก็แค่ลืม”

หลานชิงอวี้เม้มปาก

“...เจ้าค่ะ”

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“มีสามมื้อ จะกินก็ได้ ไม่กินก็ได้ แล้วแต่”

เซี่ยหลานอิงค่อย ๆ วางตะเกียบลง

“สามมื้อ... ทุกวัน?”

ยูรันพยักหน้า

ซูเม่ยเหยาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมองหนานอวี้ด้วยสายตาเข้าใจทุกอย่าง

หนานอวี้รีบกอดถ้วยข้าวของตนเองแน่นทันที

“มองอะไรเล่า!”

เวลาผ่านไปเช่นนั้น

วันนั้น หลังจากมื้อกลางวันจบลง ยูรันก็พาเฮยหลงกับเยว่หลินไปดูพื้นที่สำหรับทำสวนสมุนไพร สวนผลไม้วิญญาณ และบ่อสัตว์บกเพิ่ม ทั้งสองตัวถูกใช้งานอย่างจริงจังตั้งแต่วันแรก แต่ก็ไม่กล้าบ่นแม้แต่คำเดียว

จนกระทั่งยามเย็น ทุกคนจึงกลับมารวมตัวกันบนดาดฟ้าอีกครั้ง

โต๊ะอาหารถูกจัดไว้เรียบร้อย ลมเย็นพัดผ่านยอดเขาจันทรา แสงอาทิตย์ยามเย็นค่อย ๆ ย้อมทะเลหมอกเบื้องล่างให้กลายเป็นสีทองอมส้ม

เซี่ยหลานอิงมองภาพตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปถามด้วยความสงสัย

“นี่เป็นปกติของยอดเขาจันทราหรือ”

หลานชิงอวี้หันมามองนาง

“หมายถึงอะไรเพคะ”

“กินข้าวด้วยกันทุกมื้อ ทุกวัน รวมถึงนั่งดูพระอาทิตย์ขึ้น แล้วก็ดูพระอาทิตย์ตกด้วยกันแบบนี้”

หลานชิงอวี้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนมองไปทางทุกคนบนโต๊ะ

“ตอนแรกก็ไม่ใช่หรอกเจ้าค่ะ”

นางยิ้มจาง ๆ

“แต่ตอนนี้เหมือนจะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว”

ไป๋หลิงพยักหน้าเบา ๆ

หนานอวี้เองก็พยักหน้าตามอย่างแรง

แม้แต่หลิงเยวี่ยยังยกถ้วยชาขึ้นจิบโดยไม่ปฏิเสธ

เซี่ยหลานอิงมองภาพนั้นแล้วเงียบไปครู่หนึ่ง

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่พิธีกรรมเล็ก ๆ เหล่านี้ทำให้ยอดเขาจันทราดูไม่เหมือนสถานที่ฝึกตนธรรมดา

แต่มันเหมือนบ้านมากกว่า

ยูรันที่นั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งพลันเอ่ยขึ้น

“ขาดไปอย่างหนึ่งนะ”

หนานอวี้หันขวับ

“ขาดอะไรไป”

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“กิจกรรมก่อนดูดาว แล้วก็ดูดาว”

หนานอวี้ตบหน้าผากดังแปะ

“ใช่! เราไม่ได้ดูดาวกันมาหลายวันแล้ว!”

พูดจบ นางก็ขยับเข้ามาใกล้ยูรันทันที เอาหน้าถูไถไหล่เขาอย่างออดอ้อน

“คืนนี้ดูด้วยกันนะศิษย์น้อง นะ ๆ ๆ”

ยูรันนิ่งไปเล็กน้อย

“ศิษย์พี่ ท่านนี่เริ่มเหมือนสัตว์เลี้ยงเข้าไปทุกทีแล้วนะ”

หนานอวี้ไม่สนใจแม้แต่น้อย

“ข้าไม่สน คืนนี้ต้องดูดาว”

ยูรันถอนหายใจเบา ๆ

“ก็ได้ ๆ เซ้าซี้จังนะ คืนนี้อยากเล่นอะไร”

หนานอวี้เบ้ปากทันที

“ไม่เอาแบบคราวก่อนแล้วนะ เจ้าชนะตลอดเลย ขี้โกง!”

ยูรันหัวเราะเบา ๆ

“ฮ่า ๆ ข้าเล่นอะไรก็ชนะตลอดนั่นแหละ ไม่เกี่ยวกับเกมหรอก”

หลานชิงอวี้กับไป๋หลิงหันมามองหน้ากัน ก่อนกลอกตาพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย

[โม้อยู่นั่นแหละ]

ยูรันทำเหมือนไม่รู้สึกถึงสายตานั้น

“แต่คืนนี้ไม่มีร้องเพลงนะ ข้าจะเล่นเครื่องดนตรีอย่างเดียว”

หนานอวี้ชะงัก

“ทำไมล่ะ”

ยูรันตอบทันที

“ขี้เกียจ”

“...”

ทั้งโต๊ะเงียบลงพร้อมกัน

หนานอวี้กัดฟันกรอด

“ศิษย์น้อง สุดท้ายเหตุผลคือขี้เกียจเนี่ยนะ!”

ยามค่ำคืน ดาดฟ้าของตำหนักหลักถูกลมเย็นพัดผ่านอย่างแผ่วเบา

ท้องฟ้าเหนือยอดเขาจันทราเปิดกว้าง ดาวนับไม่ถ้วนพร่างพรายอยู่เหนือทะเลหมอก เบื้องล่างคือสระมรกตที่สะท้อนแสงดาวเป็นประกายระยิบระยับ

โต๊ะลายเปลี่ยนรูปถูกวางไว้กลางดาดฟ้าอีกครั้ง

ไพ่จับโกหกชุดเดิมถูกแจกออกไป

หนานอวี้มองไพ่ในมือ ก่อนเงยหน้ามองทุกคนด้วยสีหน้าทุกข์ระทม

“แบบนี้จะไปชนะได้ยังไง...”

ยูรันนั่งอยู่ด้านข้าง ยกมือขึ้นโบกเบา ๆ

“รอบนี้ข้าไม่เล่นด้วย”

หนานอวี้ชะงักทันที

“จริงเหรอ!”

ยูรันพยักหน้า

“อืม เดี๋ยวข้าเล่นดนตรีสบาย ๆ ให้ฟังไปด้วยแล้วกัน”

พูดจบ เขาก็หยิบกีตาร์ออกมาจากช่องเก็บของ

เซี่ยหลานอิงกับซูเม่ยเหยาชะงักไปพร้อมกัน

เมื่อครู่พวกนางยังตกใจกับโต๊ะที่เปลี่ยนลวดลายตามการสัมผัสได้อยู่เลย

แต่ตอนนี้ยูรันกลับหยิบเครื่องดนตรีรูปร่างประหลาดอีกชิ้นออกมา

เซี่ยหลานอิงแตะปลายนิ้วลงบนพื้นโต๊ะเบา ๆ ลวดลายดวงดาวบนโต๊ะกระเพื่อมตามนิ้วของนางราวกับผิวน้ำ

“นี่มัน... เปลี่ยนลายได้จริง ๆ”

ซูเม่ยเหยามองกีตาร์ในมือยูรัน

“แล้วเครื่องดนตรีนั่นคืออะไรอีก”

ยูรันก้มปรับสายอย่างใจเย็น

“กีตาร์”

คำตอบสั้นมาก

แต่สำหรับคนที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มันยิ่งทำให้อยากถามเพิ่มอีกสิบคำถาม

ทว่าเสียงดีดสายเบา ๆ ดังขึ้นเสียก่อน

ทำนองนุ่มนวลค่อย ๆ ลอยไปกับลมกลางคืน

เกมเริ่มขึ้น

หนานอวี้ลงไพ่ด้วยสีหน้าจริงจังเกินเหตุ หลานชิงอวี้จับโกหกนางได้สองครั้งติด ไป๋หลิงนั่งนิ่งจนเดายาก เซี่ยหลานอิงเล่นอย่างระมัดระวัง ส่วนซูเม่ยเหยากลับหลอกคนอื่นได้แนบเนียนกว่าที่คิด

เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นเป็นระยะ

บางตาหนานอวี้แพ้แล้วโวยวาย

บางตาหลานชิงอวี้พลาดเพราะคิดมากเกินไป

บางตาไป๋หลิงชนะโดยแทบไม่พูดอะไร

เซี่ยหลานอิงเริ่มเข้าใจกติกาเร็วมาก ส่วนซูเม่ยเหยาเล่นไปหัวเราะไปเหมือนได้พักจากเรื่องหนัก ๆ หลายวันเป็นครั้งแรก

ตลอดเวลานั้น ยูรันนั่งอยู่ด้านข้าง

นิ้วของเขาดีดสายกีตาร์เบา ๆ เป็นทำนองสบาย ๆ ไม่แย่งความสนใจจากเกม แต่กลับทำให้บรรยากาศทั้งหมดนุ่มลงอย่างประหลาด

จนดึกมากแล้ว ไพ่จึงถูกเก็บกลับไป

แต่ไม่มีใครลุกกลับห้อง

ยูรันจึงหยิบผ้าปูผืนใหญ่หลายผืนออกมา ปูลงบนดาดฟ้าให้ทุกคนเอนตัวนอนดูดาว

ลมกลางคืนเย็นลงเล็กน้อย

ทำนองกีตาร์ยังคงดังเบา ๆ ต่อเนื่อง

หนึ่งคนเริ่มหลับตา

ตามด้วยอีกคน

เสียงพูดคุยค่อย ๆ หายไป เหลือเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอ เสียงสายกีตาร์ และแสงดาวที่เฝ้ามองอยู่เหนือยอดเขาจันทรา

ไม่นานนัก ทุกคนก็เผลอหลับไปทีละคน

ยูรันหยุดเล่นกีตาร์อย่างเงียบ ๆ

เขาหยิบผ้าห่มออกมา แล้วค่อย ๆ ห่มให้แต่ละคนอย่างระมัดระวัง

หนานอวี้หลับโดยยังกอดหมอนแน่น

หลานชิงอวี้นอนตะแคง ใบหน้ายังมีรอยยิ้มจาง ๆ

ไป๋หลิงหลับตานิ่ง แต่คิ้วที่เคยขมวดตลอดวันคลายลงในที่สุด

เซี่ยหลานอิงกับซูเม่ยเหยาเองก็หลับไปโดยไม่รู้ตัว ราวกับความระแวงทั้งหมดถูกวางลงชั่วคราว

จนถึงคนสุดท้าย

หลิงเยวี่ยยังไม่หลับสนิท

นางลืมตาขึ้นเล็กน้อย มองยูรันที่ก้มลงห่มผ้าให้ตน

ปลายนิ้วของนางค่อย ๆ ยกขึ้น ลูบแก้มของเขาอย่างแผ่วเบาเหมือนทุกครั้ง

ยูรันหยุดชะงักเล็กน้อย ก่อนยิ้มบาง ๆ

“อาจารย์ ท่านนี่ชอบลูบหน้าข้าจังเลยนะ”

ดวงตาของหลิงเยวี่ยสั่นไหวเล็กน้อย

“รันเอ๋อร์ ข้า...”

ยูรันไม่รอให้นางพูดต่อ

เขาเพียงดึงผ้าห่มขึ้นคลุมให้นางเรียบร้อย แล้วกล่าวเสียงเบา

“ฝันดี ท่านอาจารย์”

หลิงเยวี่ยมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง

สุดท้าย นางไม่ได้พูดอะไรอีก

เพียงค่อย ๆ หลับตาลง ท่ามกลางเสียงลมกลางคืนและแสงดาวที่เงียบงัน

หลังจากคืนนั้น เวลาก็ค่อย ๆ ไหลผ่านไปอย่างเงียบสงบ

ตอนเช้า ทุกคนกินข้าวด้วยกันและดูพระอาทิตย์ขึ้น

ตอนกลางวัน นอกจากมื้อเที่ยงแล้ว ทุกคนแยกย้ายทำงานของตัวเอง

ตอนเย็น ทุกคนกินข้าวด้วยกันและดูพระอาทิตย์ตก

บางคืนก็นั่งดูดาว บางคืนก็หาอะไรเล่นกัน บางคืนยูรันก็เล่นเครื่องดนตรีเบา ๆ ให้ฟังจนทุกคนเผลอหลับไปบนดาดฟ้าอีกครั้ง

ทุกอย่างวนซ้ำไปเช่นนั้น

เรียบง่าย สงบ และค่อย ๆ กลายเป็นความเคยชินของทุกคนโดยไม่รู้ตัว

จนกระทั่งถึงวันที่ยี่สิบ นับตั้งแต่เซี่ยหลานอิงและซูเม่ยเหยามาถึงยอดเขาจันทรา

เรือเหาะของราชวงศ์จอดรออยู่เหนือเมฆตั้งแต่สามวันก่อน หลังจากเซี่ยหลานอิงแจ้งให้คนมารับกลับวังหลวง

เช้าวันนั้น หลังมื้ออาหารจบลง บรรยากาศบนดาดฟ้าจึงต่างจากทุกวันเล็กน้อย

ซูเม่ยเหยาวางถ้วยชาลง ก่อนหันไปทางหลิงเยวี่ย

“ผู้อาวุโสหลิง วันนี้พวกเรากำลังจะกลับกันแล้ว พวกเราออกมานานเกินไป ข้าจะเดินทางกลับพร้อมรัชทายาท”

หลิงเยวี่ยพยักหน้าเบา ๆ “อืม”

เซี่ยหลานอิงลุกขึ้น ประสานมือคารวะหลิงเยวี่ยอย่างเป็นทางการ

“คารวะผู้อาวุโสหลิง ยี่สิบวันมานี้ข้าสนุกมาก ถึงแม้ว่าข้าจะอยากอยู่ต่ออีกสักนิด แต่ข้ายังมีงานค้างคา คงอยู่ต่อไม่ได้ ไว้โอกาสหน้าข้าจะมาใหม่”

หลิงเยวี่ยตอบเสียงเรียบ “เดินทางปลอดภัย”

ทุกคนในยอดเขาจันทราลุกขึ้นคารวะส่งทั้งสอง

เซี่ยหลานอิงมองยอดเขาจันทราอีกครั้ง ก่อนหมุนตัวเดินตามซูเม่ยเหยาลงจากดาดฟ้า

ไม่นานนัก เรือเหาะราชวงศ์ก็ลอยขึ้นจากยอดเขาจันทรา ค่อย ๆ แล่นผ่านม่านเมฆและหายลับไปทางขอบฟ้า

ทุกคนยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลมยามเช้าจะพัดผ่านดาดฟ้าอย่างแผ่วเบา