คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 55 แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร7,110 ตัวอักษร

ตอนที่ 55 แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร

ทุกคนบนโต๊ะมองหน้ากัน

หนานอวี้เป็นคนแรกที่ส่ายหน้า “ไม่รู้จัก”

หลานชิงอวี้เองก็ส่ายหน้าเบา ๆ

“ข้าไม่เคยได้ยินเจ้าค่ะ”

ไป๋หลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย

“เป็นหลักธรรมของสำนักใดหรือ”

หลิงเยวี่ยมองยูรันนิ่ง ๆ

“เจ้าหมายถึงอะไร”ยูรันยกป้ายหยกขึ้นมา แล้วใช้นิ้วเขียนคำลงไปทีละบรรทัด

“บาปเจ็ดประการ มันคือแนวคิดหนึ่ง ไม่ใช่หลักธรรมของสำนักไหน ข้าแค่ยกมาให้เห็นภาพง่าย ๆ”

บนป้ายหยกปรากฏคำเจ็ดคำเรียงกัน

ราคะ

ตะกละ

โลภ

เกียจคร้าน

โทสะ

ริษยา

อัตตา

ยูรันเขียนคำอธิบายสั้น ๆ ต่อท้ายแต่ละคำ

ราคะ คือความหมกมุ่นในความต้องการ

ตะกละ คือการเสพสิ่งที่อยากได้โดยไม่รู้จักพอ

โลภ คือความอยากครอบครองทรัพย์สิน อำนาจ หรือสิ่งที่ไม่ใช่ของตน

เกียจคร้าน คือการผลักภาระให้ผู้อื่น แล้วรักษาความสบายของตนไว้

โทสะ คือความโกรธแค้นและความอยากทำลาย

ริษยา คือความทนไม่ได้เมื่อเห็นผู้อื่นได้ดีกว่า

อัตตา คือการเห็นตนเองสำคัญที่สุด เหนือกว่าผู้อื่นทั้งหมด

หลังจากเขียนจบ ยูรันก็ส่งป้ายหยกให้ทุกคนอ่าน

“ทุกคนล้วนมีบาปติดตัวมาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว เพียงแต่จะแสดงออกมามากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เติบโตมา นิสัย รวมถึงสันดานของแต่ละคน”

เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนยกตัวอย่างเสียงเรียบ

“เช่นง่าย ๆ ศิษย์พี่สามเป็นคนเห็นแก่กินมาก แต่ไม่ได้มากถึงขนาดต้องไปฆ่าใครเพื่อเอาเงินมาซื้ออาหาร ถูกไหม ศิษย์พี่สามเพียงแค่อยากกินอาหารที่ข้าทำให้มาก ๆ ก็เท่านั้นเอง แม้จะแสดงออกถึงความตะกละ แต่ก็ยังมีขอบเขต”

“หรือแม้แต่อาจารย์ที่เป็นปลาเค็ม ไม่ได้ทำอะไร เกียจคร้านคอยให้ศิษย์พี่รองจัดการบัญชีให้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเวลาศิษย์พี่รองมีอันตรายจะไม่ช่วยอะไรเลย”

“ข้าเองก็เหมือนกัน ข้าพูดว่าขี้เกียจไปงั้นแหละ พวกท่านเห็นว่าข้าขี้เกียจจริง ๆ ไหมล่ะ ก็ไม่”

ยูรันเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ

“แต่ศิษย์พี่เย่ไม่ใช่แบบนั้น พวกท่านอาจจะเห็นเขาแสดงออกมาแค่สามอย่าง แต่จริง ๆ แล้วเขามีครบทั้งเจ็ดประการ แถมแต่ละด้านยังเป็นขีดสุดอีกด้วย”

หนานอวี้ขมวดคิ้ว

“ครบทั้งเจ็ด? เจ้าพูดเกินไปหรือเปล่า”

ยูรันส่ายหน้าเบา ๆ

“ไม่เกินหรอก เขามีเจ็ดอย่างจริง ๆ”

เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“เพราะเขาเป็นบุตรแห่งโชคชะตา”

ไป๋หลิงขมวดคิ้ว

“หมายความว่ายังไง บุตรแห่งโชคชะตา”

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนตอบอย่างไม่รีบร้อน

“อืม บุตรแห่งโชคชะตา หมายความว่าแบบนี้”

เขาวางถ้วยลง

“ไม่ว่าเขาจะเป็นคนยังไง ในท้ายที่สุดแล้ว เขาจะได้ขึ้นเป็นมหาจักรพรรดิ ปกครองสามภพ เหนือสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ยิ่งใหญ่เหนือโลกปุถุชน และลิขิตเหนือความตายของพิภพแห่งปรโลก”

ยูรันพูดต่อเหมือนกำลังอธิบายเรื่องธรรมดา

“แต่ว่าโลกนี้ดันไม่มีแดนเซียน หรือแดนปรโลก อะไรทำนองนั้นน่ะสิ”

เขาเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ

“หมายความว่า หลังจากเขาขึ้นเป็นมหาจักรพรรดิ เขาจะสร้างสามภพนี้ขึ้นมา เปลี่ยนแปลงชะตากรรมการเวียนว่ายตายเกิด แล้วเปลี่ยนแปลงระบบการบำเพ็ญเซียนทั้งหมด”

ยูรันใช้ปลายนิ้วเขียนลำดับพลังลงบนป้ายหยกอีกครั้ง

“จากเดิม มหายาน -> นักบุญ -> เทพที่แท้จริง”

เขาขีดเส้นทับเบา ๆ แล้วเขียนใหม่

“จะถูกแทนที่ด้วย มหายาน -> เปิดประตูขึ้นสู่แดนเซียน -> เซียน -> นักบุญ -> ราชานักบุญ -> จักรพรรดินักบุญ -> เทพ -> ราชันเทพ -> จักรพรรดิเทพ -> มหาจักรพรรดิ”

ยูรันมองป้ายหยกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเหมือนพอใจกับลำดับคร่าว ๆ

“หลัก ๆ น่าจะประมาณนี้นะ”

เขาหันกลับมาทางทุกคน

“เอาง่าย ๆ เขาจะสร้างสวรรค์ และระบบพลังของเขาขึ้นมาเอง”

หลังจากยูรันพูดจบ ทั้งโต๊ะก็เงียบลงอย่างสมบูรณ์

ไม่ใช่ความเงียบแบบไม่เข้าใจ

แต่เป็นความเงียบแบบเข้าใจเกินไป จนไม่รู้จะเริ่มตกใจจากตรงไหนก่อน

หนานอวี้อ้าปากค้างอยู่นาน ก่อนชี้นิ้วไปทางทิศที่ยอดเขาหลักตั้งอยู่

“ไอ้เจ้าบ้านั่นน่ะนะ?”

นางพูดด้วยสีหน้าเหมือนโลกทั้งใบกำลังล้อเล่นกับตนเอง

“จะสร้างสวรรค์? สร้างปรโลก? เปลี่ยนระบบบำเพ็ญเซียน?”

หลานชิงอวี้ขมวดคิ้วแน่น

“แต่ถ้าเขาเป็นคนแบบที่ศิษย์พี่ยูพูดจริง แล้วให้เขากำหนดชะตาการเวียนว่ายตายเกิด...”

นางไม่ได้พูดต่อ

เพราะเพียงแค่คิด ภาพนั้นก็น่าขนลุกแล้ว

ไป๋หลิงวางป้ายหยกลงช้า ๆ แววตาของนางเย็นลงกว่าเดิม

“แต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจ บุตรแห่งโชคชะตาเกี่ยวอะไรกับบาปเจ็ดประการ”

ยูรันพยักหน้าเบา ๆ

“อ๋อ เรื่องนั้นอะเหรอ”

เขาหยุดคิดเล็กน้อย

“ข้าไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่บุตรแห่งโชคชะตาทุกคนจะต้องมีลักษณะของบาปทั้งเจ็ด”

ยูรันยกป้ายหยกขึ้นมา แล้วใช้นิ้วเคาะคำแรกเบา ๆ

“ศิษย์พี่เย่ เขาไม่ชอบหากหญิงที่เขาหมายปองไม่ได้อยู่ในครอบครองของเขา หรือหันไปชอบคนอื่น เขาจะฆ่าคนผู้นั้นทิ้งเสีย อันนี้ตรงกับบาปแห่งราคะ”

นิ้วของยูรันเลื่อนไปยังคำถัดไป

“เขาอยากได้ทุกสิ่งไว้ในครอบครอง โดยไม่สนวิธีการ อันนี้คือบาปแห่งความตะกละ”

“เขามีความทะเยอทะยานแรงกล้าที่จะแข็งแกร่งขึ้น เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ อันนี้คือบาปแห่งความโลภ”

“เขาไม่สนใจสิ่งรอบข้างหรือสิ่งใด เพื่อให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น เขาพร้อมจะเหยียบย่ำทุกสิ่ง อันนี้คือบาปแห่งความเกียจคร้าน”

ยูรันหยุดไปเล็กน้อย ก่อนเคาะลงบนคำว่าโทสะ

“เขาโกรธเคืองข้าที่แย่งเอาความสนใจจากทุกคนไปจากเขา ซึ่งข้ามันเก่งเจ๋งเทพอยู่แล้ว ย่อมมีคนสนใจเป็นธรรมดา นับตั้งแต่การทดสอบ เขาก็ไม่ชอบข้าตั้งแต่นั้นมา นี่คือบาปแห่งโทสะ”

“เขาริษยาข้า ที่แย่งเอาความสนใจจากทุกคนไปจากเขา เขาคิดว่าทุกอย่างควรเป็นของเขา เลยพยายามใส่ร้ายข้า และท้ายที่สุด เมื่อแผนการบางอย่างไม่สำเร็จ ความริษยากับความแค้นจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก นี่คือบาปแห่งความริษยา”

ปลายนิ้วของยูรันหยุดอยู่ที่คำสุดท้าย

“เขามีรากมาจากความตะกละ ความโลภ ความเกียจคร้าน และราคะ ที่มากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงทำให้เขาเกิดความโอหัง นี่ก็คือบาปแห่งอัตตา”

ยูรันวางป้ายหยกลงบนโต๊ะ

“และทุกข้อที่พูดมา จะนำมาซึ่งหายนะสำหรับทุกคน”

เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสียงเรียบ

“ยกเว้นตัวเขา เมื่อเขาได้ขึ้นเป็นมหาจักรพรรดิ”

ยูรันยักไหล่

“คิดว่ายังไงล่ะ เขาดูเป็นแบบนั้นรึเปล่า ในสายตาของพวกท่าน”

หนานอวี้ขมวดคิ้วอยู่พักหนึ่ง ก่อนสีหน้าจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป

“ดูไปดูมาก็เหมือนจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ นะ”

นางนึกถึงแววตาของเย่อ้าวเทียนหลายครั้งที่ผ่านมา แล้วกัดฟันเบา ๆ

“และดูเหมือนเจ้าบ้านั่นจะอารมณ์ขึ้นทุกครั้ง เวลาพวกเราอยู่ใกล้ ๆ ศิษย์น้องด้วยสิ”

พูดถึงตรงนี้ หนานอวี้พลันชะงัก

เหมือนนางเพิ่งคิดอะไรบางอย่างออก

ดวงตาของนางเบิกกว้างทันที

“เดี๋ยวก่อน... จากที่ศิษย์น้องพูดเมื่อกี้ หมายความว่าไอ้สารเลวนั่นหมายปองทุกคนในยอดเขาน่ะสิ”

ยูรันดีดนิ้ว

เป๊าะ

“ถูกต้อง”

บรรยากาศบนโต๊ะเย็นลงทันที

ยูรันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย

“ไม่ใช่แค่ในยอดเขา ผู้หญิงที่สวย ๆ ศิษย์พี่เย่จะเหมาหมด”

หลานชิงอวี้สีหน้าเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด

ไป๋หลิงวางถ้วยชาลงเบา ๆ

หลิงเยวี่ยเองก็เงียบลง แต่แววตาของนางเย็นเยียบกว่าเดิม

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“และทุกคนจะทำอะไรเขาไม่ได้ด้วย เพราะเขาเป็นบุตรแห่งโชคชะตา”

หนานอวี้กำหมัดแน่นทันที

“ทำไมจะทำไม่ได้”

ยูรันวางถ้วยชาลง

“เพราะถ้ามองจากผลลัพธ์สุดท้าย ภายหลังถ้าเขาเป็นมหาจักรพรรดิ ไม่ใช่ว่าบรรดาผู้หญิงในสังกัดของเขาจะได้อานิสงส์ไปด้วยเหรอ”

หลานชิงอวี้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเย็น

“ข้าไม่สนใจหากข้าต้องเป้นของเขาข้ายอมตายดีกว่า ถ้างั้นเราฆ่าเขาได้เลยไหม”

บรรยากาศทั้งโต๊ะนิ่งลงทันที

ยูรันวางถ้วยชาลงอย่างไม่รีบร้อน

“ว่ากันตามหลักเหตุและผล ข้าไม่ชอบฆ่าใครเท่าไรด้วยสิ คงจะยากนะ”

หนานอวี้ลุกพรวดขึ้นทันที

“งั้นข้าทำเอง ข้าจะพุ่งไปฆ่ามันเดี๋ยวนี้!!”

ยูรันหันหน้าไปทางนาง

“คงไม่ได้หรอก ถ้าว่ากันด้วยหลักเหตุและผลอีกรอบอะนะ”

หนานอวี้กัดฟัน

“ทำไม!!!”

ยูรันถอนหายใจเบา ๆ

“ศิษย์พี่ ท่านสมองมีปัญหารึเปล่า”

“เจ้า—”

“ท่านต้องถามก่อนสิว่าข้ารู้เรื่องที่เขาเป็นบุตรแห่งโชคชะตาได้ยังไง รู้ว่าเขาอยากได้ตัวพวกท่านได้ยังไง นี่สิถึงจะมีเหตุผล”

หนานอวี้ชะงักทันที

ยูรันกล่าวต่อ

“ท่านหน้ามืดตามัว เชื่ออะไรง่าย ๆ ไปรึเปล่า”

“...”

ทั้งโต๊ะเงียบลงพร้อมกัน

จริงด้วย

ทำไมถึงไม่มีใครถามกันนะ

ตั้งแต่เมื่อครู่ ทุกคนเหมือนถูกคำพูดของยูรันลากเข้าไปโดยไม่รู้ตัว ทั้งเรื่องบุตรแห่งโชคชะตา บาปเจ็ดประการ และอนาคตที่เย่อ้าวเทียนจะกลายเป็นมหาจักรพรรดิ

พวกนางลืมถามสิ่งที่ควรถามที่สุดไปเสียสนิท

หลิงเยวี่ยที่นั่งฟังมานาน ค่อย ๆ วางถ้วยชาลง

“รันเอ๋อร์ แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร”