ตอนที่ 59 ข้าอยากจับศิษย์น้องมาชำแหละ
เซี่ยอวิ๋นหลันไม่สนใจน้องชาย นางเพียงมองป้ายหยกในมือเซี่ยหลานอิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเรียบ
“แล้วอีกเรื่องหนึ่งเล่า คงไม่ใช่แค่นี้ใช่หรือไม่”
เซี่ยหลานอิงเงียบไปเล็กน้อย ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วกล่าวอย่างจริงจัง
“หลานอยากให้เสด็จน้าออกราชโองการสมรสเพคะ”
อ๋องหมิงแทบกระอักเลือดออกมาตรงนั้น
หลานสาวที่เขาฟูมฟักมาอย่างดี กำลังจะถูกใครที่ไหนไม่รู้มาขุดผักกาดขาวไปต่อหน้าต่อตา!
“อะไรนะ!!!!”
เขาลุกพรวดขึ้นทันที
“หลานรัก ถึงเขาจะช่วยชีวิตทุกคนไว้ ทำอาหารอร่อย ก่อสร้างเก่ง ค่ายกลใช้ได้ เล่นเครื่องดนตรีเป็น ทำฟาร์ม ทำสวนได้ แถมยังจับสัตว์อสูรระดับสูงมาเลี้ยงได้ก็เถอะ แต่ว่าเรื่องนี้เห็นทีจะไม่ได้!”
อ๋องหมิงยิ่งพูดยิ่งจริงจัง
“ระดับพลังของเขายังต่ำมากไม่ใช่หรือ จะคู่ควรกับเจ้าได้อย่างไร ที่สำคัญ เขาเป็นเพียงสามัญชน!”
อ๋องเฉินมองน้องชายของตนเองเงียบ ๆ
[น้องโง่นี่สมองพังไปแล้วหรืออย่างไร สามัญชนที่เจ้าพูดถึงเมื่อครู่ แทบจะทำทุกอย่างได้หมดแล้วนะ ขนาดข้ากับพี่หญิงยังทำไม่ได้มากขนาดนั้นเลย]
เซี่ยอวิ๋นหลันเองก็มองอ๋องหมิงเหมือนมองคนโง่
นางคิดไม่ต่างจากพี่ชายเท่าไรนัก
“อืม ใช่ว่าจะไม่ได้”
อ๋องหมิงตาเบิกกว้าง
“อะไรนะ! พี่หญิง ท่านเห็นด้วยหรือ หลานรักของข้าเลี้ยงมาตั้งกี่ปี จะถูกบุรุษจากที่ไหนไม่รู้หลอกเอาไปง่าย ๆ แบบนี้ได้อย่างไร!”
เซี่ยอวิ๋นหลันมองน้องชายอย่างเอื่อมระอา
[พูดถึงเรื่องถูกหลอก เจ้ามากกว่ากระมังที่ถูกหลอกเอาเงินสามแสนไปลงทุนโรงกลั่นเหล้าโง่ ๆ นั่น แถมยังขาดทุนย่อยยับ]
นางไม่คิดสนใจน้องชายโง่เง่าของตนเองอีก หันไปมองเซี่ยหลานอิงแทน
“อย่างที่ข้าบอก ใช่ว่าจะไม่ได้”
เซี่ยหลานอิงเงยหน้าขึ้นทันที
เซี่ยอวิ๋นหลันกล่าวต่อเสียงเรียบ
“แต่ข้าต้องได้พบเขาก่อน หากเขาน่าสนใจอย่างที่เจ้าว่าจริง ข้าจะอนุญาต”
ดวงตาของเซี่ยหลานอิงสว่างขึ้นทันที
“ขอบพระทัยเพคะ เสด็จน้า!”
เซี่ยอวิ๋นหลันพยักหน้าเบา ๆ
“ดังนั้น”
เซี่ยหลานอิงชะงัก
“ดังนั้น?”
เซี่ยอวิ๋นหลันยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ
“ในเมื่อเจ้านำของขวัญกลับมาให้ข้าแล้ว ข้าคงไม่รั้งเจ้าไว้ต่อ เวลาพักผ่อนของเจ้ามีค่า พักผ่อนให้สบายเถิด หลานรัก”
เซี่ยหลานอิงเบิกตากว้าง
นางโดนเสด็จน้าหักเหลี่ยมเข้าให้แล้ว
นี่เสด็จน้าตั้งใจยึดทั้งโต๊ะและอาหารของนางหน้าด้าน ๆ ชัด ๆ!
เซี่ยหลานอิงอยากจะโวยวาย แต่ทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายจึงทำได้เพียงคำนับลา แล้วเดินออกจากตำหนักไปด้วยสีหน้าห่อเหี่ยว
หลังจากหลานสาวออกไป เซี่ยอวิ๋นหลันก็เหลือบมองอีกสองคนในห้อง
“แล้วพี่ใหญ่กับน้องหมิงรออะไรอยู่เล่า อยู่พูดคุยกับข้ามานานขนาดนี้คงเหนื่อยแย่แล้ว ไม่รีบกลับไปพักผ่อนหรือ”
อ๋องเฉินเริ่มรู้ตัวทันทีว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา
หากปล่อยไว้ไม่ระวัง น้องสาวของตนเองอาจเดินทางผิดได้จริง ๆ ส่วนหลานสาวก็เหมือนจะถูกล่อลวงไปแล้วเรียบร้อย
ทว่าอ๋องหมิงกลับไม่สนใจเรื่องนั้นเลย
เขาจ้องอาหารบนโต๊ะตาแทบถลน
“พี่หญิง! ข้าวนี่กินได้ตั้งหลายมื้อ ท่านจะเก็บไว้กินคนเดียวเลยหรือ!”
“ยังไม่รีบออกไปอีก!”
เพียะ!
ร่างของอ๋องหมิงลอยออกจากตำหนักไปทันที พร้อมเสียงตะโกนที่ค่อย ๆ ไกลออกไป
“พี่หญิง! ไอ้ตะกละเอ๊ย! วันหน้าข้าจะกลับมาเอาคืนแน่!”
อ๋องเฉินมองภาพตรงหน้า แล้วถอนหายใจเบา ๆ
เขาไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงคำนับลาน้องสาว ก่อนเดินออกจากตำหนักไปเช่นกัน
ภายในตำหนักทรงงานจึงเหลือเพียงเซี่ยอวิ๋นหลันกับโต๊ะลายเปลี่ยนแปลงได้ และอาหารที่ยังส่งกลิ่นหอมยั่วเย้าอยู่เงียบ ๆ
นางมองอาหารบนโต๊ะอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนคีบขึ้นมาชิมอีกคำ
“ยูรันงั้นหรือ...”
มุมปากของจักรพรรดินียกขึ้นเล็กน้อย
“น่าสนใจจริง ๆ”
อีกด้านหนึ่ง ณ ตำหนักของอ๋องเฉิน
หลังออกจากตำหนักทรงงานของจักรพรรดินี เซี่ยอวิ๋นเฉินไม่ได้กลับไปพักผ่อนในทันที แต่สั่งให้คนไปเรียกเสนาธิการหญิงสองคนเข้าพบ
ไม่นานนัก หญิงสาวสองคนก็เดินเข้ามาในห้องโถง
คนหนึ่งสงบนิ่ง สุขุม แววตาคมกริบ
อีกคนดูอ่อนโยนกว่าเล็กน้อย ทว่ากลับให้ความรู้สึกเฉียบไวไม่แพ้กัน
ทั้งสองคือ หลัวจินหยาง และ หลัวจินเยว่ ศิษย์ลำดับที่ห้าและหกของยอดเขาจันทรา เดิมทีถูกเซี่ยอวิ๋นหลันถูกใจ จึงรับตัวมาช่วยงานราชสำนัก ก่อนส่งมาทำงานข้างกายอ๋องเฉิน
“คารวะท่านอ๋อง”
อ๋องเฉินพยักหน้า
“ไม่ต้องมากพิธี ข้าเรียกพวกเจ้ามา เพราะมีเรื่องเกี่ยวกับยอดเขาจันทรา”
สองพี่น้องชะงักพร้อมกัน
“ยอดเขาจันทราเกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ”
อ๋องเฉินไม่ได้ตอบทันที เพียงเล่าเรื่องที่ได้ยินจากเซี่ยหลานอิงอย่างคร่าว ๆ ตั้งแต่แดนลับ ค่ายกลโบราณ ระฆังทองสัมฤทธิ์ระเบิด ยูรันช่วยชีวิตทุกคน บาดเจ็บสาหัสจนเหมือนศพ ตาบอดหูหนวก ก่อนฟื้นขึ้นมาในสิบสี่วัน และสร้างตำหนักประหลาดบนยอดเขาจันทราที่แม้แต่ราชวังก็ยังเทียบไม่ได้
ยิ่งฟัง สีหน้าของหลัวจินหยางและหลัวจินเยว่ก็ยิ่งเปลี่ยนไป
“ศิษย์น้องคนใหม่... ทำเรื่องทั้งหมดนั้นจริงหรือเจ้าคะ”
หลัวจินเยว่พึมพำอย่างไม่อยากเชื่อ
หลัวจินหยางเองก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนขมวดคิ้ว
“ข้าไม่ได้กลับยอดเขาเพียงช่วงหนึ่ง ยอดเขาจันทราเปลี่ยนไปขนาดนั้นแล้วหรือ”
อ๋องเฉินยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“จากที่หลานอิงเล่า ดูเหมือนพวกเจ้าควรหาโอกาสกลับไปดูด้วยตนเองสักครั้ง”
หลัวจินเยว่ดวงตาเป็นประกายเล็กน้อย
“ศิษย์น้องทำอาหารอร่อยกว่าห้องเครื่องหลวงจริงหรือเจ้าคะ”
อ๋องเฉินมือที่ถือถ้วยชาชะงักไปเล็กน้อย
“ประเด็นแรกที่เจ้าสนใจคือเรื่องนั้นหรือ”
หลัวจินเยว่ไอกระแอม
“เรื่องปากท้องก็สำคัญเจ้าค่ะ”
หลัวจินหยางถอนหายใจเบา ๆ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ
“หากมีโอกาส ข้าก็อยากกลับไปพบเขาสักครั้ง ศิษย์น้องที่ทำให้อาจารย์กับยอดเขาจันทราเปลี่ยนไปถึงขั้นนี้ คงไม่ธรรมดาจริง ๆ”
อ๋องเฉินพยักหน้า
“ดี ไว้จัดการงานในมือให้เรียบร้อยก่อน ข้าจะหาโอกาสให้พวกเจ้ากลับไปเอง”
สองพี่น้องประสานมือพร้อมกัน
“ขอบพระทัยท่านอ๋อง”
อีกด้านหนึ่ง
ตำหนักโอสถ
ซูเม่ยเหยาเพิ่งกลับมาถึงตำหนักได้ไม่นาน ก็สั่งให้คนไปเรียกเซียวซินเยวี่ยเข้าพบทันที
เซียวซินเยวี่ยเดินเข้ามาพร้อมกลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ บนตัว นางคารวะอย่างเรียบร้อย
“อาจารย์ เรียกศิษย์มามีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ”
ซูเม่ยเหยามองศิษย์รักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงจริงจัง
“ข้าไปยอดเขาจันทราครั้งนี้ ได้พบศิษย์น้องใหม่ของเจ้าแล้ว”
เซียวซินเยวี่ยเลิกคิ้วเล็กน้อย
“ศิษย์น้องใหม่?”
ซูเม่ยเหยาพยักหน้า จากนั้นก็เล่าเรื่องในแดนลับให้ฟังอย่างย่อ ตั้งแต่ยูรันผ่านค่ายกลโบราณ ระฆังทองสัมฤทธิ์ระเบิด เขารับแรงระเบิดแทนทุกคน จนร่างกายแทบไม่เหลือสภาพมนุษย์ แต่กลับยังมีชีวิตอยู่
พอเล่าถึงร่างกายที่ปฏิเสธโอสถทุกชนิด เซียวซินเยวี่ยก็เริ่มตาเป็นประกาย
พอเล่าถึงหัวใจที่ยังเต้นทั้งที่เลือดแทบหมดร่าง นางก็เผลอก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะโดยไม่รู้ตัว
และพอซูเม่ยเหยาเล่าถึง “ผนึกร้อยชีวิต” ที่สามารถฟื้นฟูร่างกายกลับสู่สภาพสมบูรณ์ได้ ตราบใดที่หัวใจยังเต้นอยู่ สีหน้าของเซียวซินเยวี่ยก็เปลี่ยนไปทันที
“อาจารย์...”
น้ำเสียงของนางสั่นเล็กน้อย
“ข้าอยากจับศิษย์น้องมาชำแหละ”
ซูเม่ยเหยามองนางนิ่ง ๆ
“เจ้าอยากถูกหลิงเยวี่ยฝังทั้งเป็นหรือ”
เซียวซินเยวี่ยเงียบไปทันที
ซูเม่ยเหยากล่าวต่อ
“อีกอย่าง ต่อให้หลิงเยวี่ยไม่ลงมือ ศิษย์น้องของเจ้าคนนั้นก็คงไม่ใช่คนที่เจ้าจับขึ้นเตียงผ่าตัดได้ง่าย ๆ”
เซียวซินเยวี่ยเม้มริมฝีปากอย่างเสียดาย
“เช่นนั้น... ข้าขอดูเฉย ๆ ได้หรือไม่เจ้าคะ”
ซูเม่ยเหยาถอนหายใจ
“เขาบอกว่าจะสอนผนึกร้อยชีวิตให้ข้า และจะรอให้เจ้ากลับไปเรียนพร้อมกัน”
เซียวซินเยวี่ยเงยหน้าขึ้นทันที
“จริงหรือเจ้าคะ?”
“จริง”
ดวงตาของเซียวซินเยวี่ยสว่างขึ้นอย่างชัดเจน
“อาจารย์ เช่นนั้นพวกเราไปยอดเขาจันทรากันเมื่อไรดีเจ้าคะ”
ซูเม่ยเหยามองศิษย์รักที่เมื่อครู่ยังอยากชำแหละศิษย์น้องอยู่เงียบ ๆ
“เจ้าเก็บมีดผ่าตัดของเจ้าก่อน แล้วค่อยพูดเรื่องไปพบเขา”
เซียวซินเยวี่ยก้มมองมือของตนเอง
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร นางหยิบมีดผ่าตัดออกมาแล้วจริง ๆ
“...ศิษย์เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
อีกด้านหนึ่ง เป็นเวลาเที่ยง เรือเหาะสายลมวิญญาณก็ร่อนลงจอดอย่างสง่างาม ณ ลานท่าเรือเหาะของ 'เมืองทิวาเมฆา' (Cloudy Day Town) ทั้งสี่คนเดินทางมาถึงเรียบร้อยแล้ว
เมืองทิวาเมฆาเป็นเมืองชายแดนขนาดใหญ่ขนาบด้วยกำแพงศิลาหนาทึบและหอคอยรบจำนวนมาก ผิวหน้าดินและอิฐกำแพงเมืองถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นดินสีเหลืองแดงบางเบา กลิ่นอายลมภูเขาสูงชันและเสียงอึกทึกครึกโครมของขบวนคาราวานพ่อค้า ขบวนลากปศุสัตว์ และบรรดาผู้ฝึกตนอิสระที่สะพายกระบี่ถืออาวุธเดินขวักไขว่ผ่านซุ้มประตูใหญ่ ช่างดูคึกคักทว่าก็แฝงความตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด
ตามรายทางกำแพงเมือง มีร่องรอยการต่อสู้ รอยกรงเล็บขนาดใหญ่ขูดขีดลึก และคราบเลือดเก่าสีดำคล้ำเกาะติดอยู่ตามศิลาเป็นระยะ ๆ บ่งบอกถึงภาวะภัยพิบัติของ 'สัตว์อสูรคลุ้มคลั่ง' ที่บุกจู่โจมขอบนอกเมืองอยู่บ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา