ตอนที่ 61 หยุด อย่าเข้ามานะ ไม่งั้นข้าจะฆ่าเจ้า
อีกด้านหนึ่ง เย่อ้าวเทียนที่กำลังไล่ตามร่องรอยบางอย่างอยู่ในป่า ก็ปะทะเข้ากับสัตว์อสูรฝูงหนึ่งอย่างไม่ทันตั้งตัว
มันคือหมูป่าเขี้ยวเหล็กระดับสอง
แต่ร่างกายของมันกลับดูผิดปกติอย่างยิ่ง
ควันสีม่วงลอยจากผิวหนัง เปลือกคล้ายเกราะแมลงสีดำอมม่วงงอกทับตามลำตัว ดวงตากลายเป็นสีม่วงขุ่น
เย่อ้าวเทียนหรี่ตาลง ก่อนแค่นเสียงเย็น
“หึ! อสูรระดับต่ำคิดจะมาขวางทางข้ารึ? ตายซะเถอะ!”
เขาสะบัดมือคว้ากระบี่วิเศษออกจากฝัก แล้วฟันออกไปเป็นคลื่นกระบี่
เคร้ง!!!
คลื่นกระบี่ระดับแก่นทองคำครึ่งก้าวทำได้เพียงทิ้งรอยขีดข่วนบนเปลือกแข็ง แรงสะท้อนทำให้ข้อมือของเย่อ้าวเทียนชาหนึบ กระบี่เกือบหลุดมือ
“บ้าน่า! เกราะนั่นแข็งขนาดนี้ได้ยังไง! มันเป็นแค่หมูป่าระดับสอง ข้าอยู่ขั้นแก่นทองคำควรสังหารมันได้ง่าย ๆ สิ!”
ยังไม่ทันตั้งสติ หมูป่าก็ก้มหัว พุ่งเขี้ยวขนาดเท่าแขนเข้าใส่ด้วยความเร็วผิดธรรมชาติ
โครม!
เย่อ้าวเทียนถูกกระแทกปลิวไปชนต้นไม้ใหญ่
“อั่ก...!”
เลือดพุ่งจากปาก ใบหน้ากระแทกกิ่งไม้จนบวม ก่อนกลิ้งตกพื้นอย่างสะบักสะบอม
อู๊ดดดดดดดดดด!
หมูป่าเขี้ยวเหล็กอีกหลายตัวค่อย ๆ เดินออกมาจากแนวไม้
ทุกตัวมีควันม่วงและดวงตาสีอัญมณีขุ่น พวกมันค่อย ๆ ล้อมเย่อ้าวเทียนทุกทิศทาง
หัวใจของเย่อ้าวเทียนหล่นวูบทันที
[บัดซบ ข้าต้องรีบหนี!]
เขารีบกระโดดขึ้นกระบี่บิน พยายามเหินหนีขึ้นฟ้าอย่างทุลักทุเล
แต่หมูป่าตัวใหญ่ตัวหนึ่งกลับพุ่งชนท้ายกระบี่บินอย่างรุนแรง
เย่อ้าวเทียนเสียการทรงตัว กลิ้งกระแทกพื้นโคลน ใบหน้าครูดดินเลนจนฟกช้ำ จมูกหักและแก้มบวมตุ่ย
เขากัดฟันอย่างบ้าคลั่ง รีบคว้ายันต์ระเบิดเพลิงออกมาซัดใส่พื้น
ตูม!
เปลวไฟและฝุ่นควันระเบิดกระจาย ปกคลุมพื้นที่โดยรอบ
เย่อ้าวเทียนฉวยโอกาสนั้นตะเกียกตะกายขึ้นกระบี่บินอีกครั้ง ก่อนบินหนีซมซานกลับไปทางประตูแดนลับด้วยสภาพไม่ต่างจากขอทานข้างถนน
“แม่ง...แม่งเอ๊ย! ไอ้พวกเดรัจฉาน รอข้าฟื้นตัวก่อนเถอะ ข้าจะถล่มพวกเจ้าให้ราบ!”
อีกด้านหนึ่ง หลังจากยูรันออกมาจากโรงเตี๊ยม เขาก็เดินเล่นไปตามถนนอย่างสบายใจ
เดินผ่านแสงโคมและร้านรวงอันคึกคักได้สักพัก ยูรันก็หยุดหน้าหอสูงหลังหนึ่ง
ป้ายไม้แกะสลักเหนือประตูเขียนไว้ว่า หอบุปผาพราย
กลิ่นหอมของเครื่องหอมลอยออกมาจาง ๆ เสียงพิณและเสียงหัวเราะแว่วมาจากด้านใน
ยูรันเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“อืม ดูเหมือนข้างบนจะมีเรื่องน่าสนใจเกิดขึ้น”
เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง
“เอาเป็นที่นี่แหละ”
พูดจบ ยูรันก็เดินเข้าไปในหอบุปผาพราย
ทันทีที่เขาก้าวผ่านประตู แม่เล้าร่างอวบในชุดสีสดก็รีบเดินออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มหวาน
“คุณชาย ท่านนี่รูปหล่อไม่เบาเลยนะเจ้าคะ แต่น่าเสียดายที่ดวงตา...”
ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย
“โอ้ งั้นเหรอ”
น้ำเสียงเรียบง่ายเกินไปจนแม่เล้าชะงักไปครึ่งจังหวะ แต่ไม่นานนางก็ยิ้มต่อ แล้วหยิบสมุดรายชื่อเล่มหนึ่งออกมา
“คุณชายเป็นผู้ฝึกตนหรือไม่เจ้าคะ ทางเรามีบริการหลายระดับ ตั้งแต่หญิงงามระดับหลอมรวมปราณ ไปจนถึงขั้นแปลงเทพก็มีนะเจ้าคะ”
ยูรันรับสมุดมาเปิดผ่าน ๆ อย่างไม่ใส่ใจ
“โอ้ สรรหามาได้ขนาดนี้ แล้วระดับมหายานล่ะ มีหรือเปล่า”
รอยยิ้มของแม่เล้าแข็งไปเล็กน้อย
“เอ่อ...นั่นออกจะเกินตัวไปหน่อยนะเจ้าคะ แต่หากคุณชายสามารถจ่ายได้ในราคานี้ พวกเราย่อมหาทางจัดหาให้ได้แน่นอน”
ยูรันปิดสมุดลงช้า ๆ
“หมายความว่า ถ้าเงินถึง ก็เป็นใครก็ได้สินะ”
“ใช่เจ้าค่ะ ขอแค่เงินถึง”
“จักรพรรดินีล่ะ เอามาได้หรือเปล่า”
ใบหน้าของแม่เล้าซีดลงทันที
“อะ...เอ่อ คุณชาย พูดเช่นนี้ออกจะ...”
ยูรันโน้มตัวเข้าไปใกล้เล็กน้อย แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงเบาจนมีเพียงนางได้ยิน
“ทีหลังพูดอะไร ใช้สมองสักหน่อยนะ เดี๋ยวหัวจะหลุดออกจากบ่าเอา”
ร่างของแม่เล้าสั่นวูบ รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปแทบไม่เหลือ
ยูรันถอยกลับมายืนตรงตามเดิม ราวกับเมื่อครู่ไม่ได้พูดอะไรน่ากลัวออกไปเลย
“เอาล่ะ พาขึ้นไปชั้นบนหน่อย เรื่องคนไว้ค่อยคิดทีหลัง วันนี้ข้าแค่อยากฟังเพลง ได้ใช่หรือเปล่า”
แม่เล้ารีบปาดเหงื่อบนหน้าผาก
“ได้แน่นอนเจ้าค่ะ ได้แน่นอน”
ยูรันหยิบถุงเงินใบหนึ่งออกมาวางลงบนโต๊ะ
ถุงนั้นป่องจนแทบปิดไม่สนิท เสียงเหรียญและศิลาวิญญาณด้านในกระทบกันเบา ๆ
ดวงตาของแม่เล้าสว่างขึ้นทันที
[คุณชายท่านนี้ต้องเป็นอภิมหาเศรษฐีแน่ ๆ]
นางรีบก้มตัวด้วยท่าทางนอบน้อมกว่าเดิมหลายเท่า
“เชิญเจ้าค่ะ คุณชาย ห้องชั้นบนสุดยังว่างอยู่พอดี”
ยูรันเดินตามแม่เล้าขึ้นไปยังชั้นบนสุด
ทางเดินชั้นนี้เงียบกว่าด้านล่าง มีโคมไฟสีอ่อนเรียงเป็นระยะและกลิ่นเครื่องหอมจาง ๆ
ระหว่างเดินผ่านห้องหนึ่ง ยูรันหยุดเท้าเล็กน้อย
เขาหันหน้าไปทางประตูห้องนั้น
บนบานประตูมีม่านกั้นเสียงวางซ้อนอยู่หลายชั้น
แต่รูปแบบของมันไม่เหมือนห้องอื่น
ม่านห้องอื่นใช้กันเสียงรบกวน แต่ห้องนี้เหมือนถูกปรับแต่งเพื่อกันการสอดแนม
ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง
“เดี๋ยวก่อน ห้องนั้นใครอยู่”
แม่เล้าหยุดเดินแล้วหันกลับมา
“อ๋อ ดูเหมือนจะเป็นเพื่อนคนหนึ่งของเจ้าเมืองหวังเจ้าค่ะ”
นางมองยูรันด้วยสีหน้าระมัดระวังขึ้นเล็กน้อย
“คุณชายรู้จักหรือเจ้าคะ”
“ไม่รู้อะ ถามเฉย ๆ”
แม่เล้านิ่งไป คำตอบนั้นเรียบง่ายเกินไปจนนางไม่รู้ว่าควรถามต่อหรือควรเงียบ
สุดท้ายนางจึงฝืนยิ้ม แล้วเดินนำเขาไปยังห้องว่างด้านในสุด
ห้องนั้นตกแต่งหรูหราพอสมควร มีโต๊ะเตี้ย เตียงเอน ฉากกั้น ผ้าม่านบาง และหน้าต่างเปิดออกไปเห็นหลังคาเมืองยามค่ำ
ยูรันเดินเข้าไปนั่งลงตรงโต๊ะ
แม่เล้ากำลังจะเรียกสาวใช้เข้ามา แต่เขายกมือห้ามไว้ก่อน
“ไม่ต้อง”
แม่เล้าชะงัก
ยูรันหยิบถ้วยชาขึ้นมาดู ก่อนวางกลับลงไป
“ถ้าข้าไม่เรียก ก็ไม่ต้องให้ใครเข้ามา”
แม่เล้ารีบก้มหน้า
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
นางถอยออกจากห้องอย่างรวดเร็ว ก่อนปิดประตูให้เบา ๆ
ภายในห้องเงียบลงทันที
ยูรันนั่งรออยู่ครู่หนึ่ง รอจนแน่ใจว่าเสียงฝีเท้าของแม่เล้าหายไปไกลแล้ว
ยูรันลุกขึ้นจากเก้าอี้
[ทัศนะศูนย์]
กลิ่นอายของเขาจางหายไปอย่างเงียบงัน
ไม่ใช่เพียงลมหายใจหรือเสียงฝีเท้า แต่รวมถึงตัวตนของเขาที่ค่อย ๆ เลือนออกจากการรับรู้ของผู้คนและค่ายกลรอบข้าง
เขาเดินออกจากห้องของตน ไปยังห้องข้าง ๆ แล้วเปิดประตูเข้าไปอย่างดื้อ ๆ
ประตูเปิดออกจริง
เพียงแต่ภายใต้อิทธิพลของทัศนะบูรณา คนในห้องยังเห็นว่าประตูปิดสนิท
ภายในห้อง กลิ่นคาวเลือดลอยเข้มข้น
บนพื้นมีชายคนหนึ่งนอนจมกองเลือด ร่างไร้การเคลื่อนไหว เลือดสดไหลซึมไปตามพื้นไม้ราคาแพง
ไม่ไกลจากร่างนั้น มีหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่
นางสวมชุดรัดรูปสีดำสนิท เน้นทรวดทรงองค์เอวคอดกิ่วสะโอดสะอง ใบหน้างดงามหวานล่มเมือง เส้นผมยาวสลวยสีดำขลับปลิวไสวเบา ๆ ตามแรงลมจากหน้าต่าง
แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุด คือดวงตาของนาง
ดวงตาข้างซ้ายยังคงเป็นดวงตาของมนุษย์ปกติ
ทว่าดวงตาข้างขวากลับประหลาดพิสดารอย่างยิ่ง
ตาขาวกลายเป็นสีดำสนิท
ตาดำกลับกลายเป็นสีขาวซีด
ดวงตาข้างนั้นให้ความรู้สึกราวกับกำลังจ้องมองสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในโลกนี้
สตรีผู้นี้คือ เยว่หลี
ยอดฝีมือหญิงแห่งพรรคมารผู้เลื่องชื่อ
ยูรันยกเลิกทัศนะศูนย์
ตัวตนของเขาปรากฏขึ้นกลางห้องอย่างกะทันหัน
เขามองเยว่หลี แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“นี่ เจ้าน่าสนใจดีนะ”
เยว่หลีสะดุ้งวูบ
นางถอยครึ่งก้าว ดวงตาสองสีเบิกกว้าง ชายคนนี้มาจากไหน ทั้งที่ประตูยังปิดสนิทในสายตานาง
“จะ...เจ้าเป็นใคร เข้ามาได้ยังไง ไม่สิ เข้ามาตั้งแต่เมื่อไร ไม่สิ เข้ามาทำไม”
ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง
[ตกใจจนพูดมั่วไปหมดแล้ว เฮ้อ]
เขาจึงตอบทีละข้ออย่างใจเย็น
“ข้าชื่อยูรัน เป็นศิษย์จากยอดเขาจันทรา สำนักเมฆาจันทร์”
เขายกนิ้วขึ้นนับ
“เข้ามาได้ยังไง ก็เดินเข้ามาเฉย ๆ นี่แหละ”
“เข้ามาตั้งแต่เมื่อไร ก็ตะกี้นี้”
จากนั้นเขามองนาง แล้วกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
“เข้ามาทำไมก็...ข้าชอบเจ้า เลยเข้ามาหาน่ะ”
เยว่หลีชะงักไปทันที
นางเหมือนสมองหยุดทำงาน ยอดเขาจันทรา ฝ่ายธรรมะ? เดินเข้ามาเฉย ๆ แล้วยังบอกว่าชอบนาง?
เยว่หลีมองศพแล้วมองยูรัน ชายคนนี้สติไม่ดีหรือหลงเสน่ห์นางกันแน่? ดวงตาของนางเย็นลงทันที
“เหลวไหล! ข้ามาจากพรรคมาร เจ้าไม่เห็นหรือไง เจ้าไม่กลัวตายหรือ”
ยูรันค่อย ๆ เดินเข้าไปหานาง
สีหน้าของเขายังคงสงบ
“เจ้าชนะข้าไม่ได้หรอก เลยไม่กลัวเท่าไร”
เยว่หลีถอยหลังอีกก้าว
“หยุด อย่าเข้ามานะ ไม่งั้นข้าจะฆ่าเจ้า”
ยูรันหยุดเท้าครู่หนึ่ง จากนั้นมุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย
“ลองดูสิ”