ตอนที่ 65 พวกเจ้าคิดว่าแค่นี้จะจับข้าได้งั้นเหรอ
ทั้งสองเดินลึกเข้าไปในป่า
ระหว่างทาง พวกเขาพบสัตว์อสูรคลุ้มคลั่งหลายตัว แต่ทุกครั้งยูรันจะปล่อยคลื่นไร้รูปทำลายผลึกสีม่วง จนพวกมันล้มสลบ
เซี่ยเยว่หลีมองภาพนั้นอยู่หลายครั้ง จนสุดท้ายก็อดถามไม่ได้
“เจ้าทำแบบนั้นได้ยังไง”
ยูรันหันมามองนางเล็กน้อย
“แบบไหน”
“แบบที่ปล่อยคลื่นอะไรบางอย่างออกไป ทั้งที่มองไม่เห็นเลย”
ยูรันตอบอย่างสบาย ๆ
“เจ้าก็ทำได้นะ ให้ข้าสอนด้วยไหมล่ะ”
เซี่ยเยว่หลีชะงักทันที
“จริงหรือ”
“จริงสิ”
ยูรันเดินต่อช้า ๆ
“วิธีการคือ เจ้าต้องรู้จักความเจ็บปวด”
เซี่ยเยว่หลีขมวดคิ้วทันที
“แล้วข้าไม่รู้จักตรงไหน”
ยูรันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสงบ
“เมื่อรู้จักความเจ็บปวด ก็ต้องยอมรับความเจ็บปวด จากนั้นก้าวข้ามผ่านความเจ็บปวด และสุดท้ายให้อภัยในความเจ็บปวดของตัวเอง”
เซี่ยเยว่หลีหยุดเดิน ดวงตาแดงขึ้นทันที
“ไร้สาระ!”
เสียงของนางสั่น แต่กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“ข้าทุกข์ทรมานมาขนาดนี้ เจ้าจะบอกให้ข้ายอมแพ้ แล้วให้อภัยพวกสารเลวพวกนั้นอย่างนั้นหรือ!”
ยูรันหยุดเดิน แล้วหันกลับมามองนาง
“ข้าบอกแบบนั้นหรือ”
“แล้วไม่ใช่รึไงเล่า!”
ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือออกไปลูบศีรษะนางเบา ๆ
“ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้น”
น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงจากดวงตาเซี่ยเยว่หลี
“ฮึก... แล้วมัน... ฮึก... แบบไหนกัน...”
ยูรันเช็ดน้ำตาให้นางอย่างเบามือ
“ข้าหมายความว่า ตอนนี้เจ้ารู้จักความเจ็บปวดแล้ว และยอมรับมันแล้ว แต่เจ้ายังไม่ได้ก้าวข้ามมัน”
“เจ้าต้องก้าวข้ามความเจ็บปวดด้วยจิตใจที่มั่นคง ยอมรับว่าชะตากรรมบางอย่างเกิดขึ้นกับเจ้าไปแล้ว เพราะคนเราเลือกเกิดไม่ได้ และไม่อาจย้อนเวลากลับไปลบสิ่งที่เกิดขึ้นได้”
เซี่ยเยว่หลีเงียบลง
ยูรันกล่าวต่อ
“แต่ข้าไม่ได้บอกให้เจ้าให้อภัยพวกมัน”
ดวงตาของนางสั่นไหว
“ข้าบอกให้เจ้าให้อภัยความเจ็บปวดของตัวเอง”
“ก็คือให้อภัยความเกลียดชังของตัวเอง ปล่อยวางความแค้นที่กัดกินหัวใจของตัวเอง เพราะสิ่งที่ทำให้เจ้าเจ็บปวดอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่สิ่งอื่น แต่เป็นความแค้นที่เจ้าแบกเอาไว้ทุกวันต่างหาก”
ยูรันค่อย ๆ เช็ดน้ำตาอีกหยดหนึ่งออกจากแก้มของนาง
“เชื่อข้าเถอะ”
เสียงของเขาอ่อนลงมาก
“ปลายทางของความเกลียดชังและความแค้น มันคือความว่างเปล่าเสมอ”
เซี่ยเยว่หลีเงียบไปนาน มือที่กำชายเสื้อค่อย ๆ คลายออก
“แล้วเจ้าล่ะ”
ยูรันหันมามองนาง
“อะไร”
“เจ้าเคยเกลียดใครไหม”
ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างจริงจัง
“ไม่เคย”
เซี่ยเยว่หลีชะงักเล็กน้อย
“แต่ข้าเคยเห็นมาเยอะแล้ว”
นางเงียบลง
“เห็นอะไร”
“คนที่ยึดติดกับการแก้แค้น”
ยูรันกล่าวเรียบ ๆ
“สุดท้ายแล้วจุดจบของพวกเขามักเหมือนกัน คือความว่างเปล่าในหัวใจ”
เซี่ยเยว่หลีขมวดคิ้ว
ยูรันหันมามองนาง
“เช่น คนที่แค้นเพราะพ่อแม่ทรยศตัวเอง เขาคิดว่าหากได้แก้แค้น ทุกอย่างจะจบลง ความเจ็บปวดจะหายไป ชีวิตจะกลับมาเป็นของตนเองอีกครั้ง แต่พอแก้แค้นสำเร็จจริง ๆ เป้าหมายเดียวที่ค้ำจุนเขามาทั้งชีวิตก็หายไปพร้อมกัน”
เซี่ยเยว่หลีเม้มริมฝีปากแน่น
ยูรันกล่าวต่อ
“ตอนนั้นเขาจะไม่รู้ว่าตนเองควรทำอะไรต่อ ควรเดินไปทางไหน ควรมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาใช้ความแค้นเป็นเหตุผลเดียวในการหายใจ”
เขามองนางนิ่ง ๆ
“เจ้าลองถามตัวเองดูสิ หลังจากเจ้าฆ่าคนที่เจ้าต้องการฆ่าหมดแล้ว หลังจากเจ้าทำลายทุกคนที่ทำให้เจ้าทุกข์ทรมานได้แล้ว เจ้าจะยังมีเป้าหมายให้ใช้ชีวิตต่อหรือเปล่า ทุกคนที่ข้าเคยเห็น เท่าที่รู้มา... ไม่มีใครมีชีวิตอยู่ต่อเลย”
เซี่ยเยว่หลีก้มหน้า รู้สึกเหมือนหัวใจถูกกดทับ
ยูรันไม่ได้บังคับให้นางตอบ เพียงกล่าวทิ้งท้าย
“อย่าเอาการแก้แค้นมาเป็นเป้าหมายเลย ให้มันเป็นทางผ่านก็พอแล้ว หรือถ้าไม่มีเลยยิ่งดี”
เซี่ยเยว่หลีเงียบไปนาน ก่อนตอบเสียงเบา
“อืม... ข้าจะลองคิดดูนะ”
ยูรันยื่นมือไปลูบศีรษะนางเบา ๆ อีกครั้ง
“ดีแล้ว เจ้าเด็กน้อย”
เซี่ยเยว่หลีเงยหน้าขึ้นทันที
“ข้าไม่ใช่เด็กนะ”
แม้ปากจะพูดเช่นนั้น นางกลับไม่ปัดมือเขาออก และไม่มีทางยอมพูดว่าตนยอมรับการลูบหัวนี้แล้ว
ทั้งสองคนเดินหาสาเหตุไปจนถึงช่วงเย็นใกล้มืดค่ำ จนมาถึงธารน้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่งบนภูเขาลึก
อีกด้านหนึ่ง ณ โรงเตี๊ยมเมฆาโสภิณ
ภายในห้องพักชั้นบน หนานอวี้กำลังเดินวนไปมาไม่รู้เป็นรอบที่เท่าไร
“อ๊ากกก!”
นางขยี้ผมตัวเองอย่างหงุดหงิด
“ศิษย์น้องหายไปหนึ่งวันเต็ม ๆ แล้วนะ! ไม่รู้ไปโดนผู้หญิงที่ไหนหลอกเอาแน่ ๆ!”
หลานชิงอวี้ที่นั่งจิบชาอยู่ข้างหน้าต่างค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองนาง
“ศิษย์พี่สาม ท่านคิดว่าศิษย์พี่ยูจะโดนหลอกจริง ๆ หรือเจ้าคะ”
หนานอวี้ชะงัก
หลานชิงอวี้วางถ้วยชาลงอย่างใจเย็น
“ถ้าศิษย์พี่ยูเป็นคนหื่นกามต่ำช้า ผู้หญิงหลายคนคงเสร็จเขาไปนานแล้วเจ้าค่ะ”
นางหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อเสียงเรียบ
“ถ้าให้พูดจริง ๆ หลายคนคงโดนเขาหลอกมากกว่า”
หนานอวี้อ้าปากเหมือนจะเถียง แต่กลับเถียงไม่ออก
หลานชิงอวี้ถอนหายใจเบา ๆ
“แล้วนี่ก็เพิ่งหนึ่งวันเองไม่ใช่หรือเจ้าคะ ศิษย์พี่ยูหายไปนาน ๆ ก็เป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเราอยู่แล้ว ท่านจะกังวลไปทำไมนัก”
พูดถึงตรงนี้ นางก็เหลือบมองหนานอวี้ด้วยสายตาตำหนิ
“อีกอย่าง ก็เพราะท่านนั่นแหละ ข้าถึงต้องติดแหง็กอยู่ในโรงเตี๊ยมจนโดนศิษย์พี่ยูกักตัว หึ”
หนานอวี้ชี้หน้าตัวเอง
“นี่เจ้าจะโทษข้าจริง ๆ ใช่ไหม!”
หลานชิงอวี้หันหน้าหนีไปทางหน้าต่าง
“ข้าไม่ได้พูดเช่นนั้นเจ้าค่ะ”
“เจ้าพูดอยู่เต็มหน้าเลย!”
“หน้าข้าพูดไม่ได้เจ้าค่ะ”
“ชิงอวี้!”
หลานชิงอวี้จิบชาต่ออย่างสงบ
หนานอวี้กัดฟันกรอด ก่อนเดินวนต่ออีกสามรอบ
“ไม่ได้ ข้าอยู่เฉย ๆ ไม่ได้จริง ๆ ถ้าเขาโดนผู้หญิงแปลก ๆ หลอกไปล่ะ ถ้าเขาโดนจับไปล่ะ ถ้าเขาลืมกินข้าวล่ะ!”
หลานชิงอวี้ชะงักเล็กน้อย
“ข้อสุดท้ายนี่น่าจะเป็นไปไม่ได้ที่สุดเจ้าค่ะ”
หนานอวี้หยุดเดินทันที
“ก็จริง”
นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเริ่มเดินวนต่อ
“แต่ข้าก็ยังกังวลอยู่ดี!”
กลิ่นหอมจาง ๆ พลันลอยเข้ามาในห้อง
หลานชิงอวี้ที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างชะงักเล็กน้อย
“ศิษย์พี่สาม... กลิ่นอะไรเจ้าคะ”
หนานอวี้หยุดเดินทันที
นางสูดลมหายใจเล็กน้อย สีหน้าก็เปลี่ยนทันที
“กลั้นหายใจ!”
เปลวไฟลุกจากฝ่ามือ เผากลิ่นประหลาดในอากาศ
ทว่าสายไปแล้ว
หลานชิงอวี้สูดเข้าไปก่อนแล้ว ใบหน้าซีด ลมหายใจสับสน มือที่ถือถ้วยชาสั่น
“ศิษย์พี่สาม... ข้า...”
“ชิงอวี้!”
หนานอวี้กำลังจะประคองนาง แต่หน้าต่างทั้งสามด้านก็แตกพร้อมกัน
เงาดำสามร่างพุ่งเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว
กลิ่นอายระดับแก่นทองคำขั้นต้นแผ่ออกมากดทับทั้งห้อง
หนึ่งในนั้นกล่าวเสียงต่ำ
“จับเป็น”
หนานอวี้ดวงตาเย็นวาบ
“คนของจวนเจ้าเมืองสินะ”
ไม่มีใครตอบ
นักฆ่าคนแรกพุ่งกระบี่สั้นเข้าหาลำคอ หนานอวี้ผลักหลานชิงอวี้ไปด้านหลัง ก่อนตบฝ่ามือสวน
ตูม!
เปลวไฟปะทะกระบี่ นักฆ่าถอยครึ่งก้าว ส่วนหนานอวี้ก็เซ
นางขมวดคิ้วทันที
[พิษออกฤทธิ์เร็วกว่าที่คิด]
กลิ่นนั้นไม่ใช่แค่ยาปลุกกำหนัด แต่ปนผงสลายปราณ แม้ไม่ทำให้หมดสภาพทันที แต่เมื่อต้องสู้กับแก่นทองคำสามคนก็มากพอแล้ว
นักฆ่าคนที่สองอ้อมไปด้านข้าง หมายจะจับหลานชิงอวี้
หลานชิงอวี้ฝืนปล่อยเส้นไหมน้ำแข็ง แต่มันกลับสั่นไหวและขาดกลางอากาศ
ใบหน้าของนางซีดลง
“บ้าเอ๊ย...”
นักฆ่าเข้าประชิด กระแทกฝ่ามือใส่ท้ายทอย
ตุบ!
หลานชิงอวี้หมดสติไปทันที
“ชิงอวี้!”
หนานอวี้พุ่งเข้าใส่อย่างโกรธจัด แต่แหสีดำที่ถักจากเส้นไหมอักขระถูกโยนลงมา
แหคลุมร่างนางไว้ในพริบตา
อักขระบนเส้นไหมสว่างวาบ กดพลังปราณในร่างหนานอวี้ให้สะดุดทันที
“อึก!”
หนานอวี้คุกเข่าลงข้างหนึ่ง แต่ยังฝืนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูด
“พวกเจ้าคิดว่าแค่นี้จะจับข้าได้งั้นเหรอ!”
นักฆ่าหัวหน้าขยับเข้ามาอย่างเงียบงัน
“ถ้าเป็นเจ้าคนเดียว อาจยาก”
เขายกยันต์สีดำขึ้นมา
“แต่สู้ไปช่วยคนอื่นไปด้วย ดูท่าจะลำบากไม่น้อย”
หนานอวี้ยังไม่ทันตอบ ยันต์สีดำก็แปะลงบนแหกดปราณ
วิ้ง!
แรงกดทับเพิ่มขึ้นหลายเท่าในพริบตา
หนานอวี้กัดฟันจนเลือดซึม แต่ภาพตรงหน้ากลับเริ่มพร่าเลือน
ฤทธิ์ยา ผงสลายปราณ และแหอักขระซ้อนทับกัน ทำให้นางไม่อาจฝืนได้นาน
ก่อนสติจะดับลง นางมองเห็นหลานชิงอวี้ถูกพาดขึ้นบ่าของนักฆ่าคนหนึ่ง
[ศิษย์น้อง... ช่วย]
ตุบ
ร่างของหนานอวี้ล้มลงกับพื้น
นักฆ่าหัวหน้าเหลือบมองทั้งสองคน ก่อนกล่าวเสียงเรียบ
“ถอนตัว”
เงาดำทั้งสามแบกร่างของหนานอวี้และหลานชิงอวี้ทะยานออกจากหน้าต่าง หายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว
ในห้องเหลือเพียงโต๊ะอาหาร ถ้วยชาที่ล้มคว่ำ และกลิ่นหอมที่ค่อย ๆ จางหาย