คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 68 เดี๋ยวก่อน อาจารย์มีอีกเรื่อง8,129 ตัวอักษร

ตอนที่ 68 เดี๋ยวก่อน อาจารย์มีอีกเรื่อง

ณ ห้องส่วนตัวในหอนางโลมบุปผาพราย

เซี่ยเยว่หลีกำลังเดินวนไปวนมาอยู่ในห้องด้วยความกระสับกระส่าย

แม้นางจะบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไม่ได้เป็นห่วง แต่สายตากลับเหลือบมองหน้าต่างอยู่เป็นระยะ จนสุดท้ายแม้แต่ตัวนางเองก็เริ่มรำคาญความไม่สงบของหัวใจตนเอง

ทันใดนั้น หน้าต่างไม้ก็เปิดออกอย่างเงียบงัน

ร่างของยูรันก้าวเข้ามาในห้อง

เซี่ยเยว่หลีสะดุ้งเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันได้ด่าเขาที่เข้ามาไม่ให้สุ้มให้เสียง นางก็สังเกตเห็นสภาพของเขาเสียก่อน

ใบหน้าและผิวพรรณที่เคยขาวสะอาดของยูรันในยามนี้กลับแดงระเรื่อผิดปกติ ผิวกายแผ่ไอร้อนจาง ๆ ออกมา ลมหายใจเองก็อุ่นร้อนกว่าปกติอย่างชัดเจน

ดวงตาของเซี่ยเยว่หลีเบิกกว้างทันที

“ยูรัน! ตัวเจ้าแดงขนาดนี้ เกิดอะไรขึ้น เจ้าถูกทำร้ายหรือโดนพิษอะไรมา!”

นางรีบพุ่งเข้ามาจับแขนเสื้อเขาอย่างลืมตัว

ยูรันตอบด้วยสีหน้าตายสนิท

“เปล่า ข้าแค่โดนยาปลุกกำหนัดมาน่ะ”

“ยาปลุกกำหนัด?!”

เซี่ยเยว่หลีได้ยินแล้วหัวใจแทบหยุดเต้น ร่างของนางถอยกรูดไปด้านหลังทันที มือทั้งสองยกขึ้นกุมอกด้วยความระแวงสุดชีวิต

“เจ้า... เจ้าขยะลามก! บุกเข้าไปช่วยคนทำไมถึงได้โดนยากลับมาแดงก่ำขนาดนี้ หา?! อย่าเข้ามาใกล้ข้านะ!”

ยูรันเห็นนางถอยหนี ก็ยกยิ้มบาง ๆ แล้วก้าวตามเข้าไปอย่างไม่รีบร้อน

“ข้าอุตส่าห์บอกว่าชอบเจ้าไปแล้ว ไม่คิดจะช่วยข้าถอนพิษสักนิดเลยหรือ”

เซี่ยเยว่หลีหน้าแดงขึ้นทันที

“ไม่มีทาง! เจ้าบ้าไปแล้วหรือ! ออกไปห่าง ๆ เลยนะ!”

นางถอยหลังอีกก้าว น้ำเสียงเริ่มลนลาน

“มารในตัวข้าจะไม่ยอมรับวิธีถอนพิษอุจาดตาแบบนั้นเด็ดขาด!”

ยูรันก้าวเข้ามาใกล้เพียงก้าวเดียว ก่อนยื่นนิ้วชี้ดีดหน้าผากนางเบา ๆ

แปะ!

“โอ๊ย!”

เซี่ยเยว่หลีกุมหน้าผาก กระพริบตาปริบ ๆ

ยูรันกล่าวเสียงเรียบ

“ล้อเล่นน่ะ พิษแค่นี้ไม่มีผลกับข้าหรอก แค่แกล้งเจ้าสนุก ๆ เท่านั้น”

เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนเสริมด้วยสีหน้าจริงจังมาก

“แต่หน้าเจ้าตอนตื่นตระหนกก็น่ารักดี”

เซี่ยเยว่หลีแข็งค้างไปทันที

ใบหน้าของนางแดงวาบ ลามไปจนถึงใบหู หัวใจเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้

[น่ารัก?]

[เขาบอกว่าข้าน่ารัก?]

นางกัดฟันแน่น ยกมือขึ้นชี้หน้าเขา ทั้งเขิน ทั้งโมโหจนเสียงสั่น

“ไอ้บ้าเอ๊ย! ข้าจะบีบคอเจ้าให้ตายไปเลย!”

ยูรันไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เขาหมุนตัวเดินไปทางหน้าต่างแล้วกล่าวเสียงเอื่อยเฉื่อย

“เอาละ ออกเดินทางจากเมืองกันทันทีเถอะ เดี๋ยวแดดขึ้นแล้วจะนอนกลางวันอย่างสงบไม่ได้”

เซี่ยเยว่หลีสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกดความร้อนบนใบหน้าลง แต่ยิ่งพยายามก็ยิ่งรู้สึกว่าหน้าแดงกว่าเดิม

สุดท้ายนางจึงกัดริมฝีปาก รีบเหินร่างตามเด็กหนุ่มตาบอดออกนอกหน้าต่างไปในค่ำคืนอันเงียบสงัด

ก่อนจากไป นางยังไม่วายพึมพำเสียงเบา

“ถ้าเจ้ากล้าแกล้งข้าแบบนี้อีก ข้าจะเตะเจ้าลงจากฟ้าแน่...”


เช้าวันรุ่งขึ้น ณ โรงเตี๊ยมชายเมือง

แสงแดดอุ่นส่องผ่านม่านหน้าต่าง กระทบเปลือกตาของหนานอวี้จนค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างมึนงงเล็กน้อย

ร่างกายของนางกลับมาเบาสบาย ลมปราณหมุนเวียนเป็นปกติ ไม่มีพิษหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย

ข้างกายนาง หลานชิงอวี้เองก็เพิ่งลุกขึ้นนั่ง พลางบิดขี้เกียจเบา ๆ

“ศิษย์น้อง!”

หนานอวี้ลุกพรวดขึ้นทันที ก่อนกวาดสายตามองไปรอบห้อง

จากนั้นสายตาของนางก็หยุดอยู่ที่โต๊ะ

บนโต๊ะมีจดหมายหนึ่งฉบับ ถุงเหรียญวิญญาณสองถุง และกระเป๋ามิติใบเล็กที่บรรจุเสบียงกับขนมหวานเอาไว้เต็มพอสมควร

หนานอวี้รีบก้าวลงจากเตียง หยิบจดหมายขึ้นมาอ่านอย่างรวดเร็ว

อ่านจบ ดวงตากลมโตของนางก็เบิกกว้าง

จากนั้นเสียงโวยวายก็ดังลั่นห้องทันที

“กรี๊ด! ข้าหลอกล่อไปตั้งขนาดนั้น ทำไมเขาถึงทนไหวและไม่ยอมแตะต้องพวกเราเลยล่ะหา?! ร่างกายเขาทำงานปกติไหมเนี่ย หรือว่าเจ้านั่นจะเป็นขันที?!”

หลานชิงอวี้ที่กำลังรินชาจากกาน้ำบนโต๊ะชะงักไปเล็กน้อย

จากนั้นนางยกถ้วยชาขึ้นจิบด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ศิษย์พี่สามเจ้าคะ... นั่นคือประเด็นสำคัญของเรื่องนี้หรือ”

“สำคัญสิ!”

หนานอวี้หันขวับกลับมา

“นี่คือการดูถูกแรงดึงดูดของสตรีงามระดับนางฟ้าอย่างพวกเราอย่างรุนแรงเลยนะ! ข้าหยิบยื่นโอกาสทองให้ถึงขนาดนั้น เขากลับเขียนจดหมายทิ้งไว้แล้วหนีไป... ช่างน่าน้อยใจนัก!”

พูดจบ นางก็คว้าหมอนขนเป็ดมากอดแน่นแล้วบีบจนเสียรูป

หลานชิงอวี้มองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ

“แต่ศิษย์พี่ยูจัดการต้นตอของอสูรคลั่งเสร็จแล้วนะเจ้าคะ เงินแสนเหรียญกับขนมพวกนี้ก็ทิ้งไว้ให้พวกเราด้วย”

นางหยิบขนมขึ้นมาชิ้นหนึ่ง

“และขนมก็อร่อยมาก”

หนานอวี้ชะงักทันที

“อร่อยมาก?”

หลานชิงอวี้พยักหน้า

“มากเจ้าค่ะ”

หนานอวี้รีบโยนหมอนทิ้ง แล้วคว้าขนมขึ้นมากัดหนึ่งคำ

ชั่วขณะนั้น ดวงตาของนางพลันสว่างวาบ

“อื้ม... ยกโทษให้ชั่วคราวก็ได้”

หลานชิงอวี้จิบชาต่ออย่างสงบ

“ข้าว่าพวกเรารีบเดินทางกลับยอดเขาก่อนดีกว่าเจ้าค่ะ จะได้หลบเลี่ยงไม่ต้องเจอศิษย์พี่เย่ ไม่รู้ตอนนี้เขาจะเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าหาพวกเราไม่เจอ เขาอาจกำลังคลั่งอยู่ก็ได้”

หนานอวี้เคี้ยวขนมไปพลาง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างจริงจัง

“นั่นสินะ”

จากนั้นนางก็ชี้นิ้วไปทางหน้าต่างอย่างแน่วแน่

“กลับยอดเขา! ไว้เจอกันที่นั่น ข้าจะต้องบีบแก้มเค้นถามความปกติของร่างกายศิษย์น้องให้ได้!”

หลานชิงอวี้ “...”

นางรู้สึกว่าศิษย์พี่สามของตนเองยังคงจับประเด็นผิดอยู่ดี

สตรีทั้งสองรีบเก็บสัมภาระ กองเหรียญวิญญาณ และเสบียงขนมหวานให้เรียบร้อย ก่อนลอบออกจากเมืองทิวาเมฆา มุ่งหน้ากลับสำนักเมฆาจันทร์ล่วงหน้าทันที

ส่วนเย่อ้าวเทียนที่เพิ่งถล่มจวนเจ้าเมืองจนวุ่นวายทั้งคืน ทั้งบาดเจ็บ ทั้งเหนื่อยล้า ทั้งเลือดและฝุ่นเต็มตัว กว่าจะรู้ว่าหนานอวี้กับหลานชิงอวี้หายไปจากเมืองแล้ว ก็เหลือเพียงความว่างเปล่าให้เขายืนกัดฟันอยู่ลำพัง

สุดท้าย เขาจึงต้องเดินทางกลับสำนักเมฆาจันทร์คนเดียวอย่างสะบักสะบอม

เงาเดียวดายทอดยาวไปตามถนนยามเช้า

ดูน่าสมเพชอย่างยิ่ง


สายลมระลอกหนึ่งพัดผ่านทิวไผ่มรกตของยอดเขาจันทรา เสียงใบไผ่เสียดสีกันดังซ่า ๆ ท่ามกลางบรรยากาศสงบเงียบที่ดำเนินไปเช่นนี้แทบทุกวัน

บนดาดฟ้าของตำหนักหลัก หลิงเยวี่ยกำลังนั่งประคองถ้วยชาอุ่น ๆ ทอดสายตามองปุยเมฆที่ลอยผ่านยอดเขาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ทว่าแววตากลับแฝงความครุ่นคิดบางอย่างอยู่ลึก ๆ

ที่โต๊ะด้านข้าง ไป๋หลิงกำลังนั่งประเมินอาหารของเฮยหลงกับเยว่หลิน

สองสามีภรรยางูยืนตัวตรงอย่างตึงเครียด ราวกับกำลังรอฟังคำพิพากษาชีวิต

ไป๋หลิงดมกลิ่นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ

“อืม ฝีมือดีขึ้นมากนะ”

เฮยหลงกับเยว่หลินดวงตาสว่างขึ้นทันที

แต่ยังไม่ทันได้ดีใจ ไป๋หลิงก็กล่าวต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“อย่าให้หนานอวี้มาเห็นแล้วกัน รีบเอาไปทำปุ๋ย”

“...”

เฮยหลงกับเยว่หลินมองหน้ากัน

[ฝีมือดีขึ้นแล้ว เหตุใดจึงยังไม่กินอีก...]

[ฮือ ๆ]

ส่วนหลิงเยวี่ยนั้นไม่แม้แต่จะปรายตามองอาหาร

นางตัดสินใจไว้แล้วว่า หากไม่ใช่อาหารที่รันเอ๋อร์ทำ หรือรันเอ๋อร์บอกว่าอร่อย นางจะไม่ยอมแตะต้องเด็ดขาด

เฮยหลงเหลือบมองท่าทางนั้นแล้วรู้สึกพูดไม่ออกอย่างยิ่ง

[นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับสตรีบนยอดเขานี้กันแน่ โดนอาหารล่อซื้อไปหมดแล้วหรืออย่างไร]

ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังมาจากด้านหลัง

“อาจารย์ ศิษย์พี่รอง พวกเรากลับมาแล้ว”

ไป๋หลิงหันไปมองทันที

หนานอวี้กับหลานชิงอวี้เดินขึ้นมาบนดาดฟ้า แม้ดูเหมือนจะเดินทางไกลมาไม่นาน แต่สีหน้าของทั้งสองกลับมีร่องรอยเหนื่อยล้าและหงุดหงิดจาง ๆ

ไป๋หลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย

“กลับมากันเร็วกว่าที่คาดไว้... ยูรันไปไหน แล้วทำไมมีพวกเจ้าสองคนกลับมา”

หลานชิงอวี้ประสานมือคารวะ

“เรียนท่านอาจารย์และศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่ยูแจ้งว่าเขามีธุระด่วนต้องจัดการภายนอก จึงแยกตัวไปล่วงหน้าแล้ว ส่วนศิษย์พี่เย่... คาดว่ากำลังตามมาเจ้าค่ะ”

หลิงเยวี่ยวางถ้วยชาลงช้า ๆ

“รายงาน”

หนานอวี้ที่กลั้นไว้ตั้งแต่เดินทางกลับ รีบก้าวออกมาทันที

“ภารกิจที่เมืองทิวาเมฆา ต้นตอของอสูรคลุ้มคลั่งมาจากเจ้าเมืองหวังเจ้าค่ะ! เขาใช้หินสีม่วงประหลาดบางอย่างกระตุ้นสัตว์อสูร ทำให้พวกมันคลุ้มคลั่ง อาละวาดรอบเมือง และดูเหมือนศิษย์น้องจะจัดการต้นตอเรียบร้อยแล้ว”

ไป๋หลิงหรี่ตาลง

“แล้วทำไมพวกเจ้าถึงกลับมาในสภาพนี้”

หนานอวี้ชะงัก

หลานชิงอวี้หันหน้าไปอีกทางทันที

ไป๋หลิงมองทั้งสองคนเงียบ ๆ

“พูด”

หนานอวี้ไอกระแอม

“คือว่า... ระหว่างพักที่โรงเตี๊ยม มีบุตรชายเจ้าเมืองหวังมาหาเรื่อง แล้วพูดว่าจะหักขาศิษย์น้อง ข้าก็เลย...”

ไป๋หลิงถามเสียงเรียบ

“เลยอะไร”

“เลยต่อยเขาตายเจ้าค่ะ”

ทั้งดาดฟ้าเงียบลงทันที

เฮยหลงกับเยว่หลินที่กำลังจะยกจานอาหารลงไปทำปุ๋ยถึงกับหยุดนิ่งกลางทาง

หลิงเยวี่ยมองหนานอวี้อยู่ครู่หนึ่ง

“ต่อยตาย?”

หนานอวี้ก้มหน้าลงเล็กน้อย

“ข้าไม่ได้ตั้งใจให้ตายเจ้าค่ะ แค่ซัดเต็มแรงไปนิดเดียวเอง”

หลิงเยวี่ยถอนหายใจเบา ๆ

“เล่าต่อ”

หนานอวี้จึงรีบเล่าต่อ ตั้งแต่เจ้าเมืองหวังส่งนักฆ่ามาจับตัวพวกนาง วางยา ผนึกปราณ พาไปจวนเจ้าเมือง เย่อ้าวเทียนบุกเข้าด้านหน้า ยูรันลอบเข้าไปช่วยออกมา จนสุดท้ายเขาทิ้งจดหมาย เงิน และขนมไว้ให้ก่อนแยกตัวไป

หลังเล่าจบ ดาดฟ้าก็เงียบลงอีกครั้ง

ไป๋หลิงฟังแล้วสีหน้าเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด

“เจ้าเมืองหวังกล้าทำถึงขั้นนี้เชียวหรือ”

หลิงเยวี่ยไม่ได้พูดอะไรทันที แต่นิ้วมือที่วางบนโต๊ะเคาะเบา ๆ ครั้งหนึ่ง

เพียงครั้งเดียว บรรยากาศบนดาดฟ้าก็เย็นลงอย่างประหลาด

หนานอวี้กับหลานชิงอวี้ต่างรู้ทันทีว่าอาจารย์โกรธแล้ว

หลิงเยวี่ยถามเสียงเรียบ

“ยูรันบาดเจ็บหรือไม่”

หลานชิงอวี้รีบตอบ

“ไม่เจ้าค่ะ ศิษย์พี่ยูดูปกติดี เพียงแต่เขาบอกว่ามีธุระต้องไปจัดการต่อ”

ไป๋หลิงมองจดหมายที่หนานอวี้ส่งให้ แล้วอ่านซ้ำอีกรอบ

“เขาไม่ได้บอกว่าไปที่ไหน”

หลิงเยวี่ย "งั้นก็ไม่เป็นไร"

หนานอวี้ "เดี๋ยวก่อน อาจารย์มีอีกเรื่อง"