ตอนที่ 69 หลีกไป ข้าจะเข้าไปพบอาจารย์
หลิงเยวี่ยเลิกคิ้วเล็กน้อย
“หืม?”
หนานอวี้สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนกล่าวอย่างจริงจัง
“ตอนพวกเราโดนจับไป พวกเราโดนยาปลุกกำหนัดด้วยนะเจ้าคะ”
ไป๋หลิงสีหน้าเปลี่ยนทันที
“หา? พวกเจ้าโดนยา แล้วถอนพิษได้อย่างไร”
หนานอวี้รีบยกมือห้าม
“ศิษย์พี่รอง ถอนพิษอย่างไรยังไม่สำคัญ ฟังข้าเล่าก่อน”
นางกัดฟันเล็กน้อยเมื่อนึกถึงเรื่องนั้น
“หลังศิษย์น้องช่วยพวกเราออกมาได้ เขาเจอเย่อ้าวเทียน เจ้านั่นให้ยามาสองเม็ด แล้วบอกศิษย์น้องว่าเป็นยาแก้พิษ”
หลานชิงอวี้เสริมเสียงเรียบ
“แต่ที่จริงมันไม่ใช่ยาแก้พิษเจ้าค่ะ ศิษย์พี่ยูบอกว่ามันคือยาตะวันดับ หากกินตามปกติเป็นยาฟื้นพลังธรรมดา แต่ถ้ามีฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดอยู่ก่อน จะทำให้ฤทธิ์ยาเดิมแรงขึ้นสองถึงสามเท่า”
นางหยุดไปเล็กน้อย ก่อนเหลือบมองหนานอวี้
“แต่ศิษย์พี่สามไม่เชื่อ เลยกินเข้าไป”
หนานอวี้หน้าแข็งทันที
หลานชิงอวี้กล่าวต่ออย่างสงบ
“หลังจากนั้นศิษย์พี่ยูก็ตบมือแล้วชมว่า ดูเหมือนยาจะพุ่งขึ้นไปถึงห้าเท่าเลยเจ้าค่ะ”
หนานอวี้หันขวับ
“ชิงอวี้! เรื่องนี้ไม่ต้องพูดก็ได้!”
ไป๋หลิงลุกขึ้นด้วยความโกรธ
“อะไรนะ แล้วสรุปพวกเจ้าแก้พิษกันได้อย่างไร”
หลานชิงอวี้ตอบหน้าตาย
“พวกเราก็แค่อ้อนให้ศิษย์พี่ยูแก้พิษให้เจ้าค่ะ ศิษย์พี่สามพยายามจูบศิษย์พี่ยูด้วย”
แกร๊ก
ถ้วยชาในมือหลิงเยวี่ยแตกทันที
นางขมวดคิ้วเล็กน้อย
“แล้วยังไงต่อ”
หลานชิงอวี้กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเดิม
“ศิษย์พี่ยูแค่สกัดจุดให้พวกเราผ่อนคลาย แล้วให้พวกเรานอนลงเฉย ๆ เจ้าค่ะ”
ไป๋หลิงมองทั้งสองคนสลับกัน
“พวกเจ้า... หมายความว่า...”
หนานอวี้ขมวดคิ้ว
“หมายความว่าอะไรล่ะศิษย์พี่รอง ศิษย์น้องมันดูดพิษออกจากร่างพวกเราตรง ๆ ย้ายไปไว้ในร่างตัวเอง แล้วสกัดจุดให้พวกเราหลับปุ๋ยอย่างสบายใจต่างหาก”
หลิงเยวี่ยผ่อนคลายลงทันที
“อ้อ ก็ดีแล้วนี่”
หนานอวี้ตบโต๊ะทันที
“มันดีตรงไหน อาจารย์! มีสองสาวงามล่มเมืองกำลังล่อลวงอยู่ตรงหน้า แถมยังโดนยาปลุกกำหนัดรุนแรงด้วย แต่ศิษย์น้องไม่หวั่นไหวเลยแม้แต่นิด ข้าสงสัยว่าศิษย์น้องเป็นขันที! หรือไม่ก็ ศิษย์น้องไปหาผู้หญิงคนอื่นข้างนอก!”
“...”
ทั้งดาดฟ้าเงียบลงทันที
[ขันที? ผู้หญิง? ไม่น่าเป็นไปได้มั้ง]
ไป๋หลิงกดขมับตัวเองเบา ๆ ก่อนพยายามดึงประเด็นกลับมา
“อาจารย์ พิษยาปลุกกำหนัดแบบนั้น ปกติดูดออกตรง ๆ ได้ด้วยหรือเจ้าคะ หากฤทธิ์ยารุนแรงขึ้นหลายเท่า ต่อให้ใช้ยาแก้พิษก็ยังยาก แต่ศิษย์น้องกลับดูดออกมาตรง ๆ ได้ นี่ออกจะน่าเหลือเชื่อเกินไปหน่อย”
หลิงเยวี่ยกล่าวเสียงเรียบ
“ข้าไม่ค่อยแปลกใจ รันเอ๋อร์เดินชนค่ายกลโบราณมาแล้ว แค่ดูดพิษแค่นี้ คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง”
“จริงด้วย (°ー°〃)”
หนานอวี้กับหลานชิงอวี้ได้แต่นิ่งอึ้ง เหตุผลนี้เหมือนจะผิด แต่กลับเถียงไม่ได้อย่างประหลาด
หลิงเยวี่ยกวาดตามองทั้งสองคน
“ต่อไปต้องระวังเย่อ้าวเทียนให้มากขึ้น ของที่เขาให้ ห้ามกินสุ่มสี่สุ่มห้าเด็ดขาด ให้รันเอ๋อร์ตรวจดูก่อนทุกครั้ง”
ทุกคนพยักหน้ารับพร้อมกัน
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
หลิงเยวี่ยยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วเล็กน้อย ก่อนเหลือบมองเฮยหลงกับเยว่หลินที่ยังยืนถือจานอาหารค้างอยู่
“แล้วเมื่อไร จะเอาของพวกนี้ไปทำปุ๋ย?”
เฮยหลงกับเยว่หลินสะดุ้งพร้อมกัน
“ขอรับ!”
“เจ้าค่ะ!”
ทั้งสองรีบยกอาหารที่ยังไม่ได้รับการยอมรับลงจากดาดฟ้าอย่างรวดเร็ว
หนานอวี้มองตามจานอาหารไปด้วยสายตาสงสัย
“สรุปเมื่อกี้มีอาหารจริง ๆ ใช่ไหม”
ไป๋หลิงตอบทันที
“ไม่มี”
หนานอวี้หรี่ตามองไป๋หลิง
“ศิษย์พี่รองท่านปิดบังข้าแน่ ๆ”
อีกด้านหนึ่ง
ยูรันกับเซี่ยเยว่หลีเดินทางออกจากเมืองทิวาเมฆามาได้ระยะหนึ่งแล้ว
เซี่ยเยว่หลีมองเส้นทางเบื้องหน้าที่ทอดยาวไปตามแนวเขา ก่อนอดถามไม่ได้
“พวกเราจะไปไหนกัน”
ยูรันตอบอย่างไม่รีบร้อน
“เมืองท่าชลวารี”
“เมืองท่าชลวารี?”
“อืม ข้าเคยไปกับคนอื่น ๆ ครั้งหนึ่ง ไปประมูลสัตว์น้ำ แล้วก็แวะพักผ่อนนิดหน่อย”
เซี่ยเยว่หลีขมวดคิ้ว
“แล้วเราจะไปทำไมกัน”
“สอนเจ้าใช้พลังไง”
นางยิ่งไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่
“สอนใช้พลังอะไรต้องไปถึงเมืองท่าชลวารี”
ยูรันยิ้มบาง ๆ
“เดี๋ยวก็รู้เอง รู้ก่อนประสิทธิภาพจะไม่ค่อยดี”
“...”
เซี่ยเยว่หลีอยากถามต่อ แต่สุดท้ายก็กลืนคำถามลงไป ถามคนผู้นี้ก็คงตอบเหมือนไม่ตอบ
ยูรันหันมามองนางเล็กน้อย
“หรือให้ข้าอุ้มเจ้าไปก็ได้นะ แป๊บเดียวถึงเลย ขอบอก”
เซี่ยเยว่หลีตอบทันที
“ไม่ต้อง”
คำตอบนั้นเร็วเสียจนแม้แต่นางเองก็ชะงัก
ยูรันเอียงคอ
“หืม”
เซี่ยเยว่หลีเบือนหน้าหนี
“ข้าอยากเดินเอง”
นางไม่รู้ว่าทำไมจึงปฏิเสธเร็ว เพียงรู้สึกว่าการเดินทางช้า ๆ ไม่เลว อย่างน้อยยังได้ฟังเขาพูดจาแปลก ๆ กินอาหารที่เขาทำ และเดินข้างเขาโดยไม่ต้องระแวงใคร
ยูรันเหมือนจะดูออก แต่ก็ไม่ได้เปิดโปง เพียงยักไหล่เบา ๆ
“ตามใจเจ้า”
สามวันต่อมา ทั้งสองก็มาถึงเมืองท่าชลวารี
เสียงคลื่นทะเลดังแว่วมาก่อนเห็นผืนน้ำ กลิ่นเค็มของลมทะเลปะปนกับกลิ่นอาหารทะเลย่างและเสียงผู้คนค้าขาย ทำให้เมืองทั้งเมืองดูคึกคักกว่าหลายแห่งที่เซี่ยเยว่หลีเคยผ่านมา
สิ่งแรกที่ยูรันทำเมื่อเข้ามาในเมือง ยังคงเหมือนเดิมทุกประการ
หาโรงเตี๊ยม
เซี่ยเยว่หลีมองเขาด้วยสายตาพูดไม่ออก
“เจ้าไม่คิดจะเริ่มจากเรื่องสอนพลังเลยหรือ”
ยูรันตอบอย่างจริงจัง
“ต้องมีที่นอนก่อน”
“...”
“แล้วก็ต้องกินข้าวก่อน”
เซี่ยเยว่หลีถอนหายใจ
“ข้าควรเดาได้ตั้งแต่แรกแล้ว”
หลังจองห้องพัก ยูรันก็พาเซี่ยเยว่หลีเดินผ่านตลาดปลา ท่าเรือ ร้านน้ำชา และแผงอาหารตลอดวัน โดยไม่รีบสอนอะไร นางไม่เข้าใจเขา แต่กลับไม่รู้สึกหงุดหงิด
อีกด้านหนึ่ง
เมื่อรู้ว่าหนานอวี้กับหลานชิงอวี้กลับยอดเขาไปโดยไม่รอ เย่อ้าวเทียนก็โกรธจนใบหน้าบิดเบี้ยว
“ดี... ดีมาก!”
เขากัดฟันแน่นจนแทบได้ยินเสียงกรอด
เขาสู้ทั้งคืนและถล่มจวนจนหมดแรง แต่ไม่มีใครรอหรือขอบคุณ ขณะที่ยูรันหายไปกับสตรีลึกลับ ยิ่งนึกถึงคำว่า “คนรักของข้า” เขาก็ยิ่งเดือดดาล
“ยูรัน... เจ้ามันสารเลว!”
เย่อ้าวเทียนกลับถึงยอดเขาช้ากว่าทั้งสองหนึ่งวัน ต้องเก็บตัวรักษาบาดแผลอีกสองวัน แต่ยิ่งคิดถึงเซี่ยเยว่หลีที่ยืนข้างยูรัน เขาก็ยิ่งรู้สึกเหมือนมีไฟเผาอก
ในที่สุด หลังอาการดีขึ้นพอจะเดินเหินได้ เย่อ้าวเทียนก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
เขารีบพุ่งออกจากเรือนพัก มุ่งตรงไปยังท้ายยอดเขาจันทราทันที
เขาต้องฟ้องอาจารย์ว่ายูรันทิ้งภารกิจ พาสตรีแปลกหน้าเที่ยวเล่น และกล่าวว่านางเป็นคนรัก
ทว่าเมื่อเย่อ้าวเทียนมาถึงทางเข้าสู่ตำหนักหลักใหม่ริมสระมรกต เขากลับถูกหยุดไว้
เฮยหลงกับเยว่หลินทั้งสองยืนขวางทางอยู่เบื้องหน้า
เย่อ้าวเทียนขมวดคิ้วทันที
“หลีกไป ข้าจะเข้าไปพบอาจารย์”
เฮยหลงมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“ไม่ได้”
เย่อ้าวเทียนชะงัก
“ไม่ได้?”
เยว่หลินพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ที่นี่เป็นเขตตำหนักหลัก หากไม่มีคำสั่งจากนายท่านหรือนายหญิงด้านใน พวกเราปล่อยให้ท่านผ่านเข้าไปไม่ได้เจ้าค่ะ”
เย่อ้าวเทียนสีหน้ามืดลงทันที
“นายท่าน นายหญิง? ข้าคือศิษย์เอกยอดเขาจันทรา! ข้าจะเข้าพบอาจารย์ของข้า ต้องให้พวกเจ้าอนุญาตตั้งแต่เมื่อไรกัน!”
เฮยหลงตอบอย่างซื่อตรง
“ตั้งแต่พวกเรามีหน้าที่เฝ้าที่นี่ขอรับ”
“...”
เย่อ้าวเทียนแทบกระอักเลือดออกมาอีกคำ
เยว่หลินยังกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสุภาพยิ่ง
“หากท่านมีธุระสำคัญ โปรดแจ้งไว้ก่อน ข้าจะเข้าไปรายงานนายหญิงหลิงให้เจ้าค่ะ”
เย่อ้าวเทียนกัดฟันแน่น
คำว่า “นายหญิงหลิง” จากปากสัตว์อสูรสองตัวนี้ทำให้เขารู้สึกเหมือนตนเองกลายเป็นคนนอกเต็มตัว
เขาสูดลมหายใจลึก พยายามกดโทสะลง
“บอกอาจารย์ว่า ข้ามีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับยูรันต้องรายงาน”
เฮยหลงกับเยว่หลินหันมามองหน้ากันเล็กน้อย
เมื่อได้ยินว่าเกี่ยวกับยูรัน สีหน้าของทั้งสองก็ดูจริงจังขึ้นทันที
เยว่หลินพยักหน้า
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
นางหันหลังเดินเข้าไปด้านในตำหนัก ก่อนขึ้นบันไดไปยังดาดฟ้าชั้นบน
บนดาดฟ้า หลิงเยวี่ยนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์
เยว่หลินเดินเข้ามาหยุดไม่ไกล ก่อนค้อมกายอย่างนอบน้อม
หลิงเยวี่ยเหลือบตามองนางเล็กน้อย
“มีอะไร?”