ตอนที่ 70 แต่มันยังไม่เที่ยงเลยนะเจ้าคะ
เยว่หลินตอบอย่างสุภาพ
“นายหญิงหลิง เย่อ้าวเทียนมาขอพบเจ้าค่ะ เขาบอกว่ามีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับนายท่านยูรันต้องรายงาน”
มือที่ประคองถ้วยชาของหลิงเยวี่ยชะงักลงเล็กน้อย
“เกี่ยวกับรันเอ๋อร์?”
เยว่หลินพยักหน้า
“ใช่เจ้าค่ะ”
แววตาของหลิงเยวี่ยพลันลึกลงเล็กน้อย นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ถ้าเป็นเรื่องอื่น นางอาจไม่สนใจใยดี แต่ถ้าเกี่ยวกับรันเอ๋อร์...
หลิงเยวี่ยวางถ้วยชาลง ถอนหายใจเบา ๆ
“ไปดูกันว่าเขาจะพล่ามอะไรไร้สาระหรือเปล่า”
พูดจบ นางก็ลุกขึ้นจากโต๊ะชา เดินลงจากดาดฟ้าชั้นบนอย่างไม่รีบร้อน เยว่หลินตามหลังลงมาเงียบ ๆ
ไม่นานนัก หลิงเยวี่ยก็มาถึงหน้าประตูตำหนักหลัก
เย่อ้าวเทียนที่ยืนรออยู่ด้านนอก เมื่อเห็นอาจารย์ลงมาด้วยตนเองก็รีบประสานมือคารวะทันที
“คารวะท่านอาจารย์”
หลิงเยวี่ยพยักหน้าเพียงเล็กน้อย สีหน้าเรียบเฉย
“รายงาน”
เย่อ้าวเทียนสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนเริ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงกดความขุ่นเคืองเอาไว้
“เรียนท่านอาจารย์ ระหว่างภารกิจเมืองทิวาเมฆา ศิษย์น้องยูรันไม่ยอมทำภารกิจอย่างจริงจัง เอาแต่เที่ยวเล่นกับสตรีงามล่มเมืองผู้หนึ่ง ไม่ทราบที่มาที่ไป ทั้งยังกล่าวต่อหน้าศิษย์ว่านางเป็นคนรักของเขา ชื่อเยว่หลีอะไรสักอย่าง”
เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อด้วยสีหน้าเจ็บแค้น
“เพราะเขามัวแต่เที่ยวเล่นเช่นนั้น ศิษย์พี่หนานอวี้กับศิษย์น้องหลานชิงอวี้จึงถูกจวนเจ้าเมืองจับตัวไป ศิษย์ต้องรับมือจวนเจ้าเมืองเพียงลำพัง กว่าจะช่วยพวกนางออกมาได้ก็แทบเอาชีวิตไม่รอด ท่านอาจารย์ เรื่องนี้หากไม่สอบสวนให้ชัด เกรงว่าจะเสียกฎยอดเขาจันทรา!”
หลิงเยวี่ยฟังจนจบอย่างเงียบงัน
สีหน้าของนางยังคงนิ่งสงบ แต่ว่าเส้นเลือดตรงขมับกลับปูดขึ้นมาเล็กน้อย
มารดามันเถอะ...
รันเอ๋อร์บอกเองว่าหนานอวี้กับชิงอวี้พลาดเพราะหนานอวี้เผลอฆ่าลูกชายเจ้าเมือง จึงถูกจวนเจ้าเมืองดักจับกลับไป
ทั้งสองคนก็ยืนยันกับปากแล้วว่า รันเอ๋อร์ออกไปตามหาต้นตอสัตว์อสูรคลุ้มคลั่งจนเจอและจัดการเรียบร้อย
ยังกล้าโกหกหน้าด้าน ๆ ต่อหน้าข้าอีก?
หลิงเยวี่ยพยายามข่มอารมณ์ที่เดือดปุด ๆ อยู่ในอกเอาไว้
นางอยากจะตบศิษย์ทรพีตรงหน้านี้ให้จมดินเสียเดี๋ยวนี้
ทว่าคำพูดของยูรันยังคงวนอยู่ในหัว
เย่อ้าวเทียนเป็นบุตรแห่งโชคชะตา มีวิถีสวรรค์คุ้มครอง หากลงมือฆ่าเขาตรง ๆ อาจชักนำทัณฑ์สวรรค์ลงมา
หลิงเยวี่ยจึงทำได้เพียงค่อย ๆ กดไอสังหารในดวงตาลง
“รอเขากลับมา แล้วข้าจะสอบสวนทีหลัง”
นางกล่าวเสียงเรียบ
“เจ้ากลับไปได้แล้ว”
เย่อ้าวเทียนชะงัก
เขาเงยหน้าขึ้นมองหลิงเยวี่ยอย่างไม่อยากเชื่อ เมื่อเห็นว่าอาจารย์ไม่มีท่าทีจะลงโทษยูรันแม้แต่น้อย ในใจของเขาก็เดือดพล่านขึ้นทันที
“แต่ว่าท่านอาจารย์—”
“ไม่มีแต่”
น้ำเสียงของหลิงเยวี่ยเย็นลงทันที
เย่อ้าวเทียนพลันสบเข้ากับสายตาของนาง
สายตานั้นเย็นยะเยือก อำมหิต เหมือนจะกลืนกินคนทั้งเป็น
หัวใจของเย่อ้าวเทียนกระตุกวูบ ความโกรธที่กำลังพลุ่งพล่านถูกกดจนดับวูบในพริบตา
เขารีบก้มศีรษะคารวะ
“ศิษย์... เข้าใจแล้ว”
พูดจบ เขาก็ถอยหลังออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่กล้าเอ่ยปากอีกแม้แต่คำเดียว
หลิงเยวี่ยยืนมองแผ่นหลังของเย่อ้าวเทียนจนลับสายตาไป สีหน้าของนางยังคงสงบนิ่ง ทว่าไอสังหารในแววตายังไม่จางหาย
ครู่หนึ่ง นางจึงหมุนตัวกลับเข้าไปในตำหนัก
เมื่อกลับขึ้นมาถึงดาดฟ้า หลิงเยวี่ยนั่งลงที่โต๊ะชาอีกครั้ง ทว่าอารมณ์ผ่อนคลายก่อนหน้านี้หายไปหมดสิ้น นางยกถ้วยชาขึ้นจิบหนึ่งคำ แล้ววางลงแรงกว่าปกติเล็กน้อย
แกร๊ก
เสียงถ้วยกระทบโต๊ะทำให้หนานอวี้ หลานชิงอวี้ และไป๋หลิงที่เพิ่งเดินขึ้นมาถึงต่างหันมามองพร้อมกัน
หนานอวี้เป็นคนแรกที่ถาม
“อาจารย์ เย่อ้าวเทียนมันมาทำอะไรเจ้าคะ”
หลิงเยวี่ยหลับตาลงเล็กน้อย เหมือนพยายามกดอารมณ์ของตนเองเอาไว้
“เขามาพล่ามเรื่องไร้สาระ”
“ไร้สาระ?”
หลานชิงอวี้เอียงคอเล็กน้อย
หลิงเยวี่ยลืมตาขึ้น น้ำเสียงเย็นลงหลายส่วน
“มันบอกว่า รันเอ๋อร์ออกไปเที่ยวนารีระหว่างทำภารกิจ จนทำให้หนานอวี้กับชิงอวี้ถูกจับตัวไป”
นางแค่นเสียงเบา ๆ
“ไร้สาระสิ้นดี”
หนานอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเส้นเลือดบนหน้าผากปูดขึ้นทันที
“ไอ้สารเลวนี่!”
นางตบโต๊ะดังปัง
“ภารกิจของมันก็ไม่ใช่แท้ ๆ! ตั้งแต่แรกก็เสนอหน้าเข้ามาเอง พอถึงเมืองปุ๊บก็หายไปปั๊บ โผล่มาอีกทีตอนข้ากับศิษย์น้องโดนจับไปแล้วแท้ ๆ ยังกล้ามาพล่ามว่าเป็นความผิดศิษย์น้องอีกหรือ!”
หนานอวี้กัดฟันกรอด
“ข้าน่าจะซัดมันให้หน้าหงายไปเลยจริง ๆ!”
หลานชิงอวี้พยักหน้าตามอย่างเห็นด้วยเต็มที่
“ข้าก็คิดเหมือนศิษย์พี่เจ้าค่ะ”
ทั้งสองคนเริ่มบ่นกะปอดกะแปดถึงเย่อ้าวเทียนอย่างไม่หยุดปาก
ทว่าไป๋หลิงกลับไม่ได้ตั้งใจฟังเรื่องนั้นเท่าไรนัก
หูของนางจับได้เพียงคำเดียว
นารี
ไป๋หลิงเงยหน้าขึ้นทันที
“เดี๋ยวก่อน ท่านอาจารย์!”
หลิงเยวี่ยหันมามองนาง
“มีอะไร?”
ไป๋หลิงขมวดคิ้ว
“เที่ยวนารีนี่... หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?”
หนานอวี้ที่กำลังบ่นอยู่ก็ชะงักตามไปด้วย
“จริงด้วย อาจารย์ เที่ยวนารีหมายความว่าไง”
หลิงเยวี่ยนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เหมือนไม่อยากให้เรื่องไร้สาระนี้มีน้ำหนักมากเกินไป
“อืม... เย่อ้าวเทียนบอกว่า ระหว่างทำภารกิจ รันเอ๋อร์พาสตรีผู้หนึ่งไปเดินเที่ยวรอบเมือง แล้วไปเจอเขาในป่า”
นางหยุดไปเล็กน้อย
“เห็นบอกว่าเป็นคนรักของรันเอ๋อร์ สตรีผู้นั้นชื่อเยว่หลี งดงามล่มเมืองมาก”
หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นอีกครั้ง
“ข้าว่ามันคงโกหกเหมือนเดิมนั่นแหละ อย่าไปสนใจเลย”
หลานชิงอวี้ชะงักไปทันที
ไม่
ไม่ใช่
ไม่ใช่แน่นอน
นี่ต้องเป็นเรื่องจริงแน่ ๆ
ด้วยนิสัยของศิษย์พี่ยูที่ชอบพูดจายียวน กวนประสาท และทำเรื่องเหมือนไม่มีอะไรอยู่ตลอดเวลา หากเขาบอกกับเย่อ้าวเทียนว่าสตรีผู้นั้นเป็นคนรัก ก็มีความเป็นไปได้สูงมากว่าเขาจงใจพูดเช่นนั้นจริง ๆ
หลานชิงอวี้ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
“อาจารย์!”
หลิงเยวี่ยหันมามองนาง
“ว่า?”
หลานชิงอวี้สูดลมหายใจเข้าลึก
“ข้าว่าศิษย์พี่เย่พูดความจริงนะเจ้าค่ะ”
ทั้งโต๊ะเงียบลงทันที
หลิงเยวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เรื่องสตรีน่ะหรือ?”
“ใช่เจ้าค่ะ”
หลานชิงอวี้พยักหน้า สีหน้าจริงจังอย่างยิ่ง
“ด้วยนิสัยของศิษย์พี่ยู จากที่อยู่ด้วยกันมา เขาไม่เคยโกหกเลยสักครั้งนะเจ้าคะ แถมศิษย์พี่เย่ยังบอกชื่อออกมาด้วย เหมือนมั่นใจมากใช่หรือไม่เจ้าคะ”
นางหยุดไปเล็กน้อย
“ข้าว่า... เขาอยู่กับผู้หญิงที่ชื่อเยว่หลีแน่ ๆ เลยเจ้าค่ะ”
บรรยากาศบนดาดฟ้าพลันเปลี่ยนไปทันที
หลิงเยวี่ยนิ่งไป
หนานอวี้เองก็หยุดบ่น
ไป๋หลิงวางถ้วยชาลงช้า ๆ
หลานชิงอวี้กล่าวต่ออย่างระมัดระวัง
“หมายความว่า ถ้าเกิดศิษย์พี่ยูพาผู้หญิงคนนั้นเดินเที่ยวจริง ๆ แปลว่า...”
หลิงเยวี่ยเริ่มขมวดคิ้ว
“แปลว่า?”
หนานอวี้กลืนน้ำลาย
“แปลว่า?”
ไป๋หลิงมองหลานชิงอวี้นิ่ง ๆ
“แปลว่า?”
หลานชิงอวี้ค่อย ๆ กล่าวต่อ เสียงของนางเริ่มสั่นเล็กน้อย
“แปลว่า... เขารู้จักสตรีคนนั้นก่อนวันที่พวกเราโดนยาปลุกกำหนัด”
นางยกมือขึ้นแตะปลายคาง เหมือนกำลังเรียบเรียงเหตุผลที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต
“แล้ว... แล้วหลังจากนั้น เขาก็ช่วยพวกเราถอนพิษ”
“เขาไม่แตะต้องพวกเราเลยแม้แต่น้อย แถมยังบอกว่ามีธุระจะไปจัดการก่อน”
“แต่... แต่... แต่...”
หนานอวี้เบิกตากว้างขึ้นเรื่อย ๆ
ไป๋หลิงสีหน้าเริ่มแข็งค้าง
หลิงเยวี่ยเองก็เงียบไปอย่างน่ากลัว
หลานชิงอวี้สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนพูดประโยคสุดท้ายออกมา
“แปลว่า... เขาอาจจะไปให้ผู้หญิงคนนั้นช่วยถอนพิษให้ก็ได้เจ้าค่ะ”
เงียบ เงียบสนิท
เพียงครู่เดียวต่อมา หนานอวี้ก็ยกมือกุมศีรษะ แล้วกรีดร้องลั่นดาดฟ้า
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!”
“แบบนี้นี่เอง!”
หลิงเยวี่ยและไป๋หลิงชะงักค้างไปพร้อมกัน
ยูรันมีสตรีข้างนอก?
ไม่ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด
พวกนางไม่เชื่อจนกว่าจะได้ยินจากปากยูรันเอง
ลูกศิษย์รัก/ศิษย์น้องของพวกนาง... ถูกหมูอ้วนงามล่มเมืองที่ไหนไม่รู้มาขุดผักกาดขาวถึงลานบ้านงั้นหรือ!
หนานอวี้กัดฟันแน่น
“ข้าไม่เชื่อหรอกว่าศิษย์น้องจะมีสตรี! ตอนที่ข้าเห็นเขาดูดพิษออก เขาดูเหมือนจะไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยแม้แต่น้อย! หึ ข้ายังเชื่อศิษย์น้องอยู่ ไว้รอศิษย์น้องกลับมา ข้าค่อยเค้นถามความจริงเอง!”
หลานชิงอวี้เอ่ยเสียงเบา
“แต่ว่า... จากสถานการณ์ มันชี้ไปทางนั้นมากเลยนะคะ ศิษย์พี่”
หนานอวี้หันขวับ
“ชิงอวี้!”
หลานชิงอวี้รีบปิดปากทันที
บรรยากาศบนดาดฟ้าพลันหนักอึ้งอย่างประหลาด เฮยหลงกับเยว่หลินที่ยืนอยู่ไม่ไกลต่างพากันก้มหน้าแน่น ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
แต่โชคร้ายของพวกมันคือ หนานอวี้ที่กำลังหาทางระบายอารมณ์ เหลือบสายตาไปเห็นพอดี
“พวกเจ้าสองตัว!”
เฮยหลงกับเยว่หลินสะดุ้งพร้อมกัน
“ไปทำอาหารมาเดี๋ยวนี้!”
เยว่หลินลังเลเล็กน้อย
“เจ้าค่ะ... แต่มันยังไม่เที่ยงเลยนะเจ้าคะ”
หนานอวี้ถลึงตา
“สั่งให้ไปทำ ก็ไปทำมา! ไม่อย่างนั้นข้าจะฟ้องศิษย์น้องว่าพวกเจ้าไม่ทำตามคำสั่ง ให้เตรียมทำเนื้องูตุ๋นตอนเขากลับมา!”
เฮยหลงกับเยว่หลินหน้าซีดทันที
บัดซบ นี่มันหาที่ระบายอารมณ์ชัด ๆ!
“ขอรับ / เจ้าค่ะ”
ทั้งสองทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ยอมรับชะตากรรม แล้วรีบไปทำอาหารอย่างหดหู่ที่สุดในชีวิตงูของตนเอง