ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 71 เราไปปล่อยตรงโขดหินนั้นกันดีกว่า
อีกด้านหนึ่ง ณ เมืองท่าชลวารี
ลมทะเลพัดผ่านถนนหินสีเทา กลิ่นเค็มของน้ำทะเลปะปนกับกลิ่นปลาสด เครื่องเทศ และควันหอมจากแผงอาหารริมทาง ผู้คนเดินขวักไขว่ เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้าดังสลับกับเสียงคลื่นกระทบฝั่งไม่ขาดสาย
ยูรันเดินเอื่อย ๆ อยู่กลางถนน มือข้างหนึ่งถือไม้เสียบปลาย่างที่เพิ่งซื้อมาจากแผงข้างทาง ท่าทางสบายอารมณ์จนไม่เหมือนคนที่เพิ่งพาสตรีพรรคมารหนีออกจากเมืองทิวาเมฆาเลยแม้แต่น้อย
จู่ ๆ เขาก็ชะงักเล็กน้อย
“ฮัดชิ่ว”
เซี่ยเยว่หลีหันมามองทันที
“เจ้าไม่สบายหรือ”
ยูรันส่ายหน้า
“เปล่า น่าจะมีคนคิดถึงข้าอยู่”
เซี่ยเยว่หลีมองเขาด้วยสีหน้าว่างเปล่า
“เจ้าหมายถึงด่าเจ้าอยู่ใช่หรือไม่”
ยูรันพยักหน้าอย่างไม่ลังเล
“อืม น่าจะหลายคนด้วย”
เซี่ยเยว่หลี “...”
นางไม่รู้ว่าควรห่วงเขา หรือห่วงคนที่กำลังด่าเขาดี
ตลอดทั้งวัน ยูรันยังคงพานางเดินไปทั่วเมืองท่าชลวารี ผ่านตลาดปลา ท่าเรือ ร้านขายของแปลก โรงประมูลเล็ก ๆ ร้านน้ำชา และแผงอาหารริมทะเล
เซี่ยเยว่หลีเดินตามเขามาตั้งแต่เช้าจนบ่าย ในมือยังถือถุงขนมที่ถูกยัดมาให้โดยไม่รู้ตัว ใบหน้าของนางดูสงบนิ่ง ทว่าดวงตากลับเริ่มมีแววสงสัยชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
“นี่ แล้วเมื่อไรจะสอนวิชา”
ยูรันหันมามองนางเล็กน้อย
“ยังไม่ถึงเวลา”
“แล้วเมื่อไรถึงจะถึงเวลา”
“ตอนเย็นเราไปปล่อยโคมลอย ตอนดึกเราไปตกหมึก”
เซี่ยเยว่หลีชะงัก
“ตกหมึก?”
“ใช่ คราวที่แล้วที่ข้ามากับอาจารย์ ศิษย์พี่ ศิษย์น้อง ก็มาตกหมึกนี่แหละ แต่ไม่ได้ปล่อยโคมลอย”
ยูรันพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังมาก
“เจ้านี่เป็นกรณีพิเศษเลยนะ”
เซี่ยเยว่หลีมองเขานิ่ง ๆ
“...มันจำเป็นหรือ ปล่อยโคมลอย”
“จำเป็น”
“จำเป็นตรงไหน”
ยูรันยกนิ้วขึ้นชี้ฟ้า
“แม้คำอธิษฐานจะไม่เป็นจริง แต่อย่างน้อยก็ได้ลองไม่ใช่หรือ ไม่ใช่เรื่องที่แย่นี่”
เซี่ยเยว่หลีเงียบไป
นางตั้งใจจะเถียง
แต่นึกคำเถียงไม่ออก
พูดอีกก็ถูกอีก
ลองหน่อยก็ไม่เสียหายจริง ๆ
นางเบือนหน้าหนีเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเบา
“ข้าไม่ได้อยากปล่อยโคมลอยหรอกนะ”
ยูรันพยักหน้า
“อืม เข้าใจแล้ว”
“ข้าแค่เห็นว่าในเมื่อเจ้าจัดเตรียมไว้แล้ว หากไม่ไปก็คงเสียมารยาท
แล้วก็ตกหมึกอะไรนั่น ข้าก็ไม่ได้อยากไป
แค่จะไปดูว่าเจ้าจะเสียเวลาขนาดไหน”
“ข้า เข้าใจ”
เซี่ยเยว่หลีหันขวับมาถลึงตาใส่เขา
“เจ้าเข้าใจจริงหรือไม่!”
ยูรันยิ้มบาง ๆ
“ก็น่าจะเข้าใจนะ”
“ยูรัน!”
เสียงของนางดังขึ้นเล็กน้อยจนคนแถวนั้นหันมามอง
ยูรันหัวเราะเบา ๆ แล้วเดินนำต่อไปอย่างสบายอารมณ์
เซี่ยเยว่หลีกัดฟันกรอด ก่อนก้าวตามไปอย่างหงุดหงิด
แต่มุมปากของนางกลับยกขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว.
"จำเป็น แม้คำอธิฐานจะไม่เป็นจริง แต่อย่างน้อยก็ได้ลองไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่เรื่องที่แย่นี่ "
พูดอีกก็ถูกอีก ลองหน่อยก็ไม่เสียหาย
ช่วงเย็น ริมทะเลบนสะพานไม้ยาวที่ยื่นออกไปเหนือผืนน้ำ ผู้คนจำนวนไม่น้อยกำลังเดินเล่นชมแสงสุดท้ายของวัน สองข้างทางมีแผงขายของเล็ก ๆ เรียงราย ทั้งขนม น้ำชา เครื่องประดับเปลือกหอย และโคมลอยหลากสีที่ถูกแขวนไว้เหนือศีรษะจนดูเหมือนดวงดาวดวงเล็ก ๆ กำลังแกว่งไกวตามลมทะเล
ยูรันยืนอยู่หน้าแผงโคมลอย มือหนึ่งลูบคางอย่างจริงจังผิดปกติ
“เจ้าว่าอันไหนดี”
เซี่ยเยว่หลีมองโคมลอยรูปปลาทอง โคมรูปจันทร์เสี้ยว และโคมสีขาวเรียบ ๆ ตรงหน้า ก่อนตอบเสียงเรียบ
“โคมไหนก็ลอยขึ้นฟ้าเหมือนกันไม่ใช่หรือ”
ยูรันพยักหน้า
“ก็จริง แต่ความรู้สึกตอนปล่อยไม่เหมือนกัน”
“ยุ่งยาก”
“เรื่องแบบนี้ต้องใส่ใจ”
เซี่ยเยว่หลีหันมามองเขาอย่างหมดคำพูด
ชายคนนี้เวลาจะสอนวิชาไม่เห็นจริงจังเท่านี้เลย
ทว่าในขณะที่ทั้งสองกำลังเลือกโคมอยู่ ความสงบริมสะพานก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหนัก ๆ และเสียงหัวเราะเย้ยหยันของกลุ่มบุรุษหนุ่มชุดหรูที่เดินย่างสามขุมเข้ามาใกล้แผงโคม
“โอ้โฮ... มิน่าเล่าวันนี้สะพานไม้ริมทะเลถึงดูสว่างกว่าทุกวัน ที่แท้ก็มีดอกไม้งามปานสวรรค์ลงมาเดินเล่นอยู่ที่นี่เอง”
ผู้พูดคือคุณชายชุดแพรสีม่วงขลิบทอง ใบหน้าขาวซีดแฝงความเสเพล บนเอวแขวนป้ายหยกของสำนักกระบี่เมฆคราม ข้างกายมีผู้คุ้มกันขั้นก่อตั้งรากฐานระดับปลายสี่คนยืนประกบ แผ่กลิ่นอายข่มขู่จนชาวบ้านที่กำลังเลือกโคมอยู่ใกล้ ๆ รีบถอยหนี
พ่อค้าโคมลอยหน้าซีด รีบก้มหน้าไม่กล้าสบตา
คุณชายผู้นั้นก้าวเข้ามาใกล้ จ้องเซี่ยเยว่หลีอย่างไม่ปิดบัง
ใบหน้าของนางงดงามเย็นเยียบ ดวงตาลึกล้ำราวกับคืนเดือนมืด ริมฝีปากแดงสดตัดกับผิวขาวจัดจนดูคล้ายปีศาจสาวผู้หลุดออกมาจากภาพวาด
ยิ่งมอง ดวงตาของคุณชายชุดม่วงก็ยิ่งร้อนวูบ
“แม่นางคนงาม อยู่กับเจ้าหนุ่มตาบอดซอมซ่อเช่นนี้ ช่างเสียเวลาและวาสนายิ่งนัก ไฉนไม่ไปปล่อยโคมกับข้าบนเรือหรูกลางอ่าวเล่า ข้ารับรองว่าโคมของเจ้าจะลอยสูงกว่าทุกคนในเมืองนี้แน่นอน”
พูดจบ มือของเขาก็ยื่นออกไป หมายจะจับข้อมือของเซี่ยเยว่หลี
ฟู่ว...
อุณหภูมิรอบตัวพลันลดต่ำลงในพริบตา
โคมลอยที่แขวนอยู่เหนือแผงสั่นไหวเบา ๆ ทั้งที่ลมทะเลหยุดนิ่งไปแล้ว พ่อค้าโคมลอยตัวแข็งทื่อ ส่วนผู้คุ้มกันทั้งสี่ก็สีหน้าเปลี่ยนทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเย็นยะเยือกจากร่างของสตรีชุดดำ
ทว่า ก่อนที่เลือดจะสาดลงบนสะพานไม้...
หมับ
ฝ่ามือของยูรันวางลงบนศีรษะของเซี่ยเยว่หลีเบา ๆ
“ใจเย็นก่อน เดี๋ยวโคมลอยของลุงเขาพังหมด”
เซี่ยเยว่หลี “...”
พ่อค้าโคมลอย “...”
นี่คือประเด็นสำคัญหรือ?
คุณชายชุดม่วงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะลั่น
“ฮ่า ๆ ๆ! เจ้าหนูตาบอด เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ! ข้ากำลังจะเอาสตรีของเจ้าไป เจ้ากลับห่วงโคมลอยพวกนี้?”
ยูรันเอียงคอ
“ก็โคมยังไม่ได้จ่ายเงินนี่”
คุณชายชุดม่วงหน้าเขียวทันที
“จับมัน! หักขามันแล้วโยนลงทะเล!”
“นายน้อย ระวังขอรับ สตรีผู้นั้นมีกลิ่นอายแปลก ๆ...” ผู้คุ้มกันคนหนึ่งรีบเตือนเสียงต่ำ
“กลัวอะไรกัน! ข้าเป็นศิษย์สายใน สำนักกระบี่เมฆคราม ใครกล้าลองดี!”
คุณชายชุดม่วงตวาด แล้วก้าวเข้ามาหมายจะกระชากคอเสื้อยูรัน
ยูรันถอนหายใจเบา ๆ
แอบประสานอินด้วยมือข้างเดียว
วิ๊ง...
อักขระวงเล็กสีดำใสปรากฏขึ้นบนแผ่นไม้สะพานใต้ฝ่าเท้าของกลุ่มคนทั้งห้า
คุณชายชุดม่วงเพิ่งก้าวได้ครึ่งก้าว ฝ่าเท้าก็พลันสูญเสียแรงยึดเกาะกับพื้นสะพานในทันที
“เฮ้ย?!”
ฟุ่บ!
ร่างของเขาลื่นไถลไปข้างหน้า ขาข้างหนึ่งยกสูงชี้ฟ้า แขนทั้งสองแกว่งมั่วซั่วกลางอากาศ ก่อนจะหมุนคว้างชนเสาสะพานดัง ก๊อก! แล้วไถลต่อเป็นเส้นตรงตกทะเลดัง ตูม!
“นายน้อย!”
ผู้คุ้มกันทั้งสี่รีบพุ่งเข้าไปช่วย
แต่ทันทีที่ฝ่าเท้าแตะพื้นสะพาน...
ลื่นแปร๊ด!
“อ๊าก!”
“เฮ้ย!”
“จับข้าไว้!”
“อย่าจับก้นข้า!”
ร่างของผู้คุ้มกันทั้งสี่ลื่นชนกันเองเป็นทอด ๆ หัวโหม่งหลัง เข่ากระแทกเอว ไหล่ชนคาง ก่อนจะไถลตามนายน้อยตกลงทะเลทีละคน
ตูม! ตูม! ตูม! ตูม!
ผืนน้ำใต้สะพานแตกกระจายเป็นวงกว้าง
คุณชายชุดม่วงพยายามตะกายขึ้นจากน้ำ มือเพิ่งแตะขอบสะพานก็ลื่นแปร๊ด รูดกลับลงไปอีกรอบ
“ช่วยด้วย! มันลื่น! ขอบสะพานมันลื่นเกินไปแล้ว! บุ๋ง ๆ!”
ชาวบ้านที่แอบดูอยู่ห่าง ๆ เงียบไปครู่หนึ่ง
จากนั้นเสียงหัวเราะก็ดังพรืดขึ้นเป็นทอด ๆ ทั่วสะพานไม้
ยูรันหันกลับไปหาพ่อค้าโคมลอย ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ลุง เอาโคมรูปจันทร์เสี้ยวสองลูก”
พ่อค้าโคมลอยมือสั่น รับเงินด้วยสีหน้าซีดเผือด
เซี่ยเยว่หลีมองกลุ่มคนที่ยังตะเกียกตะกายอยู่ในทะเล แล้วหันกลับมามองยูรัน
“เจ้าบอกไม่ให้ข้าสร้างปัญหา”
ยูรันพยักหน้า
“ใช่”
“แล้วนี่ไม่ใช่ปัญหาหรือ”
“ไม่ใช่”
“เพราะอะไร”
ยูรันรับโคมลอยมาถือไว้ ก่อนตอบอย่างจริงจัง
“เพราะพวกเขาไม่รู้ไงว่าเป็นข้าทำ”
เซี่ยเยว่หลีชะงัก
ยูรันชี้ไปทางกลุ่มคุณชายชุดม่วงที่ยังตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำ
“ในมุมมองของคนภายนอก เขาจะเห็นว่าเจ้านั่นเดินเข้ามาหาเรื่อง แล้วอยู่ ๆ ก็ลื่นล้มเอง จากนั้นก็จากไปอย่างรวดเร็วเพราะความอับอาย”
เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“และเขาจะไม่กล้ามาแก้แค้นเรื่องนี้ด้วย”
เซี่ยเยว่หลีขมวดคิ้ว “ทำไม”
ยูรันเอียงคอ
“เจ้าเคยเห็นใครประกาศแก้แค้นฆ่าคนอื่นง่าย ๆ เพียงเพราะมีคนเห็นตัวเองลื่นตกสะพานกัน?”
เซี่ยเยว่หลี “...”
ยูรันยิ้มบาง ๆ
“ยิ่งตามมาเอาเรื่อง ก็ยิ่งเหมือนประกาศให้คนทั้งเมืองรู้ว่าเขาลื่นตกน้ำต่อหน้าสตรีงาม พวกมันไม่กล้าหรอก มันจะทำให้พวกมันดูโง่เปล่าๆ”
เซี่ยเยว่หลีมองไปทางทะเล
คุณชายชุดม่วงกำลังถูกผู้คุ้มกันลากขึ้นจากน้ำด้วยสภาพเปียกโชก ผมลีบติดหน้า เสื้อผ้าหรูหราแนบตัวจนดูน่าสมเพช ชาวบ้านรอบสะพานต่างแสร้งหันหน้าหนี แต่ไหล่สั่นกันเป็นแถบ
จริงด้วย
ทำไมนางไม่เคยคิดมาก่อนเลย
ทุกวันที่ผ่านมา นางเอาแต่ฆ่า แล้วก็ฆ่า
ใครทำให้นางไม่พอใจ ก็ฆ่า
ใครขวางทาง ก็ฆ่า
ใครมีเจตนาร้าย ก็ฆ่า
เพราะในโลกที่นางเติบโตมา หากไม่ฆ่าผู้อื่น ผู้อื่นก็จะฆ่านางก่อน
แต่วิธีของยูรันเมื่อครู่... แต่กลับทำให้อีกฝ่ายอับอายเสียยิ่งกว่าถูกตบหน้ากลางตลาด
นางหันกลับมามองยูรัน
“เจ้าทำแบบนี้บ่อยหรือ”
“ทุกครั้งเลยแหละ”
ยูรันตอบอย่างเป็นธรรมชาติ
“ข้าไม่เคยบอกเหรอว่าข้าไม่ชอบทำร้ายใคร แล้วก็ไม่ชอบฆ่าใคร ก็เลยต้องทำแบบนี้”
เซี่ยเยว่หลีมองบน สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
ยูรันเอียงคอเล็กน้อย
“เจ้าไม่เชื่อเหรอ”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ
“ถ้าข้าชอบฆ่าคน ก็คงทำเหมือนเจ้าไปแล้วไม่ใช่รึไง”
เซี่ยเยว่หลีชะงักไปเล็กน้อย
“อืม... ก็จริง”
นางเหลือบมองโคมลอยในมือเขา ก่อนชี้ไปยังโขดหินริมทะเลที่อยู่ไม่ไกล
“เราไปปล่อยตรงโขดหินนั้นกันดีกว่า”