คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 71 เราไปปล่อยตรงโขดหินนั้นกันดีกว่า7,862 ตัวอักษร

ตอนที่ 71 เราไปปล่อยตรงโขดหินนั้นกันดีกว่า

อีกด้านหนึ่ง ณ เมืองท่าชลวารี

ลมทะเลพัดผ่านถนนหินสีเทา กลิ่นเค็มของน้ำทะเลปะปนกับกลิ่นปลาสด เครื่องเทศ และควันหอมจากแผงอาหารริมทาง ผู้คนเดินขวักไขว่ เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้าดังสลับกับเสียงคลื่นกระทบฝั่งไม่ขาดสาย

ยูรันเดินเอื่อย ๆ อยู่กลางถนน มือข้างหนึ่งถือไม้เสียบปลาย่างที่เพิ่งซื้อมาจากแผงข้างทาง ท่าทางสบายอารมณ์จนไม่เหมือนคนที่เพิ่งพาสตรีพรรคมารหนีออกจากเมืองทิวาเมฆาเลยแม้แต่น้อย

จู่ ๆ เขาก็ชะงักเล็กน้อย

“ฮัดชิ่ว”

เซี่ยเยว่หลีหันมามองทันที

“เจ้าไม่สบายหรือ”

ยูรันส่ายหน้า

“เปล่า น่าจะมีคนคิดถึงข้าอยู่”

เซี่ยเยว่หลีมองเขาด้วยสีหน้าว่างเปล่า

“เจ้าหมายถึงด่าเจ้าอยู่ใช่หรือไม่”

ยูรันพยักหน้าอย่างไม่ลังเล

“อืม น่าจะหลายคนด้วย”

เซี่ยเยว่หลี “...”

นางไม่รู้ว่าควรห่วงเขา หรือห่วงคนที่กำลังด่าเขาดี

ตลอดทั้งวัน ยูรันยังคงพานางเดินไปทั่วเมืองท่าชลวารี ผ่านตลาดปลา ท่าเรือ ร้านขายของแปลก โรงประมูลเล็ก ๆ ร้านน้ำชา และแผงอาหารริมทะเล

เซี่ยเยว่หลีเดินตามเขามาตั้งแต่เช้าจนบ่าย ในมือยังถือถุงขนมที่ถูกยัดมาให้โดยไม่รู้ตัว ใบหน้าของนางดูสงบนิ่ง ทว่าดวงตากลับเริ่มมีแววสงสัยชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

“นี่ แล้วเมื่อไรจะสอนวิชา”

ยูรันหันมามองนางเล็กน้อย

“ยังไม่ถึงเวลา”

“แล้วเมื่อไรถึงจะถึงเวลา”

“ตอนเย็นเราไปปล่อยโคมลอย ตอนดึกเราไปตกหมึก”

เซี่ยเยว่หลีชะงัก

“ตกหมึก?”

“ใช่ คราวที่แล้วที่ข้ามากับอาจารย์ ศิษย์พี่ ศิษย์น้อง ก็มาตกหมึกนี่แหละ แต่ไม่ได้ปล่อยโคมลอย”

ยูรันพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังมาก

“เจ้านี่เป็นกรณีพิเศษเลยนะ”

เซี่ยเยว่หลีมองเขานิ่ง ๆ

“...มันจำเป็นหรือ ปล่อยโคมลอย”

“จำเป็น”

“จำเป็นตรงไหน”

ยูรันยกนิ้วขึ้นชี้ฟ้า

“แม้คำอธิษฐานจะไม่เป็นจริง แต่อย่างน้อยก็ได้ลองไม่ใช่หรือ ไม่ใช่เรื่องที่แย่นี่”

เซี่ยเยว่หลีเงียบไป

นางตั้งใจจะเถียง

แต่นึกคำเถียงไม่ออก

พูดอีกก็ถูกอีก

ลองหน่อยก็ไม่เสียหายจริง ๆ

นางเบือนหน้าหนีเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเบา

“ข้าไม่ได้อยากปล่อยโคมลอยหรอกนะ”

ยูรันพยักหน้า

“อืม เข้าใจแล้ว”

“ข้าแค่เห็นว่าในเมื่อเจ้าจัดเตรียมไว้แล้ว หากไม่ไปก็คงเสียมารยาท

แล้วก็ตกหมึกอะไรนั่น ข้าก็ไม่ได้อยากไป

แค่จะไปดูว่าเจ้าจะเสียเวลาขนาดไหน”

“ข้า เข้าใจ”

เซี่ยเยว่หลีหันขวับมาถลึงตาใส่เขา

“เจ้าเข้าใจจริงหรือไม่!”

ยูรันยิ้มบาง ๆ

“ก็น่าจะเข้าใจนะ”

“ยูรัน!”

เสียงของนางดังขึ้นเล็กน้อยจนคนแถวนั้นหันมามอง

ยูรันหัวเราะเบา ๆ แล้วเดินนำต่อไปอย่างสบายอารมณ์

เซี่ยเยว่หลีกัดฟันกรอด ก่อนก้าวตามไปอย่างหงุดหงิด

แต่มุมปากของนางกลับยกขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว.

"จำเป็น แม้คำอธิฐานจะไม่เป็นจริง แต่อย่างน้อยก็ได้ลองไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่เรื่องที่แย่นี่ "

พูดอีกก็ถูกอีก ลองหน่อยก็ไม่เสียหาย

ช่วงเย็น ริมทะเลบนสะพานไม้ยาวที่ยื่นออกไปเหนือผืนน้ำ ผู้คนจำนวนไม่น้อยกำลังเดินเล่นชมแสงสุดท้ายของวัน สองข้างทางมีแผงขายของเล็ก ๆ เรียงราย ทั้งขนม น้ำชา เครื่องประดับเปลือกหอย และโคมลอยหลากสีที่ถูกแขวนไว้เหนือศีรษะจนดูเหมือนดวงดาวดวงเล็ก ๆ กำลังแกว่งไกวตามลมทะเล

ยูรันยืนอยู่หน้าแผงโคมลอย มือหนึ่งลูบคางอย่างจริงจังผิดปกติ

“เจ้าว่าอันไหนดี”

เซี่ยเยว่หลีมองโคมลอยรูปปลาทอง โคมรูปจันทร์เสี้ยว และโคมสีขาวเรียบ ๆ ตรงหน้า ก่อนตอบเสียงเรียบ

“โคมไหนก็ลอยขึ้นฟ้าเหมือนกันไม่ใช่หรือ”

ยูรันพยักหน้า

“ก็จริง แต่ความรู้สึกตอนปล่อยไม่เหมือนกัน”

“ยุ่งยาก”

“เรื่องแบบนี้ต้องใส่ใจ”

เซี่ยเยว่หลีหันมามองเขาอย่างหมดคำพูด

ชายคนนี้เวลาจะสอนวิชาไม่เห็นจริงจังเท่านี้เลย

ทว่าในขณะที่ทั้งสองกำลังเลือกโคมอยู่ ความสงบริมสะพานก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหนัก ๆ และเสียงหัวเราะเย้ยหยันของกลุ่มบุรุษหนุ่มชุดหรูที่เดินย่างสามขุมเข้ามาใกล้แผงโคม

“โอ้โฮ... มิน่าเล่าวันนี้สะพานไม้ริมทะเลถึงดูสว่างกว่าทุกวัน ที่แท้ก็มีดอกไม้งามปานสวรรค์ลงมาเดินเล่นอยู่ที่นี่เอง”

ผู้พูดคือคุณชายชุดแพรสีม่วงขลิบทอง ใบหน้าขาวซีดแฝงความเสเพล บนเอวแขวนป้ายหยกของสำนักกระบี่เมฆคราม ข้างกายมีผู้คุ้มกันขั้นก่อตั้งรากฐานระดับปลายสี่คนยืนประกบ แผ่กลิ่นอายข่มขู่จนชาวบ้านที่กำลังเลือกโคมอยู่ใกล้ ๆ รีบถอยหนี

พ่อค้าโคมลอยหน้าซีด รีบก้มหน้าไม่กล้าสบตา

คุณชายผู้นั้นก้าวเข้ามาใกล้ จ้องเซี่ยเยว่หลีอย่างไม่ปิดบัง

ใบหน้าของนางงดงามเย็นเยียบ ดวงตาลึกล้ำราวกับคืนเดือนมืด ริมฝีปากแดงสดตัดกับผิวขาวจัดจนดูคล้ายปีศาจสาวผู้หลุดออกมาจากภาพวาด

ยิ่งมอง ดวงตาของคุณชายชุดม่วงก็ยิ่งร้อนวูบ

“แม่นางคนงาม อยู่กับเจ้าหนุ่มตาบอดซอมซ่อเช่นนี้ ช่างเสียเวลาและวาสนายิ่งนัก ไฉนไม่ไปปล่อยโคมกับข้าบนเรือหรูกลางอ่าวเล่า ข้ารับรองว่าโคมของเจ้าจะลอยสูงกว่าทุกคนในเมืองนี้แน่นอน”

พูดจบ มือของเขาก็ยื่นออกไป หมายจะจับข้อมือของเซี่ยเยว่หลี

ฟู่ว...

อุณหภูมิรอบตัวพลันลดต่ำลงในพริบตา

โคมลอยที่แขวนอยู่เหนือแผงสั่นไหวเบา ๆ ทั้งที่ลมทะเลหยุดนิ่งไปแล้ว พ่อค้าโคมลอยตัวแข็งทื่อ ส่วนผู้คุ้มกันทั้งสี่ก็สีหน้าเปลี่ยนทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเย็นยะเยือกจากร่างของสตรีชุดดำ

ทว่า ก่อนที่เลือดจะสาดลงบนสะพานไม้...

หมับ

ฝ่ามือของยูรันวางลงบนศีรษะของเซี่ยเยว่หลีเบา ๆ

“ใจเย็นก่อน เดี๋ยวโคมลอยของลุงเขาพังหมด”

เซี่ยเยว่หลี “...”

พ่อค้าโคมลอย “...”

นี่คือประเด็นสำคัญหรือ?

คุณชายชุดม่วงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะลั่น

“ฮ่า ๆ ๆ! เจ้าหนูตาบอด เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ! ข้ากำลังจะเอาสตรีของเจ้าไป เจ้ากลับห่วงโคมลอยพวกนี้?”

ยูรันเอียงคอ

“ก็โคมยังไม่ได้จ่ายเงินนี่”

คุณชายชุดม่วงหน้าเขียวทันที

“จับมัน! หักขามันแล้วโยนลงทะเล!”

“นายน้อย ระวังขอรับ สตรีผู้นั้นมีกลิ่นอายแปลก ๆ...” ผู้คุ้มกันคนหนึ่งรีบเตือนเสียงต่ำ

“กลัวอะไรกัน! ข้าเป็นศิษย์สายใน สำนักกระบี่เมฆคราม ใครกล้าลองดี!”

คุณชายชุดม่วงตวาด แล้วก้าวเข้ามาหมายจะกระชากคอเสื้อยูรัน

ยูรันถอนหายใจเบา ๆ

แอบประสานอินด้วยมือข้างเดียว

วิ๊ง...

อักขระวงเล็กสีดำใสปรากฏขึ้นบนแผ่นไม้สะพานใต้ฝ่าเท้าของกลุ่มคนทั้งห้า

คุณชายชุดม่วงเพิ่งก้าวได้ครึ่งก้าว ฝ่าเท้าก็พลันสูญเสียแรงยึดเกาะกับพื้นสะพานในทันที

“เฮ้ย?!”

ฟุ่บ!

ร่างของเขาลื่นไถลไปข้างหน้า ขาข้างหนึ่งยกสูงชี้ฟ้า แขนทั้งสองแกว่งมั่วซั่วกลางอากาศ ก่อนจะหมุนคว้างชนเสาสะพานดัง ก๊อก! แล้วไถลต่อเป็นเส้นตรงตกทะเลดัง ตูม!

“นายน้อย!”

ผู้คุ้มกันทั้งสี่รีบพุ่งเข้าไปช่วย

แต่ทันทีที่ฝ่าเท้าแตะพื้นสะพาน...

ลื่นแปร๊ด!

“อ๊าก!”

“เฮ้ย!”

“จับข้าไว้!”

“อย่าจับก้นข้า!”

ร่างของผู้คุ้มกันทั้งสี่ลื่นชนกันเองเป็นทอด ๆ หัวโหม่งหลัง เข่ากระแทกเอว ไหล่ชนคาง ก่อนจะไถลตามนายน้อยตกลงทะเลทีละคน

ตูม! ตูม! ตูม! ตูม!

ผืนน้ำใต้สะพานแตกกระจายเป็นวงกว้าง

คุณชายชุดม่วงพยายามตะกายขึ้นจากน้ำ มือเพิ่งแตะขอบสะพานก็ลื่นแปร๊ด รูดกลับลงไปอีกรอบ

“ช่วยด้วย! มันลื่น! ขอบสะพานมันลื่นเกินไปแล้ว! บุ๋ง ๆ!”

ชาวบ้านที่แอบดูอยู่ห่าง ๆ เงียบไปครู่หนึ่ง

จากนั้นเสียงหัวเราะก็ดังพรืดขึ้นเป็นทอด ๆ ทั่วสะพานไม้

ยูรันหันกลับไปหาพ่อค้าโคมลอย ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ลุง เอาโคมรูปจันทร์เสี้ยวสองลูก”

พ่อค้าโคมลอยมือสั่น รับเงินด้วยสีหน้าซีดเผือด

เซี่ยเยว่หลีมองกลุ่มคนที่ยังตะเกียกตะกายอยู่ในทะเล แล้วหันกลับมามองยูรัน

“เจ้าบอกไม่ให้ข้าสร้างปัญหา”

ยูรันพยักหน้า

“ใช่”

“แล้วนี่ไม่ใช่ปัญหาหรือ”

“ไม่ใช่”

“เพราะอะไร”

ยูรันรับโคมลอยมาถือไว้ ก่อนตอบอย่างจริงจัง

“เพราะพวกเขาไม่รู้ไงว่าเป็นข้าทำ”

เซี่ยเยว่หลีชะงัก

ยูรันชี้ไปทางกลุ่มคุณชายชุดม่วงที่ยังตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำ

“ในมุมมองของคนภายนอก เขาจะเห็นว่าเจ้านั่นเดินเข้ามาหาเรื่อง แล้วอยู่ ๆ ก็ลื่นล้มเอง จากนั้นก็จากไปอย่างรวดเร็วเพราะความอับอาย”

เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ

“และเขาจะไม่กล้ามาแก้แค้นเรื่องนี้ด้วย”

เซี่ยเยว่หลีขมวดคิ้ว “ทำไม”

ยูรันเอียงคอ

“เจ้าเคยเห็นใครประกาศแก้แค้นฆ่าคนอื่นง่าย ๆ เพียงเพราะมีคนเห็นตัวเองลื่นตกสะพานกัน?”

เซี่ยเยว่หลี “...”

ยูรันยิ้มบาง ๆ

“ยิ่งตามมาเอาเรื่อง ก็ยิ่งเหมือนประกาศให้คนทั้งเมืองรู้ว่าเขาลื่นตกน้ำต่อหน้าสตรีงาม พวกมันไม่กล้าหรอก มันจะทำให้พวกมันดูโง่เปล่าๆ”

เซี่ยเยว่หลีมองไปทางทะเล

คุณชายชุดม่วงกำลังถูกผู้คุ้มกันลากขึ้นจากน้ำด้วยสภาพเปียกโชก ผมลีบติดหน้า เสื้อผ้าหรูหราแนบตัวจนดูน่าสมเพช ชาวบ้านรอบสะพานต่างแสร้งหันหน้าหนี แต่ไหล่สั่นกันเป็นแถบ

จริงด้วย

ทำไมนางไม่เคยคิดมาก่อนเลย

ทุกวันที่ผ่านมา นางเอาแต่ฆ่า แล้วก็ฆ่า

ใครทำให้นางไม่พอใจ ก็ฆ่า

ใครขวางทาง ก็ฆ่า

ใครมีเจตนาร้าย ก็ฆ่า

เพราะในโลกที่นางเติบโตมา หากไม่ฆ่าผู้อื่น ผู้อื่นก็จะฆ่านางก่อน

แต่วิธีของยูรันเมื่อครู่... แต่กลับทำให้อีกฝ่ายอับอายเสียยิ่งกว่าถูกตบหน้ากลางตลาด

นางหันกลับมามองยูรัน

“เจ้าทำแบบนี้บ่อยหรือ”

“ทุกครั้งเลยแหละ”

ยูรันตอบอย่างเป็นธรรมชาติ

“ข้าไม่เคยบอกเหรอว่าข้าไม่ชอบทำร้ายใคร แล้วก็ไม่ชอบฆ่าใคร ก็เลยต้องทำแบบนี้”

เซี่ยเยว่หลีมองบน สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ

ยูรันเอียงคอเล็กน้อย

“เจ้าไม่เชื่อเหรอ”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ

“ถ้าข้าชอบฆ่าคน ก็คงทำเหมือนเจ้าไปแล้วไม่ใช่รึไง”

เซี่ยเยว่หลีชะงักไปเล็กน้อย

“อืม... ก็จริง”

นางเหลือบมองโคมลอยในมือเขา ก่อนชี้ไปยังโขดหินริมทะเลที่อยู่ไม่ไกล

“เราไปปล่อยตรงโขดหินนั้นกันดีกว่า”