คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 73 อื้อ... ขอบใจนะ8,237 ตัวอักษร

ตอนที่ 73 อื้อ... ขอบใจนะ

วันรุ่งขึ้น

เซี่ยเยว่หลีงัวเงียตื่นขึ้นมาเพราะกลิ่นอาหารหอมฉุยที่ลอยอบอวลอยู่ในห้อง

นางลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ก่อนสายตาจะเลื่อนไปเห็นอาหารเช้าหลากหลายวางอยู่บนโต๊ะ ทั้งข้าวต้มร้อน ๆ เครื่องเคียงจานเล็ก และอาหารทะเลย่างหอมกรุ่นที่ยังมีไอร้อนลอยขึ้นจาง ๆ

เพียงเห็นเท่านั้น ความง่วงของนางก็หายไปครึ่งหนึ่ง

เซี่ยเยว่หลีรีบลุกขึ้นนั่ง

“นี่เจ้าตื่นมาทำงั้นเหรอ?”

ยูรันที่กำลังจัดถ้วยชาอยู่พยักหน้า

“ใช่สิ ปกติข้าทำทุกวันนั่นแหละ”

เซี่ยเยว่หลีชะงัก

“ทุกวัน?”

ยูรันหันมามองนาง

“ทำไม แปลกรึไง”

เซี่ยเยว่หลีเงียบไปครู่หนึ่ง

[แปลกสิ แปลกมากเลยด้วย ผู้ฝึกตนที่ไหนทำอาหารกินกันทุกวัน]

แต่นางเหลือบมองอาหารบนโต๊ะอีกครั้ง

[ช่างเถอะ อร่อยขนาดนี้ มีแต่พวกโง่เท่านั้นแหละที่ไม่กิน]

นางลุกไปล้างหน้าล้างตาอย่างรวดเร็ว ก่อนกลับมานั่งลงที่โต๊ะอย่างว่าง่ายผิดปกติ

ยูรันวางชามข้าวต้มตรงหน้านาง แล้วเอ่ยถามขึ้น

“พวกเราจะกลับไปพรรคมารของเจ้า ใช้เวลากี่วัน?”

เซี่ยเยว่หลีกำลังตักข้าวต้มเข้าปาก ชะงักเล็กน้อย

“ถ้าเดินทางตามปกติ ประมาณเจ็ดวัน”

ยูรันพยักหน้า

“อืม เหลือวันเดียวพอ”

เซี่ยเยว่หลีเงยหน้ามองเขาทันที

“หมายความว่าอย่างไร”

“เราจะถึงพรุ่งนี้เช้า”

“พรุ่งนี้เช้า?”

ยูรันจิบชาอย่างสบายอารมณ์

“ข้าจะสอนเหยียบเวลา กับก้าวพริบตาให้”

ดวงตาของเซี่ยเยว่หลีเป็นประกายทันที

“จริงเหรอ? งั้นไปเลยสิ”

โป๊ก!

ยูรันดีดหน้าผากนางเบา ๆ

“โอ๊ย!”

เซี่ยเยว่หลียกมือกุมหน้าผาก ถลึงตาใส่เขาทันที

“ดีดหน้าผากข้าทำไมเนี่ย!”

ยูรันชี้ไปที่อาหารบนโต๊ะ

“ไม่ได้ กินให้หมดก่อน”

“แต่ว่า—”

“จะรีบไปไหน ข้าไม่ได้จะหายไปไหนสักหน่อย”

“...ชิ”

สุดท้ายนางก็ยอมก้มหน้ากินข้าวต่ออย่างว่าง่าย

แต่คราวนี้ ความเร็วในการกินของนางเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

หลังจากกินข้าวเสร็จ ทั้งสองก็ออกเดินทางออกจากเมืองท่าชลวารี

เมื่อพ้นเขตเมืองมาได้ระยะหนึ่ง เสียงผู้คนและกลิ่นทะเลค่อย ๆ จางลง เหลือเพียงถนนดินทอดยาวผ่านแนวป่าโปร่งและเสียงลมพัดผ่านใบไม้เบา ๆ

ยูรันเดินนำอยู่ข้างหน้าอย่างสบายอารมณ์

เซี่ยเยว่หลีเดินตามอยู่ข้าง ๆ ดวงตาของนางฉายแววคาดหวังอย่างปิดไม่มิด

ในที่สุด ยูรันก็หยุดเท้า

“ข้าจะสอนอะไรเจ้านะ... อ๋อ ก้าวพริบตากับเหยียบเวลา อยากเรียนอันไหนก่อน”

เซี่ยเยว่หลีมองเขานิ่ง ๆ

“อันไหนง่ายกว่า”

ยูรันคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ข้าว่ามันก็ง่ายทั้งสองอันนะ”

เซี่ยเยว่หลีเงียบไปทันที

นางรู้สึกได้จากสัญชาตญาณว่า คำว่า “ง่าย” ของชายคนนี้ไม่ควรเชื่อถืออย่างยิ่ง

“งั้นเจ้าเลือกเลย จะสอนอันไหน ข้าก็จะเรียน”

นางหยุดไปเล็กน้อย ก่อนถามต่อ

“ใช้เวลาเรียนนานไหม?”

ยูรันยกมือแตะคาง

“อ๋อ ถ้าเป็นข้าก็... เห็นแล้วทำได้เลย”

เซี่ยเยว่หลี “...”

“แล้วถ้าไม่ใช่เจ้า?”

“คนธรรมดาอาจจะสักห้าร้อยปี? ถ้าผู้บำเพ็ญที่ฉลาด ๆ หน่อย ก็อาจจะสักยี่สิบปี?”

เซี่ยเยว่หลีนิ่งค้างไปหลายอึดใจ

[ยี่สิบปี? ให้แม่มึงเรียนเถอะ]

[ล้อเล่นรึเปล่า ไหนบอกว่าง่าย]

นางสูดหายใจลึก พยายามควบคุมสีหน้าของตนเองไม่ให้บิดเบี้ยวเกินไป

“คำว่า ‘ง่าย’ ของเจ้า มีปัญหาใช่หรือไม่”

ยูรันเอียงคอ “ไม่นะ ง่ายจริง ๆ”

“ยี่สิบปีนี่เรียกว่าง่าย?”

“เทียบกับห้าร้อยปี มันก็ง่ายมากแล้วนี่นา”

เซี่ยเยว่หลี “...”

คำพูดนี้เถียงยากจนน่าหงุดหงิด

นางกำหมัดแน่นเล็กน้อย

“แล้วเจ้าคิดว่าข้าต้องใช้เวลากี่ปี”

ยูรันหันหน้ามาทางนาง ราวกับกำลังพิจารณาอย่างจริงจัง

“ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าอยากได้ตำราไปอ่านเองไหม”

เซี่ยเยว่หลีชะงัก

“แล้วถ้าข้าอยากอ่านเอง”

“ข้าแนะนำว่าอย่าดีกว่า ตำรามันประมาณ... เอ่อ เท่านี้”

พูดจบ ยูรันก็อ้าแขนออก แสดงความยาวประมาณหนึ่ง

[ใช่ ต้องอ่านหลายเล่มหน่อย ตั้งแต่วิทยาศาสตร์พื้นฐานไปจนถึงมหาวิทยาลัยนั่นแหละ]

เซี่ยเยว่หลีเบิกตากว้าง

“นี่ นี่ นี่ เจ้า... ตำราอะไรเยอะขนาดนี้ เกือบยี่สิบเล่มเนี่ยนะ”

ยูรันเอียงคอ

“ยี่สิบ? ใครบอกเจ้ายี่สิบ”

เขากล่าวอย่างจริงจัง

“ถ้าตามมาตรฐานเจ้า หนึ่งร้อยเล่ม”

รอบนี้เซี่ยเยว่หลีอึ้งจนพูดไม่ออก

นางมองเขานิ่ง ๆ อยู่พักใหญ่ ราวกับกำลังประเมินว่าควรเดินหนีไปตอนนี้ดีหรือไม่

ยูรันพยักหน้าเหมือนเข้าใจดี

“เห็นไหม ถ้าข้าสอนเองก็แป๊บเดียว ชั่วโมงเดียวน่าจะได้ ข้าสรุปให้ฟังเอง เข้าใจง่าย ๆ”

เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

“เราจะเริ่มที่ก้าวพริบตา”

เซี่ยเยว่หลีตาเป็นประกายทันที รีบตั้งใจฟังอย่างจริงจัง

ยูรันยกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว

“เอาล่ะ หลักการของมันจากตำราทั้งหมดทั้งมวลก็คือ...”

เขาหยุดเว้นจังหวะราวกับกำลังจะกล่าวความลับสะเทือนฟ้าดิน

“การก้าวให้ได้ระยะทางไกลที่สุด โดยใช้จำนวนก้าวที่น้อยที่สุด”

เซี่ยเยว่หลี “...”

นางอึ้งไปทันที

งงเป็นไก่ตาแตก

เรื่องนั้นใคร ๆ ก็รู้ไหมยะ!

ถ้าต้องการไปเร็ว ๆ มันก็ต้องก้าวน้อย ๆ ได้ระยะเยอะ ๆ สิ ใครบ้างจะไม่รู้!

เซี่ยเยว่หลีสูดหายใจลึก แล้วถอนหายใจในใจอย่างเหนื่อยล้า

“เอ่อ... ข้ามีคำถาม”

“ถามสิ”

“มีแค่นี้เหรอ”

ยูรันพยักหน้า

“ใช่ มีแค่นี้ เจ้าจะเอาอะไรเพิ่มล่ะ”

เซี่ยเยว่หลีขมวดคิ้วทันที

“เจ้าอย่ามาล้อเล่นนะ เรื่องแบบนี้ใคร ๆ ก็รู้ไหมเล่า”

ยูรันเอียงคอเล็กน้อย

“แล้วเจ้าทำได้ไหมล่ะ”

เขาชี้ไปยังต้นไม้ใหญ่ไกลออกไปหลายสิบจั้ง

“ก้าวหนึ่งก้าวไปอยู่ตรงนู้น โดยไม่ต้องเปิดประตูมิติ”

เซี่ยเยว่หลีชะงัก

นางมองไปยังต้นไม้ต้นนั้น แล้วมองเท้าตัวเอง

ครู่หนึ่งต่อมา ใบหน้าก็จ๋อยลงอย่างเห็นได้ชัด

“เอ่อ... ข้าทำไม่ได้”

“เห็นไหม”

ยูรันยักไหล่เบา ๆ

“เอาล่ะ เจ้าต้องเข้าใจก่อนว่า ทุกอย่างต่อให้รู้ ใช่ว่าจะทำได้”

เขาเคาะนิ้วลงบนฝ่ามือตัวเองเบา ๆ

“แต่ข้าไม่ใช่แบบนั้น ข้าทำได้ เพราะข้ารู้ว่าต้องทำยังไง”

เซี่ยเยว่หลีมองเขานิ่ง ๆ

ยูรันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย

“คนส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีปรับใช้ สิ่งที่ข้าจะสอนไม่ใช่วิชา แต่เป็นการปรับใช้วิธีการ”

“การปรับใช้วิธีการ...”

เซี่ยเยว่หลีพึมพำเบา ๆ

ยูรันพยักหน้า

“หลักการของก้าวพริบตา เจ้ารู้อยู่แล้ว แต่เจ้ายังเอามาปรับใช้ไม่เป็น ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองกำลังใช้หลักการนี้อยู่”

เซี่ยเยว่หลีเอียงคอ

“กำลังใช้?”

“ใช่”

ยูรันชี้ลงไปที่เท้าของนาง

“ตอนนี้เจ้าก็กำลังใช้อยู่นี่ กับการเดินปกติ”

เซี่ยเยว่หลีมองเท้าตัวเองอีกครั้ง

“การเดิน?”

“ก้าวน้อย ๆ เดินได้ไกล ๆ มันก็หลักการเดียวกันไม่ใช่รึไง”

“...”

เซี่ยเยว่หลีเงียบไป

ยูรันพูดต่ออย่างสบาย ๆ

“สิ่งที่เจ้าต้องทำ คือเอาสิ่งที่ทำอยู่มาขยายให้มากขึ้น”

นางเงยหน้าขึ้นทันที

“แล้วข้าต้องขยายยังไง”

ยูรันตอบอย่างหน้าตาย

“ข้าจะไปรู้ได้ยังไง”

เซี่ยเยว่หลี “...”

“เจ้าต้องหาคำตอบเองสิ มันเป็นวิธีของเจ้า”

เซี่ยเยว่หลีมองเขานิ่ง ๆ อยู่หลายอึดใจ

จากนั้นจึงยกมือกุมหน้าผาก

นางคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก

ยูรันเห็นเช่นนั้นจึงถอนหายใจเบา ๆ

“เอาล่ะ ข้าจะสอนเพิ่มอีกนิดหนึ่ง เผื่อเจ้าจะเข้าใจ”

เซี่ยเยว่หลีเงยหน้าขึ้นทันที

“เจ้าพูดแบบนี้ตั้งแต่แรกก็ได้ไหม”

ยูรันทำเป็นไม่ได้ยิน แล้วชี้ไปยังพื้นด้านหน้า

“เจ้าเห็นใบไม้ข้างหน้าไหม ลองเอาเท้าไปเขี่ยมันมาดูสิ”

เซี่ยเยว่หลีมองใบไม้แห้งที่ตกอยู่บนพื้น ก่อนยื่นเท้าออกไปเขี่ยตามที่เขาบอก

ใบไม้แห้งไถลเข้ามาใกล้นางเล็กน้อย

“แล้วไงต่อ”

ยูรันย่อตัวลงเล็กน้อย ชี้ไปที่ใบไม้ใบนั้น

“โดยปกติจะมีสองวิธีหลัก ๆ ที่ทำความเข้าใจง่ายที่สุด แต่บางคนก็พบวิธีของตัวเองได้”

เซี่ยเยว่หลีตั้งใจฟังทันที

ยูรันยกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว

“หนึ่ง เอาวิธีเดินปกติมาปรับใช้”

เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ

“ใช้เท้ายื่นออกไป ลงที่จุดหมาย แล้วลากตัวเจ้าไปให้ถึง นั่นคือเดินปกติ”

จากนั้นเขายกนิ้วที่สองขึ้น

“สอง ใช้วิธีไปให้ถึงโดยการเอาเท้าลากจุดหมายมาหาตัวเอง”

เซี่ยเยว่หลีชะงัก

“ลากจุดหมายมาหาตัวเอง?”

“ใช่”

ยูรันใช้ปลายเท้าแตะใบไม้ แล้วค่อย ๆ ลากมันกลับมาหาตัว

“มันคือการเดินถอยหลัง แต่เจ้าแค่หันหน้าอยู่”

เซี่ยเยว่หลีนิ่งไป

ความคิดของนางเริ่มหมุนเร็วขึ้น

เดินไปหาเป้าหมาย

กับดึงเป้าหมายเข้าหาตัวเอง

ทั้งสองอย่างดูเหมือนต่างกัน แต่ผลลัพธ์คือระยะห่างระหว่างตนเองกับจุดหมายลดลงเหมือนกัน

ยูรันลุกขึ้นยืน แล้วถอยออกไปสองก้าว

“ลองดูสิ”

เซี่ยเยว่หลีสูดหายใจเบา ๆ ลองฝึกดู

ระหว่างออกเดินทาง นางไม่ได้ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเฉย ๆ แต่คอยฝึกก้าวเท้าตามที่ยูรันบอกอยู่ตลอด

ก้าวหนึ่ง หยุด ก้าวอีกครั้ง ปรับลมหายใจ

ลองยื่นเท้าออกไปข้างหน้า แล้วดึงตัวเองให้เคลื่อนไปถึงจุดนั้น

บางครั้งนางก็พยายามกลับกัน ลองใช้ความรู้สึกเหมือนลากจุดหมายเข้ามาหาตนเอง

ครั้งแรกผิดพลาด ครั้งที่สองก็ยังผิดพลาด

บางครั้งก้าวออกไปแล้วแทบไม่ต่างจากเดินธรรมดา บางครั้งเสียจังหวะจนเกือบสะดุดรากไม้ข้างทาง

เซี่ยเยว่หลีกัดฟันฝึกต่อไป

จนเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่า ๆ

พรึ่บ!

ร่างของนางพลันหายวับจากจุดเดิม แล้วไปปรากฏอยู่ด้านหน้าไกลออกไปราวห้าเมตร

เซี่ยเยว่หลีนางก้มมองเท้าตัวเอง

มองพื้นด้านหลัง แล้วมองยูรัน

ดวงตาของนางค่อย ๆ เบิกกว้างขึ้น

“ได้แล้ว!!”

เสียงของนางดังขึ้นอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้

“ข้าทำได้แล้วววววววว!”

นางหันกลับมาด้วยใบหน้าเปี่ยมความดีใจอย่างที่แทบไม่เคยแสดงออกมาก่อน

“ข้าใช้ก้าวเดียว ได้ไกลถึงห้าเมตรแล้ว! มันเป็นแบบนี้นี่เอง!”

เซี่ยเยว่หลียิ่งพูดยิ่งตื่นเต้น

“ปกติต้องถึงระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่าก่อนถึงจะเปิดประตูมิติได้ แต่ข้าไม่ต้องเปิดมิติ ก็ก้าวได้ไกลขนาดนี้แล้ว ในอนาคตข้าต้องทำได้ไกลหลายร้อยกิโลแน่!”

พูดจบ นางก็วิ่งกลับมาโดยไม่คิดอะไร ก่อนพุ่งเข้ากอดยูรันเต็มแรง

ยูรันถูกกอดจนตัวโยกเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ขัดขืน

เขาเพียงยกมือขึ้นลูบศีรษะนางเบา ๆ

“เห็นไหม ข้าบอกแล้ว ประมาณหนึ่งชั่วโมง”

เซี่ยเยว่หลีซบหน้าลงกับไหล่เขา น้ำเสียงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

“อื้อ... ขอบใจนะ"