คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 74 แบบนี้สิ ถึงจะถูกต้อง8,580 ตัวอักษร

ตอนที่ 74 แบบนี้สิ ถึงจะถูกต้อง

นางลองฝึกเพิ่มอีกนิดหน่อย

ก้าวแรกได้ไกลห้าเมตร

ก้าวต่อมาเหลือสามเมตร

บางครั้งก็พุ่งเกินไปจนเกือบชนต้นไม้ บางครั้งแรงตกค้างสะท้อนกลับจนขาอ่อน ทว่าทุกครั้งที่ทำได้ แม้เพียงเล็กน้อย ดวงตาของเซี่ยเยว่หลีก็ยังเป็นประกายอย่างยากจะปิดบัง

จนกระทั่งเสียงของยูรันดังขึ้นเหมือนปลุกนางจากความฝัน

“ต่อไปเป็นเหยียบเวหา”

เซี่ยเยว่หลีชะงัก หันขวับมามองเขาทันที

“ไม่ใช่ว่าต้องฝึกให้ชำนาญก่อนหรอกเหรอ ข้าลองไม่กี่ทีก็เหนื่อยหอบแล้ว แล้วเจ้าไม่เหนื่อยได้ยังไง”

ยูรันตอบหน้าตาย

“ไร้สาระ”

“...”

“เจ้าทำได้แล้ว แค่ร่างกายยังไม่ชิน มันก็เลยเหนื่อยแค่นั้นแหละ ใช้บ่อย ๆ เดี๋ยวก็ชินเอง”

เขาหยุดไปเล็กน้อย

“จะเรียนไม่เรียน เหยียบเวหา?”

เซี่ยเยว่หลีเบ้ปาก

“บู้ววว เรียนก็ได้”

พูดจบ นางก็ถามอย่างระแวง

“อันนี้ก็ตำราเยอะเหมือนกันใช่ไหม”

ยูรันพยักหน้า

“ใช่ ร้อยเล่มเหมือนกันนั่นแหละ”

“แหวะ”

เซี่ยเยว่หลีทำหน้ารังเกียจโดยไม่ปิดบัง

“งั้นเจ้าบอกข้าหน่อย หลักการมันเป็นยังไง”

“อ๋อ อันนี้สั้นกว่านั้น”

ยูรันยกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว

“เหยียบอากาศ ให้เหมือนเหยียบพื้น”

เซี่ยเยว่หลี “...”

[เจ้า... ล้อเล่นรึเปล่า?]

[คนที่ไหนจะเหยียบอากาศเหมือนเหยียบพื้นได้กัน]

ยูรันถอนหายใจ

“จากสีหน้า คงกำลังบอกว่าข้าล้อเล่นสินะ”

เซี่ยเยว่หลีไม่ตอบ

แต่สีหน้าของนางตอบแทนทุกอย่างไปหมดแล้ว

“เฮ้อ เอาล่ะ สองวิธีเหมือนเดิม”

ยูรันชี้ลงไปที่พื้นใต้เท้า

“วิธีแรก คนปกติก็ยืนบนพื้นใช่ไหม แค่เปลี่ยนจากยืนบนพื้น เป็นยืนบนอากาศ”

เซี่ยเยว่หลีกะพริบตา

“...แค่นั้น?”

“ใช่”

“นี่เรียกว่าอธิบายแล้วหรือ”

ยูรันไม่สนใจคำประชด ก่อนกล่าวต่อ

“วิธีที่สอง เวลาเจ้ายืนบนกระบี่บินรู้สึกอย่างไร ก็รู้สึกแบบนั้นแหละ แค่เอากระบี่ออก”

เซี่ยเยว่หลี “...”

ยูรันสรุปด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ

“สองวิธีนี้เหมือนกันเป๊ะ ๆ แค่อยู่บนพื้นกับอากาศ เข้าใจยัง”

เซี่ยเยว่หลีกำลังจะอ้าปากเถียง แต่ยูรันก็พูดตัดทันที

“เข้าใจแล้วก็ลองซะ รอบนี้น่าจะเร็ว ครึ่งชั่วโมงก็พอ”

เซี่ยเยว่หลีมองเขานิ่ง ๆ

“ถ้าข้าตกลงไปล่ะ”

ยูรันเอียงคอเล็กน้อย

“แล้วเจ้าจะขี่กระบี่บินสูง ๆ ทำไม”

เซี่ยเยว่หลีชะงัก

ยูรันชี้ลงพื้น

“จะสูงจากพื้นขึ้นมานิดหน่อย มันก็ถือว่าเหยียบอากาศเหมือนกันนั่นแหละ”

เซี่ยเยว่หลี “...”

เออจริงแฮะ ข้าจะกังวลไปทำไม

เมื่อคิดได้ดังนั้น นางก็เริ่มลองทันที

ครั้งแรก เท้ายกขึ้นจากพื้นเพียงเล็กน้อยแล้วตกกลับลงมา

ครั้งที่สอง เหมือนจะเหยียบอะไรบางอย่างได้ครู่เดียว ก่อนเสียสมดุลจนเซถอยหลัง

ครั้งที่สาม นางพยายามนึกถึงความรู้สึกตอนยืนบนกระบี่บิน ลมที่รองรับใต้ฝ่าเท้า ความมั่นคงของปราณที่เชื่อมกับจุดยืน และความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ลอย แต่กำลัง “ยืน” อยู่จริง ๆ

ล้มเหลว

ลองใหม่

ขึ้น

ลง

ขึ้น

ลง

นางฝึกซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบจนหน้าผากเริ่มมีเหงื่อ ลมหายใจเริ่มถี่ขึ้น แต่ดวงตากลับไม่ยอมแพ้แม้แต่น้อย

เวลาผ่านไปเกือบสี่สิบห้านาที

จู่ ๆ ฝ่าเท้าของเซี่ยเยว่หลีก็สัมผัสได้ถึงบางอย่าง

แต่มันมีแรงต้านบาง ๆ อยู่ใต้ฝ่าเท้า

เหมือนอากาศที่เคยว่างเปล่า กลายเป็นสิ่งที่รองรับนางได้ชั่วขณะหนึ่ง

ร่างของนางลอยสูงจากพื้นเพียงไม่กี่เซนติเมตร

เซี่ยเยว่หลีเบิกตากว้าง

“นี่... นี่ นี่ นี่ นี่!”

ยูรันเงยหน้าขึ้นมอง

เซี่ยเยว่หลีหันมาหาเขาด้วยสีหน้าเปี่ยมความดีใจ

“ดูสิ! ข้าเหยียบได้แล้ว ข้าเหยียบได้แล้ววววว!”

นางก้มมองเท้าตัวเองอีกครั้ง

“ถึงมันจะสูงแค่ไม่กี่เซนก็เถอะ!”

ยูรันพยักหน้าอย่างพอใจ

“อืม เร็วกว่าที่คิด ยินดีด้วยนะ”

พูดจบ เขาก็โบกมือเบา ๆ โต๊ะเล็กตัวหนึ่งปรากฏขึ้นข้างทาง พร้อมชุดน้ำชาและของว่างเรียบง่าย

“งั้นเราพักสักหน่อยแล้วกัน”

เซี่ยเยว่หลีค่อย ๆ ลงมายืนบนพื้นอีกครั้ง ร่างกายเหนื่อยจนแทบหมดแรง แต่ใบหน้ากลับสดใสอย่างยิ่ง

นางเดินมานั่งลงฝั่งตรงข้ามยูรัน รับถ้วยชาจากมือเขา

วันนี้ได้ตั้งสองวิชา

ทั้งก้าวพริบตา

ทั้งเหยียบเวหา

แม้จะยังใช้ได้เพียงขั้นต้น แต่สำหรับนาง นี่เหมือนเปิดประตูใหม่สองบานในวันเดียว

เซี่ยเยว่หลียกถ้วยชาขึ้นจิบ ดวงตายังเป็นประกายไม่หาย

“ข้าเก่งใช่ไหม”

ยูรันตอบทันที

“อืม เก่งมาก”

เพียงเท่านั้น รอยยิ้มของเซี่ยเยว่หลีก็ยิ่งกว้างขึ้นกว่าเดิม

หลังพักไปครู่หนึ่ง แสงแดดยามสายค่อย ๆ ลอดผ่านยอดไม้ลงมาเป็นเส้นบาง ๆ ลมอ่อนพัดผ่านจนใบไม้รอบทางไหวเบา ๆ

เซี่ยเยว่หลีเพิ่งวางถ้วยชาลง สีหน้าของนางยังดูอารมณ์ดีอยู่มาก

ทว่ายูรันกลับเอ่ยขึ้นอย่างเรียบง่าย

“เจ้าทำได้สองอย่างแล้วใช่ไหม ต่อไป”

เซี่ยเยว่หลีชะงัก

“มีต่อไปอีกเหรอ”

“...มีสิ”

รอยยิ้มบนใบหน้าของนางเริ่มแข็งค้าง

“ต่อไปเป็นอะไร”

ยูรันตอบหน้าตาย

“ก็ใช้ทั้งสองอย่างพร้อมกันไง”

เขาชี้ขึ้นไปด้านบน

“เหยียบเวหาขึ้นไปข้างบน แล้วใช้ก้าวพริบตาซะ”

เซี่ยเยว่หลีเบิกตากว้างทันที

“ห๊าาาาาาาาาาาาาาาาาา!”

เสียงของนางดังลั่นจนฝูงนกบนต้นไม้ใกล้ ๆ กระพือปีกบินหนีกันเป็นแถว

“แค่อย่างเดียวข้าก็เหนื่อยมากแล้วนะ!”

ยูรันเอียงคอ

“บ้ารึเปล่า”

“เจ้าเพิ่งด่าข้างั้นหรือ!”

“แล้วชาติไหนจะไปถึงพรรคมารของเจ้ากัน”

เซี่ยเยว่หลีอ้าปากค้าง

ยูรันยกนิ้วขึ้นนับอย่างจริงจัง

“อีกหนึ่งอาทิตย์ เจ้ากำลังล้อข้าเล่นรึเปล่า?”

“ก็เดินทางปกติมันต้องใช้เวลาประมาณนั้นจริง ๆ—”

“ไม่ได้”

ยูรันตัดบททันที

“ข้าบอกแล้วไงว่า ต้องไปถึงภายในวันนี้ ต่อให้ไม่หยุดพัก ไม่หลับไม่นอน ก็ต้องถึงวันนี้ให้ได้!”

เซี่ยเยว่หลีถอยหลังไปครึ่งก้าว

“อึก... เจ้าคนใจร้าย”

ยูรันไม่ตอบ เขาเพียงเก็บโต๊ะ ชุดน้ำชา และของว่างกลับเข้าไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เดินมาตรงหน้าเซี่ยเยว่หลี วางมือทั้งสองข้างลงบนไหล่นาง

“ข้าเคยสาธิตมาแล้ว รอบนี้จะทำให้ดูใหม่พักหนึ่ง จำความรู้สึกไว้นะ”

เซี่ยเยว่หลียังไม่ทันตั้งตัว ร่างก็ถูกพาขึ้นไปบนอากาศเสียแล้ว

“อื้อ ข้าจะพยายาม”

สิ้นเสียง ยูรันก็พานางเคลื่อนตัวออกไปทันที

พรึ่บ!

ร่างของทั้งสองหายวับจากจุดเดิม แล้วไปปรากฏไกลออกไปด้านหน้าในพริบตา

เซี่ยเยว่หลีรีบตั้งสมาธิทันที นางพยายามจดจำทุกความรู้สึกให้ได้มากที่สุด ทั้งแรงรองรับใต้ฝ่าเท้า จังหวะที่ร่างเคลื่อนผ่านอากาศ ความรู้สึกตอนระยะทางถูกย่นเข้ามา และความต่อเนื่องระหว่างเหยียบเวหากับก้าวพริบตา

นางไม่ได้ถูกแบกเฉย ๆ

ระหว่างที่ยูรันพาเคลื่อนที่ นางก็พยายามเหยียบเวหาด้วยตัวเองไปด้วย แม้บางครั้งจะเสียจังหวะจนลมหายใจสะดุด แต่ยูรันก็เพียงช่วยประคองไว้เล็กน้อย แล้วปล่อยให้นางปรับตัวต่อเอง

จนกระทั่งถึงตอนเที่ยง ทั้งสองจึงหยุดพักกินข้าวกลางทาง

ยูรันวางอาหารง่าย ๆ ออกมาบนโต๊ะเล็ก ก่อนรินน้ำชาให้นาง

“จำได้แล้วใช่ไหม ตอนนี้ก็รีบพักซะนะ ตอนบ่ายจะได้เฉิดฉาย”

เขาหยุดไปเล็กน้อย แล้วกล่าวต่ออย่างใจร้ายมาก

“ถ้าไม่ทันก็จะถูกทิ้งนะ”

เซี่ยเยว่หลีเงยหน้ามองเขาด้วยสีหน้าเศร้าสลด

“เจ้าพูดแบบนี้กับสตรีงามได้อย่างไร”

“ได้สิ”

“...”

นางอยากเถียง แต่สุดท้ายก็เถียงไม่ออก ได้แต่จำใจกล้ำกลืนฝืนชะตา ก้มหน้ากินข้าวเพื่อฟื้นแรง

ช่วงบ่าย การฝึกจริงจึงเริ่มขึ้น

เซี่ยเยว่หลีพยายามอย่างหนักในการตามยูรันให้ทัน

นางเหยียบเวหาขึ้นไปกลางอากาศ แล้วใช้ก้าวพริบตาต่อทันที บางครั้งไปได้ไกลหลายสิบเมตร บางครั้งพลาดจังหวะจนเกือบร่วงลงมา บางครั้งร่างกายเหนื่อยล้าจนลมหายใจหอบถี่ แต่ทุกครั้งที่นางทำได้ดีกว่าเดิมเพียงเล็กน้อย ดวงตาของนางก็จะสว่างขึ้นอีกนิด

เหนื่อยมาก

เหนื่อยจนแทบอยากทิ้งตัวนอนกลางทาง

แต่แปลกที่นางไม่ได้รู้สึกแย่

ตรงกันข้าม นางกลับรู้สึกดีอย่างประหลาด

เหมือนทุกก้าวที่นางก้าวออกไป ไม่ใช่แค่การเดินทางไปยังพรรคมาร แต่เป็นการพิสูจน์ว่านางยังสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้

ยูรันไม่ได้เร่งนางตลอดเวลา เขาพักเป็นรอบ ๆ ให้ดื่มน้ำ กินของว่าง และปรับลมหายใจ จากนั้นก็ออกเดินทางต่อ

ทั้งสองเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็ว

ป่าเขา ลำธาร หุบผา และหมู่เมฆค่อย ๆ ถูกทิ้งไว้ด้านหลัง

จนกระทั่งใกล้สามทุ่มของวันนั้น ยูรันจึงหยุดพักอีกครั้งบนเนินเขาสูงแห่งหนึ่ง ห่างจากพรรคมารไม่กี่กิโลเท่านั้น

เซี่ยเยว่หลีลงมายืนบนพื้นอย่างทุลักทุเล ก่อนหอบหายใจหนัก

“ถึงภายในวันนี้จริง ๆ ด้วย... อีกนิดเดียว ข้ามเขาลูกนั้นไปก็ถึงพรรคมารของข้าแล้ว แฮ่ก... แฮ่ก...”

ยูรันมองไปยังแนวเขาด้านหน้า ก่อนพยักหน้า

“อืม พักสักหน่อย อีกแค่นิดเดียว พรุ่งนี้เช้าค่อยไปก็ได้ จะพักที่นี่ไหม?”

เซี่ยเยว่หลีเงยหน้ามองรอบ ๆ

“ที่นี่? แต่ที่นี่ไม่มีอะไรเลยนะ”

“ข้ามีเต็นท์อยู่”

พูดจบ เขาก็โบกมือเบา ๆ

เต็นท์สองหลังพลันปรากฏขึ้นบนพื้นหญ้าอย่างเรียบร้อย รูปร่างของมันไม่ได้เหมือนกระโจมธรรมดา แต่เป็นเหมือนบ้านผ้าขนาดเล็ก มีโครงสร้างมั่นคง หน้าต่างเล็ก ๆ และประตูผ้าพับได้

เซี่ยเยว่หลีมองด้วยความประหลาดใจ

“เต็นท์? กระโจมไม่ใช่เหรอ”

ยูรันหันมามองนาง

“มันเหมือนกระโจมตรงไหนไม่ทราบ?”

เซี่ยเยว่หลีมองดูดี ๆ อีกครั้ง

ก็ไม่เหมือนจริง ๆ นั่นแหละ

มันดูเหมือนบ้านที่ทำจากผ้ามากกว่า

ยูรันหาวเบา ๆ

“เอาล่ะ ข้านอนก่อนนะ”

พูดจบ เขาก็เดินไปทางเต็นท์หลังหนึ่งทันที

เซี่ยเยว่หลีรีบเรียกไว้

“เดี๋ยว”

ยูรันหยุดเท้า

“หืม?”

นางเม้มริมฝีปากเล็กน้อย

“ข้าขอนอนด้วยได้ไหม?”

ยูรันพยักหน้าอย่างง่ายดาย

“ก็ได้นะ มีสองเตียงพอดี”

เซี่ยเยว่หลีชะงัก

[ไอบ้าเอ้ย]

[มีสาวงามอยากนอนด้วย ดันบอกว่ามีสองเตียงพอดี?]

[ไอบ้านี่เป็นขันทีรึเปล่า คนอื่นเขาอยากนอนกับสาวงามกันทั่วบ้านทั่วเมือง!]

นางสูดหายใจลึก

[ช่างมันแล้ว]

ยูรันเก็บเต้นท์อีกหลังก่อนเข้าหลังที่วางอยู่ เขาเปิดประตูเต็นท์เข้าไปด้านใน เลือกเตียงฝั่งขวา แล้วล้มตัวลงนอน

แทบจะทันทีที่ศีรษะแตะหมอน หลับทันที

เซี่ยเยว่หลียืนมองอยู่ครู่หนึ่ง นางเริ่มชินแล้ว

ไอบ้านี่มันหลับไวเกินมนุษย์มนา

เซี่ยเยว่หลีเดินเข้าไปด้านใน มองเตียงสองหลังที่ตั้งแยกกันอยู่ แล้วหรี่ตาลงเล็กน้อย

[หึ สองเตียงแล้วยังไง]

[ลากมาต่อกันก็ได้ไม่ใช่รึไง]

คิดได้ดังนั้น นางก็ลงมือทันที

นางค่อย ๆ ลากเตียงอีกฝั่งเข้ามาต่อกับเตียงของยูรันอย่างระมัดระวัง ไม่ให้เกิดเสียงดังเกินไป จากนั้นก็ปีนขึ้นไปนอนข้างเขาเหมือนเป็นเรื่องถูกต้องที่สุดในโลก

เซี่ยเยว่หลีขยับตัวเข้าใกล้ทีละนิด

แล้วเอื้อมแขนไปกอดเขาไว้จากด้านข้าง

นางซบหน้าลงกับไหล่เขาเบา ๆ ก่อนหลับตาลงด้วยความพึงพอใจ

[แบบนี้สิ ถึงจะถูกต้อง]