คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 75 ใครบอกว่าข้าจะช่วยเจ้า7,622 ตัวอักษร

ตอนที่ 75 ใครบอกว่าข้าจะช่วยเจ้า

เช้าวันใหม่ ทั้งสองเก็บสัมภาระแล้วออกเดินทางทันที

ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงพรรคมารอัสดง

สายลมหนาวพัดหวีดหวิว หอบเอาเกล็ดหิมะบางเบาและฝุ่นสีเทาหม่นปลิวว่อน เบื้องหน้าของทั้งสองคือหุบเหวขนาดมหึมาซึ่งลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง

บริเวณโดยรอบเงียบงันผิดปกติ

ประตูหน้าต่างของบ้านเรือนทุกหลังปิดสนิท ไร้เสียงพูดคุยและไร้ผู้คนสัญจร มีเพียงม่านหมอกสีม่วงดำจาง ๆ ลอยอวลอยู่เหนือหลังคาหิน พร้อมกลิ่นคาวชื้นและกลิ่นอายอึดอัดที่แผ่ออกมาจากใจกลางพรรค

ยูรันขมวดคิ้วเล็กน้อย

“นี่น่ะหรือพรรคมารของเจ้า แถมยังมีกลิ่นของหินพวกไร้ค่าอีก พวกเจ้าเรียกมันว่าอะไรนะ... อ๋อ เนตรมารบรรพกาล”

พรืด

เขาหลุดหัวเราะออกมา

“คิดแล้วก็ขำ ฮ่า ๆ ๆ”

เซี่ยเยว่หลีถลึงตาใส่เขา

“อย่าขำนะ! พรรคมารของท่านพ่อต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ ๆ”

ยูรันเอียงคอ

“อ้าว ไหนเจ้าบอกว่าเข้าร่วมพรรคมาร ที่แท้ตั้งพรรคมารเองหรอกหรือ”

เซี่ยเยว่หลีสำลักเบา ๆ

“แค่ก ๆ ช่างเถอะน่า! รีบไปได้แล้ว ข้าสังหรณ์ใจไม่ดี”

ทั้งสองเดินเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว

ยังไปได้ไม่ไกลนัก ร่างสีดำร่างหนึ่งก็พุ่งออกมาจากซอยด้านข้าง ก่อนทรุดฮวบลงตรงหน้าเซี่ยเยว่หลี

“คุณหนูใหญ่! เป็นท่านจริง ๆ ด้วย!”

น้ำเสียงแหบพร่าและสั่นเครือดังขึ้น ชายหนุ่มในชุดเกราะหนังสีดำทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผล เลือดสีแดงคล้ำไหลซึมออกมาจนชโลมเกราะ ลมหายใจของเขาหอบถี่ ราวกับใกล้ถึงขีดจำกัด

ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“อ้าว นี่เจ้าก็เป็นคุณหนูใหญ่ด้วยสินะ”

เซี่ยเยว่หลีหน้าแข็ง

“...โอ๊ย ช่างเรื่องนี้เถอะน่า”

นางรีบก้าวเข้าไปประคองชายหนุ่ม

“มู่เฉิง เกิดอะไรขึ้น? แล้วท่านพ่อล่ะ?”

มู่เฉิงคือหนึ่งในองครักษ์ยอดฝีมือผู้ซื่อสัตย์ของเซี่ยชางหมิง บิดาของเซี่ยเยว่หลี

ยามนี้เขากระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง ดวงตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและตื่นตระหนก เขารีบกุมมือของนางไว้แน่น พลางเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงลนลาน

“คุณหนูใหญ่... หนีไป! รีบหนีไปจากที่นี่เสีย! พรรคมารอัสดงถูกผู้อาวุโสใหญ่ยึดครองไปหมดแล้ว!”

“ผู้อาวุโสใหญ่?”

แววตาของเซี่ยเยว่หลีเย็นเยียบลงทันควัน

“ตาแก่นั่นกล้ากบฏหรือ? ท่านพ่อมีตบะขอบเขตแปลงจิตวิญญาณขั้นสูง ทั้งยังมีผู้คุ้มกันที่จงรักภักดีอีกมากมาย ไฉนถึงปล่อยให้มันก่อการสำเร็จได้?”

มู่เฉิงตัวสั่นสะท้าน

“มัน... มันไม่ใช่มนุษย์แล้ว คุณหนูใหญ่! เมื่อครึ่งเดือนก่อน ผู้อาวุโสใหญ่ประกาศว่าตนได้รับมรดกเนตรมารเทพบรรพกาล!”

พรืด

“ฮ่า ๆ ๆ!”

เซี่ยเยว่หลีถลึงตาใส่ยูรัน

“เจ้าหยุดสักทีได้ไหม นี่เรื่องคอขาดบาดตายนะ!”

“โทษที ๆ ต่อเลย”

มู่เฉิงยกกระบี่ขึ้นชี้หน้ายูรันทันที

“สามหาว! กล้าดีอย่างไรมาหัวเราะเยาะคุณหนูของข้า! แกเป็นเพียงคนตาบอด ไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าเนตรมารบรรพกาลน่ากลัวเพียงใด ยังกล้าหัวเราะเยาะอีก!”

พรืด

“ฮ่า ๆ ๆ โอ๊ย ท้องข้า ข้าทนไม่ไหวแล้ว!”

ยูรันหัวเราะจนแทบน้ำตาเล็ด

“มู่เฉิง! เอากระบี่ลง อย่าเสียมารยาท คนผู้นี้คือ...”

“ข้าเป็นเพื่อนของนาง”

เซี่ยเยว่หลีชะงัก

เพื่อน? อีกแล้ว?

“แค่ก ๆ ตามนั้นแหละ ปล่อยเขาไป เขาจะทำอะไรก็ไม่ต้องไปขัด”

“แต่คุณหนู...”

“ไม่มีแต่! เล่าต่อ”

มู่เฉิงเก็บกระบี่ กัดฟันเล่าต่อ

“มันบีบบังคับให้เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์ในพรรคก้มหัวสยบ หากผู้ใดไม่ยอม ก็จะถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม”

“แล้วท่านพ่อล่ะ? ท่านพ่อของข้าอยู่ที่ใด?!”

“ท่านเจ้าสำนัก...”

มู่เฉิงหลั่งน้ำตาปนเลือด

“ท่านเจ้าสำนักไม่ยอมศิโรราบและพยายามต่อสู้ แต่พลังจากเนตรมารเทพบรรพกาลของผู้อาวุโสใหญ่น่ากลัวเกินไป มันทำให้ตบะของเขาเพิ่มขึ้นจนถึงขอบเขตหลอมสุญญตาแล้ว”

“ตอนนี้ท่านเจ้าสำนักพ่ายแพ้ราบคาบ ผู้อาวุโสใหญ่เตรียมทำพิธีบูชายัญตอนเที่ยงนี้ เพื่อสังเวยร่างของท่านเจ้าสำนักและผู้ภักดีที่เหลือทั้งหมด เปิดประตูมิติให้กว้างขึ้น และรับพลังมารสัจธรรมที่แท้จริง!”

“สารเลว!”

เซี่ยเยว่หลีแผดเสียงคำรามต่ำ ไอมารรอบกายเริ่มปั่นป่วน

พรืด

“อ่า โทษที ๆ ข้าพยายามฟังอย่างตั้งใจโดยไม่ขำแล้วนะ แต่มันอดไม่ได้จริง ๆ มันตลกเกินไป โทษที”

“ยูรัน! นี่ไม่ใช่เวลามาขำนะ ท่านพ่อข้ากำลังจะถูกสังเวยแล้ว!”

“แล้วยังไง? อีกตั้งนานกว่าจะเที่ยงนี่นา เจ้ากังวลอะไร?”

มู่เฉิงกำหมัดแน่นจนสั่น

“มู่เฉิง! ข้าบอกให้หยุดไง!”

เซี่ยเยว่หลีตวาดใส่เขา ก่อนหันไปมองยูรัน

“เจ้ามีวิธีชนะผู้อาวุโสใหญ่ไหม?”

“ไม่มีหรอก”

เซี่ยเยว่หลีชะงัก

ยูรันกล่าวต่ออย่างสบายอารมณ์

“แต่วิธีทำให้ผู้อาวุโสใหญ่หมดพลังก็พอมีอยู่”

“วิธีอะไร? บอกมาเร็วเข้า!”

“ก็แค่ทำลายหินโง่ ๆ นั่นทิ้งไง”

ยูรันยกมือชี้ไปทางใจกลางพรรคมาร

“ฟังจากที่ลูกน้องเจ้าเล่ามา ดูเหมือนผู้อาวุโสใหญ่จะหลอมรวมกับมันได้ค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว จากประสบการณ์ที่เจ้าเจอมา มันก็แค่เพิ่มพลัง แล้วทำให้รูปร่างเปลี่ยนแปลงไปมากเมื่อหลอมรวมสำเร็จ”

“แต่ข้อเสียของมันก็ชัดเจนมาก ถ้าหินแตก พลังทั้งหมดก็จะถูกสูบหายไปเอง ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น”

เขาหยุดไปเล็กน้อย

“จะบอกว่าเป็นธาตุไฟเข้าแทรกก็ได้”

ดวงตาของเซี่ยเยว่หลีเป็นประกายขึ้นทันที

“เจ้าจะช่วยข้าใช่ไหม?”

“ใครบอกว่าข้าจะช่วยเจ้า?”

ยูรันเอียงคอ

“เจ้าทำลายมันเองได้อยู่แล้ว ข้าจะช่วยทำไม”

“แต่เจ้ายังไม่ได้สอนวิธีควบคุมจิตมารให้ข้าเลยนี่ ที่ปล่อยออกไปน่ะ”

“ข้าไม่มีความจำเป็นต้องสอน เพราะตอนนี้เจ้าทำได้แล้ว”

“ห๊ะ?”

เซี่ยเยว่หลีเบิกตากว้าง ราวกับไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน

ยูรันหันหลังให้ทั้งสอง ก่อนเดินตรงไปทางใจกลางพรรคมาร

“ไปกันเถอะ”

มู่เฉิงรีบเอ่ยห้าม

“ตอนนี้เข้าไปไม่ได้ คุณหนู! คนที่ยังไม่ถูกจับ ตอนนี้แปรพักตร์ไปอยู่กับผู้อาวุโสใหญ่หมดแล้ว!”

ยูรันไม่แม้แต่จะหันกลับมา

“ไร้สาระ”

พูดจบ เขาก็เดินต่อไปอย่างไม่สนใจ

เซี่ยเยว่หลีมองแผ่นหลังของเขาอยู่ครู่หนึ่ง

นางไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไร แต่กลับเชื่อใจชายคนนี้อย่างเต็มหัวใจ

นางหันไปมองมู่เฉิง

“หุบปาก แล้วตามเขาไป”

ตลอดทางที่พบเหล่าคนทรยศ มู่เฉิงแทบไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง

ยูรันเดินผ่านพวกเขาไปอย่างเปิดเผย ทว่าไม่มีผู้ใดแม้แต่จะหันมามอง ราวกับชายหนุ่มผู้นั้นไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น

เซี่ยเยว่หลีเดินตามเขาอย่างใกล้ชิด ระยะห่างจากแผ่นหลังของเขาไม่ถึงก้าว

[นี่ต้องเป็นวิชาอะไรสักอย่างแน่ ๆ คนรอบข้างไม่มีใครสนใจพวกเราเลย... ข้าต้องให้เขาสอนให้ได้!]

เมื่อทั้งสามเดินมาถึงโถงวิหารใหญ่ กลิ่นคาวโลหิตและไอพลังงานปั่นป่วนทึบตันก็พลันกดทับลงมา จนทั่วบริเวณหนาวเหน็บไปถึงกระดูก

เปลวเพลิงสีม่วงลุกไหม้อยู่บนกระถางสัมฤทธิ์โบราณ แสงสลัววูบไหวไปตามเสาหินทมิฬขนาดยักษ์ ส่องให้เห็นร่างของเหล่าศิษย์มารและผู้อาวุโสนับร้อยที่คุกเข่าหมอบกราบอยู่กับพื้นอย่างสงบราบคาบ

ทว่าสภาพของพวกเขากลับผิดแปลกไปอย่างน่าขนลุก

แผ่นเกราะกระดูกสีม่วงดำแทงทะลุออกจากหัวไหล่และแผ่นหลัง เกล็ดหนาสีเข้มหุ้มปลายแขนและขา ดวงตาทุกคู่เปล่งแสงสีม่วงเข้มไร้ซึ่งสติปัญญา เหลือเพียงความจงรักภักดีอย่างมืดบอด

ส่วนลึกสุดของโถงวิหาร ผู้อาวุโสใหญ่นั่งตระหง่านอยู่บนบัลลังก์ศิลา

ร่างของมันใหญ่โตผิดมนุษย์ กระดูกสีม่วงดำแหลมคมงอกออกจากหัวไหล่และข้อศอก ส่วนเบ้าตาซ้ายถูกแทนที่ด้วยผลึกสีม่วงขนาดใหญ่ ซึ่งกำลังแผ่พลังออกมาเป็นระลอกจนอากาศโดยรอบบิดเบี้ยว

เบื้องล่างบัลลังก์มีกรงเหล็กเย็นตั้งอยู่

ภายในนั้น เซี่ยชางหมิงถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนสะกดพลังทั้งสี่ทิศ เสื้อผ้าขาดวิ่น ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลจนแทบไม่เหลือเค้าของเจ้าสำนักผู้สง่างาม

“ท่านพ่อ...”

เซี่ยเยว่หลีพึมพำแผ่วเบา ดวงตาสองสีของนางสั่นไหว ก่อนความเจ็บปวดทั้งหมดจะถูกกดไว้ภายใต้สีหน้าเย็นชา

ยูรันยกมือแตะไหล่เซี่ยเยว่หลีเบา ๆ

"ใจเย็นๆ เก็บจิตสังหารไว้ก่อน เตรียมตัวโจมตีเถอะ เล็งที่หินในตาซ้ายนะ พอเจ้าโจมตีข้าจะยกเลิกพลัง"

เซี่ยเยว่หลีมองผลึกสีม่วงซึ่งฝังอยู่ในเบ้าตาซ้ายของผู้อาวุโสใหญ่ ก่อนค่อย ๆ กำมือแน่น

"แต่ข้ายังไม่รู้วิธีใช้แบบนั้นเลยนะ เจ้ารู้ได้ยังไงว่ามันจะได้ผล"

ยูรันยิ้มให้พร้อมลูบหัวอย่างอ่อนโยน

"เชื่อข้าเถอะ เจ้ารู้อยู่แล้ว มันจะต้องออกมาดีแน่นอน เจ้าเด็กน้อย"

เซี่ยเยว่หลีพยักหน้า นางสูดหายใจเข้าลึก พยายามกดความโกรธและความหวาดกลัวทั้งหมดเอาไว้ ก่อนรวบรวมพลังให้นิ่งสงบอยู่ภายในร่าง

ยูรันสัมผัสได้ว่าลมหายใจของนางกลับมาเป็นปกติ จึงยกนิ้วขึ้นนับอย่างช้า ๆ

"พร้อมนะข้าจะนับสาม"

เซี่ยเยว่หลีพยักหน้า"อืม"

หนึ่ง

สอง

สาม

ทันใดนั้น ทัศนะศูนย์พลันสลายตัว

ร่างของทั้งสามปรากฏขึ้นกลางโถงวิหารราวกับผุดออกมาจากความว่างเปล่า

ผู้อาวุโสใหญ่เบิกตากว้าง สีหน้าพลันเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง

“เดี๋ยวก่อน เยว่หลี? พวกเจ้าเข้ามาตั้งแต่เมื่อไร?!”

แต่ในขณะที่ผู้อาวุโสใหญ่กำลังตกตะลึง

ทุกครั้งที่เซี่ยเยว่หลีใช้จิตมาร ดวงตาข้างหนึ่งของนางจะเปลี่ยนสี จากขาวกลายเป็นดำ หรือจากดำกลายเป็นขาว

แต่คราวนี้กลับแตกต่างออกไป

วูบ!

จิตมารถูกปลดปล่อยออกจากร่างของเซี่ยเยว่หลี แปรเปลี่ยนเป็นคลื่นพลังไร้รูปลักษณ์ ไม่มีเสียง ไม่มีกลิ่น และไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

มีเพียงผู้ที่เคยสัมผัสพลังชนิดนี้มาก่อนเท่านั้น จึงจะรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของมันได้

คลื่นจิตมารพุ่งตรงเข้าใส่ผลึกซึ่งฝังอยู่ในเบ้าตาซ้ายของผู้อาวุโสใหญ่ทันที!