ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 76 น่าน้อยใจนัก
เคร้ง!
ผลึกซึ่งฝังอยู่ในเบ้าตาซ้ายของผู้อาวุโสใหญ่แตกร้าว ก่อนระเบิดออกเป็นเศษเล็กเศษน้อยในพริบตา
“อ๊ากกก! เจ้า... เจ้าทำอะไรกับดวงตาของข้า!”
ผู้อาวุโสใหญ่ล้มลงกับพื้น มือทั้งสองกุมดวงตาซ้ายเอาไว้ พลางร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
แต่ไม่นาน มันก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของเซี่ยเยว่หลี
“เยว่หลี... เจ้ามีเนตรมารบรรพกาลทั้งสองข้างตั้งแต่เมื่อไร?!”
ทุกคนภายในโถงวิหารต่างตกตะลึง
ดวงตาทั้งสองข้างของเซี่ยเยว่หลีเปลี่ยนสีพร้อมกันอย่างชัดเจน ในสายตาของพวกเขา นั่นย่อมเป็นเนตรมารบรรพกาลอย่างไม่มีข้อสงสัย!
พรืด
ยูรันพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ ภายใต้สายตาตื่นตะลึงของผู้คนนับร้อย
มู่เฉิงอ้าปากค้าง เขาตกใจกับดวงตาของคุณหนูใหญ่มากพอแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เขาเหลือเชื่อยิ่งกว่า คือบุรุษที่นางพากลับมายังมีอารมณ์หัวเราะในสถานการณ์เช่นนี้อีก
เซี่ยเยว่หลีไม่รอช้า นางพุ่งเข้าไปหาเซี่ยชางหมิงทันที โดยมีมู่เฉิงติดตามไปอย่างใกล้ชิด
ผิดกับยูรันที่ยังคงเดินตามไปอย่างไม่รีบร้อน
“ท่านพ่อ ข้ามาช่วยแล้ว!”
เซี่ยเยว่หลีตัดโซ่ตรวนทั้งหมด ก่อนรีบประคองบิดาลงมาจากแท่นบูชา
เซี่ยชางหมิงมองบุตรสาวด้วยความตกตะลึง
“ลูกรัก เจ้าเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร แล้วดวงตาของเจ้าได้มาตั้งแต่เมื่อไร?”
“เรื่องมันยาวเจ้าค่ะ ไว้จัดการเรื่องนี้เสร็จแล้ว ข้าจะเล่าให้ท่านฟัง”
มู่เฉิงรีบก้าวเข้ามาคารวะ
“คารวะท่านเจ้าสำนัก ข้ายังพอมีโอสถรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ ท่านรีบกินก่อนเถิดขอรับ”
เซี่ยชางหมิงรับโอสถมากิน ก่อนเหลือบไปเห็นยูรันซึ่งเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังบุตรสาว
“ลูกรัก บุรุษผู้นี้คือ...”
เซี่ยเยว่หลีชะงักเล็กน้อย
“เอ่อ เขาคือ...”
แต่ยังไม่ทันที่นางจะตอบ เสียงหัวเราะของผู้อาวุโสใหญ่ก็ดังขึ้นเสียก่อน
“ฮ่า ๆ ๆ! เยว่หลี หลานรักของข้า ข้าไม่รู้ว่าเจ้าไปได้เนตรมารบรรพกาลทั้งสองข้างมาจากที่ใด แต่คิดว่าทำลายผลึกของข้าไปเพียงก้อนเดียวแล้วจะจบอย่างนั้นหรือ?”
มันค่อย ๆ ลุกขึ้น ก่อนหยิบผลึกสีม่วงออกมาอีกสองก้อน
“ข้ายังมีผลึกเหลืออยู่อีกสองก้อน! เพียงก้อนเดียว พวกเจ้าก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าแล้ว คราวนี้จงลิ้มรสความสิ้นหวังเสียเถอะ!”
“จงมอบพลังให้ข้า... เนตรมารบรรพกาลคู่!”
สิ้นเสียง ผู้อาวุโสใหญ่ก็กดผลึกทั้งสองก้อนเข้าไปในเบ้าตาของตน ก่อนเริ่มหลอมรวมเข้ากับพวกมันอย่างรวดเร็ว
สีหน้าของทุกคนพลันเปลี่ยนไป
เซี่ยชางหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงตึงเครียด
“ไม่ดีแล้ว มันกำลังหลอมรวมกับเนตรมารบรรพกาลทั้งสองข้าง!”
ยิ่งได้ยินคำว่า ‘เนตรมารบรรพกาล’ ซ้ำมากเท่าไร ยูรันก็ยิ่งสั่นหนักขึ้นเท่านั้น
ท้ายที่สุด เขาก็ไม่อาจกลั้นเอาไว้ได้อีกต่อไป
“ก๊ากกกกกกกกกกก!”
ยูรันหัวเราะลั่นโถงวิหาร มือข้างหนึ่งกุมท้องจนแทบทรุดลงกับพื้น น้ำตาไหลออกมาจากหางตาเพราะหัวเราะมากเกินไป
ทุกคนต่างมองเขาด้วยความตกตะลึง
ชายผู้นี้เสียสติไปแล้วหรืออย่างไร?
เซี่ยชางหมิงหันไปถามบุตรสาวด้วยสีหน้าซับซ้อน
“ลูกรัก บุรุษผู้นี้มากับเจ้าหรือ?”
เซี่ยเยว่หลียกมือกุมขมับ
“ใช่เจ้าค่ะ เข้ามากับลูกเอง”
ในขณะนั้น ผู้อาวุโสใหญ่ก็หลอมรวมกับผลึกทั้งสองก้อนเสร็จสมบูรณ์
ตูม!
พลังภายในร่างของมันพุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ก่อนทะยานไปแตะจุดสูงสุดของขอบเขตหลอมสุญญตา!
เซี่ยชางหมิงเบิกตากว้าง
“ขอบเขตหลอมสุญญตาขั้นสูงสุด! ลูกรัก รีบหนีไป!”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านพ่อ”
เซี่ยเยว่หลีหันไปมองยูรันซึ่งยังคงหัวเราะไม่หยุด
หากเป็นคนทั่วไป คงคิดว่าชายผู้นี้หวาดกลัวจนเสียสติไปแล้ว แต่นางรู้จักยูรันดี
การที่เขายังหัวเราะได้มากถึงเพียงนี้ แสดงว่าสถานการณ์ตรงหน้าไม่มีอันตรายแม้แต่น้อย
ยูรันพยายามหยุดหัวเราะ ก่อนเอ่ยออกมาอย่างตะกุกตะกัก
“เยว่หลี... ช่วยข้าด้วย ข้าหัวเราะมากเกินไป... หายใจไม่ทันแล้ว ข้ากำลังจะขาดอากาศตาย...”
ความเงียบอันแปลกประหลาดปกคลุมทั่วโถงวิหาร
เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสฝ่ายทรยศซึ่งกำลังคุกเข่าอยู่กับพื้นต่างเงยหน้าขึ้นมองยูรันด้วยสีหน้าว่างเปล่า
พวกเขาไม่เข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้น
ผู้อาวุโสใหญ่เพิ่งหลอมรวมกับเนตรมารบรรพกาลทั้งสองข้าง จนตบะพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดของขอบเขตหลอมสุญญตา
แต่ชายตาบอดผู้นี้กลับกำลังจะตายเพราะหัวเราะจนหายใจไม่ออก?
ส่วนบรรดาผู้ภักดีซึ่งถูกจับมาขังไว้ เดิมทีกำลังหวาดกลัวและสิ้นหวัง ทว่ายามนี้กลับพากันมองหน้ากันเองอย่างสับสน
คนผู้หนึ่งอดกระซิบถามไม่ได้
“เขาเป็นกำลังเสริมของพวกเราจริงหรือ?”
อีกคนส่ายหน้าอย่างเชื่องช้า
“ข้าก็ไม่แน่ใจ... ดูเหมือนเขาจะต้องการคนช่วยมากกว่าพวกเราเสียอีก”
มู่เฉิงยืนอ้าปากค้าง
เขาเคยคิดว่าตนเตรียมใจรับมือกับนิสัยของยูรันได้แล้ว แต่ตอนนี้จึงได้รู้ว่าตนประเมินชายผู้นี้ต่ำเกินไปมาก
“คุณหนู... สหายของท่านเป็นเช่นนี้อยู่แล้วหรือขอรับ?”
เซี่ยเยว่หลีหลับตาลง สูดหายใจเข้าลึก ก่อนเดินเข้าไปลูบหลังยูรันอย่างจำใจ
“หายใจเข้าสิ! เจ้าจะเอาแต่หัวเราะจนลืมหายใจไม่ได้!”
“ข้า... ข้าพยายามอยู่... แต่มันหยุดไม่ได้...”
เซี่ยชางหมิงมองบุตรสาวซึ่งกำลังช่วยลูบหลังให้ชายหนุ่มตาบอด ก่อนเหลือบมองผู้อาวุโสใหญ่ที่ยืนแผ่พลังอันน่าสะพรึงกลัวอยู่บนแท่นบูชา
จากนั้นจึงหันกลับมามองบุตรสาวอีกครั้ง
“ลูกรัก”
"คะ?"
“เจ้ามั่นใจหรือว่าพาเขาเป็นคนปกติ?”
เซี่ยเยว่หลีเงียบไปครู่หนึ่ง
“มั่นใจสิค่ะ”
เส้นเลือดบนหน้าผากของผู้อาวุโสใหญ่ปูดขึ้นทีละเส้น
มันยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดมาตั้งแต่ต้น ทั้งปลดปล่อยพลัง หลอมรวมผลึก และแผ่แรงกดดันจนโถงวิหารแทบสั่นสะเทือน
แต่กลับไม่มีผู้ใดสนใจมันเลยแม้แต่คนเดียว!
ท้ายที่สุด ผู้อาวุโสใหญ่ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป มันระเบิดพลังออกมากดทับทั่วทั้งโถงวิหาร จนพื้นดินและเสาหินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
“ไอ้พวกสารเลวเอ๊ยยยยย!”
“ข้ามีพลังถึงเพียงนี้ ทั้งยังครอบครองเนตรมารบรรพกาลคู่! เพียงเพราะไอ้คนตาบอดนั่นมองไม่เห็นข้า พวกเจ้าจึงคิดว่าจะแสร้งทำเป็นไม่เกรงกลัวข้าได้อย่างนั้นหรือ!”
ในที่สุด ยูรันก็เริ่มเบื่อหน่ายกับคำว่า ‘เนตรมารบรรพกาล’ เต็มที
เขาหยุดหัวเราะ ก่อนลุกขึ้นยืนแล้วปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงออกจากหัวไหล่
เซี่ยเยว่หลีขยับเข้ามาสะกิดเขาเบา ๆ
“ตอนนี้ข้าใช้จิตมารแบบเมื่อครู่ซ้ำไม่ได้แล้ว เจ้ามีวิธีเอาชนะมันหรือเปล่า?”
“ไม่มี”
ยูรันตอบทันที
“ข้าอยู่แค่ขอบเขตสร้างรากฐาน จะเอาชนะได้ยังไง”
“...”
ทั่วทั้งโถงวิหารตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
ผู้อาวุโสใหญ่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนแผดเสียงหัวเราะออกมา
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ! เยว่หลี เจ้าพาไอ้คนตาบอดนี่มาเพื่อให้ผู้อื่นหัวเราะเยาะเจ้าหรืออย่างไร!”
มันกวาดสายตามองเรือนร่างของเซี่ยเยว่หลีอย่างไม่ปิดบัง ก่อนแสยะยิ้มน่ารังเกียจ
“เห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีต ข้าจะมอบโอกาสให้เจ้า มาเป็นสตรีของลุงผู้นี้เสียดี ๆ เนตรมารของพวกเราทั้งสอง หากให้กำเนิดทายาทร่วมกัน เด็กที่เกิดมาย่อมต้องแข็งแกร่งเหนือผู้ใดอย่างแน่นอน!”
เซี่ยเยว่หลีกำหมัดแน่น ไอสังหารรอบกายพลันปั่นป่วนขึ้นอีกครั้ง
ทว่ายูรันกลับมีเส้นเลือดปูดขึ้นตรงขมับอย่างเห็นได้ชัด
เขาถอนหายใจออกมายาวเหยียด
ก่อนหน้านี้เขายังรู้สึกขบขัน แต่หลังจากต้องฟังคำว่า ‘เนตรมารบรรพกาล’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความขบขันทั้งหมดก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิด
ผู้อาวุโสใหญ่แค่นเสียงเยาะเย้ย
“เจ้าถอนหายใจอะไร อีกเดี๋ยวก็จะตายอยู่แล้ว เก็บลมหายใจของเจ้าไว้ถอนในปรโลกเสียเถอะ!”
“เฮ้อ... ท่านนี่พูดมากเสียจริง”
ยูรันยกมือขึ้นแตะผ้าปิดตาสีดำ
“ถ้าอย่างนั้น ท่านช่วยดูให้ข้าหน่อยสิ ว่าดวงตาของข้า เรียกว่าเนตรมารบรรพกาลเหมือนกันรึเปล่า”
พูดจบ ยูรันก็ดึงผ้าปิดตาลงอย่างช้า ๆ
ดวงตาทั้งสองข้างซึ่งสูญเสียแสงสว่างพลันเกิดความเปลี่ยนแปลง สีดำแปรเปลี่ยนเป็นขาว ขณะที่สีขาวกลับแปรเปลี่ยนเป็นดำ
สีทั้งสองสะอาดบริสุทธิ์อย่างไร้ตำหนิ ทั้งยังลึกล้ำราวกับสามารถกลืนกินทุกสิ่งที่จ้องมองเข้าไป
ฟู่ว!
เปลวไอมารสีดำสนิทเปล่งประกายพลันลุกโชนออกจากร่างของยูรัน มีรูปลักษณ์คล้ายเปลวเพลิงจำนวนมหาศาลที่กำลังแผดเผาอากาศโดยรอบ
แรงกดดันอันหนักหน่วงแผ่ปกคลุมทั่วทั้งโถงวิหาร
รุนแรงยิ่งกว่าไอมารของเซี่ยเยว่หลีหลายเท่า!
เซี่ยเยว่หลีจ้องมองยูรันด้วยความตกตะลึง
[ยูรัน... เหตุใดจิตมารของเจ้าจึงร้อนแรงราวกับเปลวไฟแผดเผา?]
[ตอนที่พวกเราต่อสู้กันครั้งแรก เจ้ายังไม่ได้เอาจริงสักนิดเลยสินะ น่าน้อยใจนัก...]
เมื่อนึกว่าชายผู้นี้ปิดบังความลับจากนางเอาไว้มากมาย ความน้อยใจก็ผุดขึ้นมาในใจอย่างห้ามไม่อยู่
เซี่ยชางหมิงเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน
[นี่มันพลังอะไรกัน?]
[ข้าอยู่ถึงขอบเขตแปลงจิตวิญญาณขั้นสูง แต่กลับรู้สึกหวาดกลัวเด็กหนุ่มซึ่งอยู่เพียงขอบเขตสร้างรากฐาน? ที่สำคัญ จิตมารและไอมารของเขากลับบริสุทธิ์ไร้มลทิน ไม่มีความปนเปื้อนอยู่แม้แต่น้อย!]
มู่เฉิงยิ่งตกใจจนเข่าอ่อน ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้
“ขะ... เขา... เหตุใดพลังของเขาจึงน่ากลัวถึงเพียงนี้?”
เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสฝ่ายทรยศภายในโถงวิหารต่างหน้าซีดเผือด ไอมารซึ่งเคยปั่นป่วนอยู่ภายในร่างพลันสงบนิ่ง ราวกับถูกบางสิ่งที่อยู่เหนือกว่ากดข่มเอาไว้อย่างสมบูรณ์
บางคนพยายามเงยหน้ามองยูรัน แต่ทันทีที่สบเข้ากับดวงตาขาวดำคู่นั้น ร่างกายกลับแข็งค้าง ก่อนก้มหน้าลงแนบพื้นด้วยความหวาดกลัวจากส่วนลึกของสัญชาตญาณ
แม้แต่เหล่าผู้ภักดีซึ่งถูกคุมขังอยู่ภายในกรง ก็ยังลืมความเจ็บปวดของตนไปชั่วขณะ
“นี่คือเด็กหนุ่มขอบเขตสร้างรากฐานจริงหรือ?”
“เป็นไปไม่ได้... เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้น ก็ทำให้ไอมารของพวกเราสั่นสะเทือนแล้ว!”
“คุณหนูใหญ่ไปพาตัวประหลาดเช่นนี้กลับมาจากที่ใดกัน?”
ส่วนผู้อาวุโสใหญ่ซึ่งเคยแสดงท่าทีหยิ่งผยอง บัดนี้กลับยืนนิ่งอยู่บนแท่นบูชา
ผลึกทั้งสองก้อนภายในเบ้าตาของมันสั่นระริกอย่างรุนแรง แสงสีม่วงที่เคยเจิดจ้ากลับกะพริบวูบไหว ราวกับกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง
มันถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัวหนึ่งก้าว
“นี่... นี่มันอะไรกัน?”
ผู้อาวุโสใหญ่จ้องดวงตาของยูรันเขม็ง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวและไม่อยากเชื่อ
“เจ้าเองก็มีเนตรมารบรรพกาลอย่างนั้นหรือ?!”
“ไม่จริง... เป็นไปไม่ได้!”
“เนตรมารบรรพกาลของข้าคือของแท้! แล้วเหตุใดเนตรของเจ้าจึงมีพลังเหนือกว่าข้าได้!”