ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 76 น่าน้อยใจนัก
หลังจากผู้อาวุโสใหญ่ร้องคร่ำครวญจบลง
เปรี้ยง!
สายฟ้าสีดำพุ่งออกจากปลายนิ้วของยูรัน ฉีกผ่านอากาศเข้าใส่ใบหน้าของผู้อาวุโสใหญ่โดยไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว
เคร้ง!
ผลึกทั้งสองก้อนภายในเบ้าตาแตกละเอียดพร้อมกัน
“อ๊ากกกกก!”
ผู้อาวุโสใหญ่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ตบะซึ่งเคยสูงถึงจุดสูงสุดของขอบเขตหลอมสุญญตาร่วงหล่นลงอย่างรวดเร็ว
ไม่เพียงเท่านั้น ร่างกายของมันยังแห้งเหี่ยวลงด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พลังชีวิตและตบะทั้งหมดถูกผลึกทั้งสามก้อนที่เคยหลอมรวมกันดูดกลืนกลับไปจนแทบไม่เหลือ
“เจ้า... เจ้ากล้าดีอย่างไร!”
ผู้อาวุโสใหญ่ทรุดลงกับพื้น มองร่างกายที่กำลังแห้งเหี่ยวของตนด้วยความหวาดกลัว
“พลังของข้า! เหตุใดพลังของข้าจึงหายไปหมด!”
ยูรันเก็บพลัง ก่อนปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงออกจากหัวไหล่อีกครั้ง แล้วดึงผ้าปิดตากลับขึ้นมาปิดดวงตาตามเดิม
“เนตรมารบรรพกาลอะไรนั่น ไร้สาระสิ้นดี”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้อาวุโสใหญ่ก็กระอักเลือดออกมาคำโต
“เจ้าเองก็มีเนตรมารบรรพกาลเหมือนกัน! เหตุใดจึงกล้าบอกว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ!”
“ในเมื่อท่านกำลังจะดับสูญ ข้าจะบอกอะไรให้ฟังสักหน่อยก็แล้วกัน”
ยูรันยกนิ้วขึ้นอย่างสบายอารมณ์
“ถือเป็นความรู้ประดับสมองของท่าน รวมถึงพวกสมองหมาปัญญาควายที่อยู่ในโถงนี้ด้วย”
“...”
คิ้วของทุกคนภายในโถงวิหารกระตุกพร้อมกัน
[ชายผู้นี้กำลังด่าพวกเราทั้งหมดว่าโง่อยู่ใช่หรือไม่?]
เซี่ยเยว่หลีกลับมีดวงตาเป็นประกาย ตั้งใจรอฟังเป็นพิเศษ ส่วนเซี่ยชางหมิงกับมู่เฉิงยังคงตกตะลึง แต่ก็เงี่ยหูฟังอย่างไม่รู้ตัว
“เอาแค่สองเรื่องก็พอ”
ยูรันยกนิ้วแรกขึ้น
“หนึ่ง หินพวกนั้น ข้าเรียกว่าหินของคนโง่”
“มันไม่ได้มอบพลังให้ผู้ใช้จริง ๆ แต่จะดูดพลังจากรอบข้าง รวมถึงพลังของผู้ที่หลอมรวมกับมันมาเก็บไว้ภายในตัวเอง จึงทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดว่าตนได้รับพลังมหาศาล”
“เมื่อหลอมรวมกันแล้ว ผู้ใช้จะถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของหิน หากหินแตกหรือสลาย พลังทั้งหมดก็จะถูกดึงกลับไปพร้อมกัน”
ยูรันชี้ไปยังร่างแห้งเหี่ยวของผู้อาวุโสใหญ่
“เดิมทีผลึกก้อนแรกก็กัดกินรากฐานของท่านไปไม่น้อยแล้ว แต่ท่านยังดึงผลึกอีกสองก้อนมาหลอมรวมต่อ เท่ากับมอบทั้งตบะและพลังชีวิตที่เหลือให้พวกมันด้วยตนเอง”
“ตอนนี้ผลึกทั้งสามแตกหมด พลังที่เชื่อมโยงกับพวกมันจึงถูกดึงกลับไปทั้งหมด ร่างของท่านจะค่อย ๆ แห้งเหี่ยว ก่อนสลายกลายเป็นธุลีในที่สุด”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริม
“ที่ข้าบอกว่าไม่มีวิธีต่อสู้กับท่าน ข้าหมายความว่าข้าอยู่เพียงขอบเขตสร้างรากฐาน ย่อมสู้กับท่านตรง ๆ ไม่ได้”
“แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าจะทำลายหินเปราะ ๆ พวกนั้นไม่ได้เสียหน่อย”
เซี่ยชางหมิงรีบหันไปถามบุตรสาว
“ลูกรัก ที่เขาบอกว่าหากผลึกแตก ผู้หลอมรวมจะสูญเสียพลังทั้งหมด เป็นความจริงรึเปล่า?”
เซี่ยเยว่หลีพยักหน้า
“จริงค่ะ ลูกเคยเห็นมากับตาแล้ว”
เซี่ยชางหมิงนิ่งค้างไปทันที
[บัดซบ! หากรู้ตั้งแต่แรก ข้าคงจัดการตาแก่นั่นไปนานแล้ว!]
ยูรันยกนิ้วที่สองขึ้น
“สอง เนตรมารบรรพกาลอะไรนั่น หากใช้สมองคิดสักหน่อยก็แยกออกแล้วว่าเป็นของจริงหรือของปลอม”
“ถ้ามันเป็นเนตรวิเศษจริง อย่างน้อยก็ควรมีความสามารถพิเศษมากกว่าการเพิ่มพลังเพียงอย่างเดียว หากทำได้แค่นั้น พวกท่านเอามันไปหลอมเป็นโอสถกินเสียยังจะมีประโยชน์กว่า ทำไมต้องควักตาตัวเองแล้วฝังหินเข้าไปด้วย?”
“...”
เซี่ยชางหมิงและคนอื่น ๆ ต่างครุ่นคิดตาม ก่อนสีหน้าจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป
จริงด้วย
เหตุใดก่อนหน้านี้พวกเขาจึงคิดเรื่องง่ายดายเช่นนี้ไม่ได้?
เซี่ยเยว่หลีพยักหน้าเห็นด้วยทุกประการ
ยูรันกล่าวต่อ
“ส่วนดวงตาของข้าที่เปลี่ยนสี เป็นเพียงผลจากการใช้จิตมารในระดับสูง ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเนตรมารบรรพกาลทั้งนั้น”
“หากตั้งใจมองให้ดีจะเห็นว่า ดวงตาของข้ากับเยว่หลีจะมีสีดำและสีขาวเหมือนกัน แต่เนื้อแท้และระดับความบริสุทธิ์แตกต่างกันอย่างชัดเจน ไอพวกสมองกลวงเอ้ย”
เซี่ยเยว่หลีเบิกตากว้าง
[จริงด้วย แม้ดวงตาของข้าจะเปลี่ยนสีพร้อมกันทั้งสองข้าง แต่กลับไม่ใสสะอาดและลึกล้ำเท่าดวงตาของยูรันเลย]
นางรีบถามขึ้น
“แล้วก่อนหน้านี้ เหตุใดดวงตาของข้าจึงเปลี่ยนเพียงข้างเดียว?”
ยูรันเอียงคอ
“ก็เพราะความสามารถในการควบคุมของเจ้าต่ำ ผลข้างเคียงก็ออกมาแค่ข้างเดียว ไม่ใช่เรื่องปกติรึไง?”
“...”
ทุกคนภายในโถงวิหารนิ่งอึ้งไปพร้อมกัน
“อ๊ากกกกก! เจ้าหลอกข้า! เป็นไปไม่ได้ เจ้ากำลังหลอกข้า!”
ผู้อาวุโสใหญ่กรีดร้องอย่างเสียสติ ทว่าร่างกายของมันยังคงแห้งเหี่ยวลงอย่างต่อเนื่อง ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
ยูรันคร้านจะเสวนากับคนที่กำลังจะตาย เขาหันไปทางเซี่ยชางหมิงแทน
“ตาแก่ หากท่านคาดหวังให้ข้าเคารพก็ฝันไปเถอะ ท่านอ่อนแอจนต้องให้ลูกสาวกลับมาช่วยถึงที่ ข้าไม่ชอบ”
คิ้วของเซี่ยชางหมิงกระตุกทันที
[ไอ้เด็กนี่ เพิ่งพบหน้ากันก็ด่าข้าเลยหรือ?]
ยูรันไม่สนใจสีหน้าของอีกฝ่าย เขาหันไปหาเซี่ยเยว่หลี
“นี่ ข้าง่วงแล้ว พาข้าไปนอนหน่อย ส่วนผู้อาวุโสใหญ่นั่นก็ปล่อยไปเถอะ อีกไม่นานคงกลายเป็นฝุ่นเอง”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนชี้ไปทางเซี่ยชางหมิง
“ส่วนพ่อเจ้าก็ยังมีเรื่องต้องจัดการ”
เซี่ยชางหมิงขมวดคิ้ว
“เรื่องอะไร?”
“ผู้อาวุโสใหญ่กำลังจะตาย แล้วท่านไม่คิดจัดการคนทรยศพวกนี้หรืออย่างไร?”
ยูรันกวาดหน้ามองผู้คนทั่วทั้งโถงวิหาร
“หรือคิดจะทิ้งไว้ให้ลูกสาวของท่านเก็บงานด้วยตัวเองอีก เป็นถึงเจ้าสำนักแท้ ๆ ช่างน่าสมเพชจริง ๆ”
“...”
เซี่ยชางหมิงรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งอุดตันอยู่กลางอก
[อึก! ไอ้เด็กเปรตนี่ด่าข้าไม่หยุด แต่สิ่งที่มันพูดกลับมีเหตุผลทุกคำ!]
เดิมทีเซี่ยเยว่หลีเองก็อยากจัดการเหล่าคนทรยศ นางอยากตัดศีรษะพวกมันทีละคนให้หมด
ทว่าไม่รู้ว่าได้รับนิสัยจากยูรันมาตั้งแต่เมื่อไร ตอนนี้นางกลับอยากโยนงานทั้งหมดให้บิดา แล้วพายูรันไปนอนกอดเสียมากกว่า
เมื่อตัดสินใจได้ นางจึงหันไปหาเซี่ยชางหมิง
“ท่านพ่อ ข้าพาเขาไปนอนก่อนนะคะห ท่านจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย แล้วพวกเราค่อยคุยกันภายหลัง”
พูดจบ เซี่ยเยว่หลีก็พายูรันเดินออกจากโถงวิหาร มุ่งหน้าไปยังห้องพักของนางโดยไม่รอคำตอบ
เซี่ยชางหมิงมองตามแผ่นหลังของบุตรสาว
นางหายตัวไปหลายวัน ก่อนกลับมาพร้อมบุรุษที่เขาไม่รู้จัก นอกจากเจ้าหนุ่มนั่นจะเรียกเขาว่าตาแก่และด่าว่าน่าสมเพชแล้ว บุตรสาวของเขายังประกาศต่อหน้าทุกคนว่าจะพาอีกฝ่ายไปนอนอีก!
ภาพนั้นช่างบาดตาบาดใจจนบาดแผลภายในของเซี่ยชางหมิงกำเริบขึ้นมา
พรูด!
เขากระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง
มู่เฉิงตกใจ รีบเข้าไปประคอง
“ท่านเจ้าสำนัก ท่านกระอักเลือด!”
“ข้าไม่เป็นไร!”
เซี่ยชางหมิงเช็ดเลือดตรงมุมปาก ก่อนหันไปตวาดสั่งเหล่าผู้ภักดี
“จัดการคนทรยศก่อน! จับตัวพวกมันเอาไว้ ผู้ใดกล้าขัดขืน ฆ่าทิ้งทันที!”
ผู้คนทั่วทั้งโถงวิหารแตกตื่นขึ้นมาทันใด
บางคนยอมจำนนแต่โดยดี ขณะที่บางคนพยายามหลบหนีอย่างสุดชีวิต
ทว่าไม่มีผู้หลบหนีคนใดสามารถออกจากโถงวิหารไปได้แม้แต่คนเดียว