คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 77 ข้าไม่เห็นจะเข้าใจเลย7,259 ตัวอักษร

ตอนที่ 77 ข้าไม่เห็นจะเข้าใจเลย

หลังจากผู้อาวุโสใหญ่ร้องคร่ำครวญจบลง

เปรี้ยง!

สายฟ้าสีดำพุ่งออกจากปลายนิ้วของยูรัน ฉีกผ่านอากาศเข้าใส่ใบหน้าของผู้อาวุโสใหญ่โดยไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว

เคร้ง!

ผลึกทั้งสองก้อนภายในเบ้าตาแตกละเอียดพร้อมกัน

“อ๊ากกกกก!”

ผู้อาวุโสใหญ่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ตบะซึ่งเคยสูงถึงจุดสูงสุดของขอบเขตหลอมสุญญตาร่วงหล่นลงอย่างรวดเร็ว

ไม่เพียงเท่านั้น ร่างกายของมันยังแห้งเหี่ยวลงด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พลังชีวิตและตบะทั้งหมดถูกผลึกทั้งสามก้อนที่เคยหลอมรวมกันดูดกลืนกลับไปจนแทบไม่เหลือ

“เจ้า... เจ้ากล้าดีอย่างไร!”

ผู้อาวุโสใหญ่ทรุดลงกับพื้น มองร่างกายที่กำลังแห้งเหี่ยวของตนด้วยความหวาดกลัว

“พลังของข้า! เหตุใดพลังของข้าจึงหายไปหมด!”

ยูรันเก็บพลัง ก่อนปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงออกจากหัวไหล่อีกครั้ง แล้วดึงผ้าปิดตากลับขึ้นมาปิดดวงตาตามเดิม

“เนตรมารบรรพกาลอะไรนั่น ไร้สาระสิ้นดี”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้อาวุโสใหญ่ก็กระอักเลือดออกมาคำโต

“เจ้าเองก็มีเนตรมารบรรพกาลเหมือนกัน! เหตุใดจึงกล้าบอกว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ!”

“ในเมื่อท่านกำลังจะดับสูญ ข้าจะบอกอะไรให้ฟังสักหน่อยก็แล้วกัน”

ยูรันยกนิ้วขึ้นอย่างสบายอารมณ์

“ถือเป็นความรู้ประดับสมองของท่าน รวมถึงพวกสมองหมาปัญญาควายที่อยู่ในโถงนี้ด้วย”

“...”

คิ้วของทุกคนภายในโถงวิหารกระตุกพร้อมกัน

[ชายผู้นี้กำลังด่าพวกเราทั้งหมดว่าโง่อยู่ใช่หรือไม่?]

เซี่ยเยว่หลีกลับมีดวงตาเป็นประกาย ตั้งใจรอฟังเป็นพิเศษ ส่วนเซี่ยชางหมิงกับมู่เฉิงยังคงตกตะลึง แต่ก็เงี่ยหูฟังอย่างไม่รู้ตัว

“เอาแค่สองเรื่องก็พอ”

ยูรันยกนิ้วแรกขึ้น

“หนึ่ง หินพวกนั้น ข้าเรียกว่าหินของคนโง่”

“มันไม่ได้มอบพลังให้ผู้ใช้จริง ๆ แต่จะดูดพลังจากรอบข้าง รวมถึงพลังของผู้ที่หลอมรวมกับมันมาเก็บไว้ภายในตัวเอง จึงทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดว่าตนได้รับพลังมหาศาล”

“เมื่อหลอมรวมกันแล้ว ผู้ใช้จะถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของหิน หากหินแตกหรือสลาย พลังทั้งหมดก็จะถูกดึงกลับไปพร้อมกัน”

ยูรันชี้ไปยังร่างแห้งเหี่ยวของผู้อาวุโสใหญ่

“เดิมทีผลึกก้อนแรกก็กัดกินรากฐานของท่านไปไม่น้อยแล้ว แต่ท่านยังดึงผลึกอีกสองก้อนมาหลอมรวมต่อ เท่ากับมอบทั้งตบะและพลังชีวิตที่เหลือให้พวกมันด้วยตนเอง”

“ตอนนี้ผลึกทั้งสามแตกหมด พลังที่เชื่อมโยงกับพวกมันจึงถูกดึงกลับไปทั้งหมด ร่างของท่านจะค่อย ๆ แห้งเหี่ยว ก่อนสลายกลายเป็นธุลีในที่สุด”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริม

“ที่ข้าบอกว่าไม่มีวิธีต่อสู้กับท่าน ข้าหมายความว่าข้าอยู่เพียงขอบเขตสร้างรากฐาน ย่อมสู้กับท่านตรง ๆ ไม่ได้”

“แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าจะทำลายหินเปราะ ๆ พวกนั้นไม่ได้เสียหน่อย”

เซี่ยชางหมิงรีบหันไปถามบุตรสาว

“ลูกรัก ที่เขาบอกว่าหากผลึกแตก ผู้หลอมรวมจะสูญเสียพลังทั้งหมด เป็นความจริงรึเปล่า?”

เซี่ยเยว่หลีพยักหน้า

“จริงค่ะ ลูกเคยเห็นมากับตาแล้ว”

เซี่ยชางหมิงนิ่งค้างไปทันที

[บัดซบ! หากรู้ตั้งแต่แรก ข้าคงจัดการตาแก่นั่นไปนานแล้ว!]

ยูรันยกนิ้วที่สองขึ้น

“สอง เนตรมารบรรพกาลอะไรนั่น หากใช้สมองคิดสักหน่อยก็แยกออกแล้วว่าเป็นของจริงหรือของปลอม”

“ถ้ามันเป็นเนตรวิเศษจริง อย่างน้อยก็ควรมีความสามารถพิเศษมากกว่าการเพิ่มพลังเพียงอย่างเดียว หากทำได้แค่นั้น พวกท่านเอามันไปหลอมเป็นโอสถกินเสียยังจะมีประโยชน์กว่า ทำไมต้องควักตาตัวเองแล้วฝังหินเข้าไปด้วย?”

“...”

เซี่ยชางหมิงและคนอื่น ๆ ต่างครุ่นคิดตาม ก่อนสีหน้าจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป

จริงด้วย

เหตุใดก่อนหน้านี้พวกเขาจึงคิดเรื่องง่ายดายเช่นนี้ไม่ได้?

เซี่ยเยว่หลีพยักหน้าเห็นด้วยทุกประการ

ยูรันกล่าวต่อ

“ส่วนดวงตาของข้าที่เปลี่ยนสี เป็นเพียงผลจากการใช้จิตมารในระดับสูง ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเนตรมารบรรพกาลทั้งนั้น”

“หากตั้งใจมองให้ดีจะเห็นว่า ดวงตาของข้ากับเยว่หลีจะมีสีดำและสีขาวเหมือนกัน แต่เนื้อแท้และระดับความบริสุทธิ์แตกต่างกันอย่างชัดเจน ไอ้พวกสมองกลวงเอ๊ย”

เซี่ยเยว่หลีเบิกตากว้าง

[จริงด้วย แม้ดวงตาของข้าจะเปลี่ยนสีพร้อมกันทั้งสองข้าง แต่กลับไม่ใสสะอาดและลึกล้ำเท่าดวงตาของยูรันเลย]

นางรีบถามขึ้น

“แล้วก่อนหน้านี้ เหตุใดดวงตาของข้าจึงเปลี่ยนเพียงข้างเดียว?”

ยูรันเอียงคอ

“ก็เพราะความสามารถในการควบคุมของเจ้าต่ำ ผลข้างเคียงก็ออกมาแค่ข้างเดียว ไม่ใช่เรื่องปกติรึไง?”

“...”

ทุกคนภายในโถงวิหารนิ่งอึ้งไปพร้อมกัน

“อ๊ากกกกก! เจ้าหลอกข้า! เป็นไปไม่ได้ เจ้ากำลังหลอกข้า!”

ผู้อาวุโสใหญ่กรีดร้องอย่างเสียสติ ทว่าร่างกายของมันยังคงแห้งเหี่ยวลงอย่างต่อเนื่อง ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

ยูรันคร้านจะเสวนากับคนที่กำลังจะตาย เขาหันไปทางเซี่ยชางหมิงแทน

“ตาแก่ หากท่านคาดหวังให้ข้าเคารพก็ฝันไปเถอะ ท่านอ่อนแอจนต้องให้ลูกสาวกลับมาช่วยถึงที่ ข้าไม่ชอบ”

คิ้วของเซี่ยชางหมิงกระตุกทันที

[ไอ้เด็กนี่ เพิ่งพบหน้ากันก็ด่าข้าเลยหรือ?]

ยูรันไม่สนใจสีหน้าของอีกฝ่าย เขาหันไปหาเซี่ยเยว่หลี

“นี่ ข้าง่วงแล้ว พาข้าไปนอนหน่อย ส่วนผู้อาวุโสใหญ่นั่นก็ปล่อยไปเถอะ อีกไม่นานคงกลายเป็นฝุ่นเอง”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนชี้ไปทางเซี่ยชางหมิง

“ส่วนพ่อเจ้าก็ยังมีเรื่องต้องจัดการ”

เซี่ยชางหมิงขมวดคิ้ว

“เรื่องอะไร?”

“ผู้อาวุโสใหญ่กำลังจะตาย แล้วท่านไม่คิดจัดการคนทรยศพวกนี้หรืออย่างไร?”

ยูรันกวาดหน้ามองผู้คนทั่วทั้งโถงวิหาร

“หรือคิดจะทิ้งไว้ให้ลูกสาวของท่านเก็บงานด้วยตัวเองอีก เป็นถึงเจ้าสำนักแท้ ๆ ช่างน่าสมเพชจริง ๆ”

“...”

เซี่ยชางหมิงรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งอุดตันอยู่กลางอก

[อึก! ไอ้เด็กเปรตนี่ด่าข้าไม่หยุด แต่สิ่งที่มันพูดกลับมีเหตุผลทุกคำ!]

เดิมทีเซี่ยเยว่หลีเองก็อยากจัดการเหล่าคนทรยศ นางอยากตัดศีรษะพวกมันทีละคนให้หมด

ทว่าไม่รู้ว่าได้รับนิสัยจากยูรันมาตั้งแต่เมื่อไร ตอนนี้นางกลับอยากโยนงานทั้งหมดให้บิดา แล้วพายูรันไปนอนกอดเสียมากกว่า

เมื่อตัดสินใจได้ นางจึงหันไปหาเซี่ยชางหมิง

“ท่านพ่อ ข้าพาเขาไปนอนก่อนนะคะ ท่านจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย แล้วพวกเราค่อยคุยกันภายหลัง”

พูดจบ เซี่ยเยว่หลีก็พายูรันเดินออกจากโถงวิหาร มุ่งหน้าไปยังห้องพักของนางโดยไม่รอคำตอบ

เซี่ยชางหมิงมองตามแผ่นหลังของบุตรสาว

นางหายตัวไปหลายวัน ก่อนกลับมาพร้อมบุรุษที่เขาไม่รู้จัก นอกจากเจ้าหนุ่มนั่นจะเรียกเขาว่าตาแก่และด่าว่าน่าสมเพชแล้ว บุตรสาวของเขายังประกาศต่อหน้าทุกคนว่าจะพาอีกฝ่ายไปนอนอีก!

ภาพนั้นช่างบาดตาบาดใจจนบาดแผลภายในของเซี่ยชางหมิงกำเริบขึ้นมา

พรวด!

เขากระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง

มู่เฉิงตกใจ รีบเข้าไปประคอง

“ท่านเจ้าสำนัก ท่านกระอักเลือด!”

“ข้าไม่เป็นไร!”

เซี่ยชางหมิงเช็ดเลือดตรงมุมปาก ก่อนหันไปตวาดสั่งเหล่าผู้ภักดี

“จัดการคนทรยศก่อน! จับตัวพวกมันเอาไว้ ผู้ใดกล้าขัดขืน ฆ่าทิ้งทันที!”

ผู้คนทั่วทั้งโถงวิหารแตกตื่นขึ้นมาทันใด

บางคนยอมจำนนแต่โดยดี ขณะที่บางคนพยายามหลบหนีอย่างสุดชีวิต

ทว่าไม่มีผู้หลบหนีคนใดสามารถออกจากโถงวิหารไปได้แม้แต่คนเดียว

ทางด้านยูรันกับเซี่ยเยว่หลี นางพาเขากลับมายังห้องเดิมของตน

ทันทีที่ก้าวเข้ามาด้านใน ยูรันก็หยุดฝีเท้าเล็กน้อย

“นี่คือห้องรับรองจริงหรือ? ข้ารู้สึกว่ามันแปลก ๆ นะ”

“ห้องรับรองนั่นแหละ เจ้าไม่ต้องสนใจหรอก จะนอนเลยไหม?”

ยูรันหรี่ตามองนางอย่างสงสัย

“อืม แต่ว่าข้ารู้สึกเหมือนเจ้ากำลังคิดจะทำอะไรบางอย่าง”

“เจ้าคิดไปเอง ข้าก็แค่จะนอนกับเจ้าเท่านั้น”

“พูดแบบนั้นชวนให้คนเข้าใจผิดนะ”

“ที่นี่ไม่มีคนอื่นสักหน่อย”

ยูรันคร้านจะโต้เถียงต่อ เขาทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ส่วนเซี่ยเยว่หลีก็ตามขึ้นมาติด ๆ ก่อนขยับเข้ามากอดเขาเหมือนทุกครั้ง

เพียงไม่กี่วัน การนอนกอดยูรันก็แทบจะกลายเป็นความเคยชินของนางไปเสียแล้ว

“นี่ ๆ วิชาที่เจ้าใช้วันนี้คืออะไร? ข้ารู้สึกเหมือนคนอื่นมองไม่เห็นและสัมผัสถึงพวกเราไม่ได้เลย”

“อ๋อ มันเรียกว่าทัศนะศูนย์”

ยูรันตอบอย่างเกียจคร้าน

“มันทำให้คนรอบข้างมองข้ามการมีอยู่ของเรา ต่อให้มองตรงมาก็ไม่รับรู้ว่าเราอยู่ตรงนั้น เหมือนตัวตนของเรากลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ อะไรทำนองนั้น”

ดวงตาของเซี่ยเยว่หลีเป็นประกายขึ้นทันที

“สอนข้าได้ไหม?”

“ไม่ได้ เจ้าจะเอาไปทำอะไร?”

ยูรันหยุดคิดเล็กน้อย

“เอาจริง ๆ ข้าเองก็ไม่ค่อยได้ใช้หรอก ส่วนใหญ่เอาไว้แอบดูเรื่องชาวบ้าน เช่น สามีภรรยาทะเลาะกันอะไรแบบนั้น”

เซี่ยเยว่หลีมองเขานิ่ง

“นี่เจ้าพูดจริงใช่ไหม?”

“จริงสิ”

“แล้วสายฟ้าสีดำที่เจ้าใช้จิตมารปล่อยออกมาวันนี้เล่า เจ้าทำได้ยังไง?”

“ก็แค่เปลี่ยนคุณสมบัติของจิตมารให้กลายเป็นสายฟ้าเท่านั้นเอง”

“ข้าไม่เห็นจะเข้าใจเลย”

“เข้าใจสิแปลก”

ยูรันหลับตาลง ก่อนดึงผ้าห่มขึ้นมาอย่างสบายอารมณ์

“ข้านอนก่อนแล้วกัน ตอนเย็นค่อยปลุกข้าด้วย”

เซี่ยเยว่หลีเบ้ปากเล็กน้อย

“ชิ ก็ได้”