คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 78 รสชาติอย่างกับอาหารหมา7,458 ตัวอักษร

ตอนที่ 78 รสชาติอย่างกับอาหารหมา

ช่วงเย็น แสงอาทิตย์สีส้มแดงส่องลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาภายในห้อง

สาวใช้คนหนึ่งเดินมาหยุดอยู่หน้าประตู ก่อนยกมือเคาะอย่างระมัดระวัง

ก๊อก ๆ

“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ท่านเจ้าสำนักให้บ่าวมาเชิญท่านกับคุณชายไปรับประทานอาหารเย็นเจ้าค่ะ”

ภายในห้องไม่มีเสียงตอบรับ

สาวใช้ยืนรออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเคาะประตูอีกครั้ง

“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ?”

“เข้ามา...”

เสียงงัวเงียของเซี่ยเยว่หลีดังออกมาจากด้านใน

สาวใช้ชะงักไปเล็กน้อย

ปกติคุณหนูใหญ่ไม่เคยอนุญาตให้ผู้ใดเข้าห้องนอนง่าย ๆ แต่เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว นางจึงค่อย ๆ ผลักประตูเข้าไป

ทันทีที่เห็นภาพบนเตียง สาวใช้ก็ยืนแข็งค้างอยู่ตรงประตู

เซี่ยเยว่หลีกำลังนอนกอดบุรุษผู้หนึ่งแน่น ใบหน้าซุกอยู่กับแผ่นอกของอีกฝ่าย ขาข้างหนึ่งยังพาดทับร่างของเขาเอาไว้

สีหน้าของคุณหนูใหญ่ในเวลานี้สงบและผ่อนคลายอย่างที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน

[นี่คือคุณหนูใหญ่จริง ๆ หรือ?]

[คุณหนูใหญ่ผู้ที่เมื่อก่อนฆ่าได้ฆ่า ผู้ใดกล้าเข้าใกล้เกินสามก้าวก็อาจรักษาชีวิตเอาไว้ไม่ได้คนนั้นน่ะหรือ?]

เซี่ยเยว่หลีค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ก่อนหันมามองสาวใช้ด้วยสายตาเย็นชา

“เจ้ามองอะไร?”

สาวใช้สะดุ้ง รีบก้มหน้าลงทันที

“บะ... บ่าวไม่ได้มองอะไรเจ้าค่ะ!”

“เจ้าเห็นชัด ๆ”

“บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ!”

เสียงสนทนาทำให้ยูรันตื่นขึ้น เขาขยับตัวเล็กน้อย ก่อนถามด้วยน้ำเสียงงัวเงีย

“ถึงเวลากินข้าวแล้วหรือ?”

สาวใช้รีบตอบ

“เจ้าค่ะ ท่านเจ้าสำนักกำลังรอคุณหนูใหญ่กับคุณชายอยู่ที่ห้องอาหาร”

ยูรันพยักหน้า ก่อนลุกจากเตียงแล้วเดินตรงเข้าไปหาสาวใช้

เขาหยุดอยู่ตรงหน้านาง แล้วโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้เล็กน้อย ราวกับกำลังพิจารณาบางสิ่ง

“ดูเหมือนสาวใช้ของเจ้ากำลังสงสัยอะไรบางอย่างนะ”

สาวใช้เงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว

เมื่อได้มองใบหน้าของยูรันในระยะใกล้ นางก็นิ่งค้างไปชั่วขณะ

[หล่อเหลายิ่งนัก...]

แม้จะมีผ้าสีดำปิดดวงตาเอาไว้ แต่กลับไม่ได้บดบังความโดดเด่นของใบหน้านั้นเลยแม้แต่น้อย

เซี่ยเยว่หลีซึ่งยังนั่งอยู่บนเตียงหรี่ตามองสาวใช้ของตน

“เจ้าจะมองอีกนานไหม?”

สาวใช้พลันได้สติ ใบหูแดงขึ้นเล็กน้อย ก่อนรีบก้มหน้าลง

“ขะ... ขออภัยเจ้าค่ะ!”

เซี่ยเยว่หลีลุกจากเตียง เดินเข้าไปคว้าแขนยูรัน แล้วดึงเขากลับมายืนข้างตน

“นางไม่ได้สงสัยอะไรทั้งนั้น”

ยูรันเอียงคอ

“แต่ว่าตอนมองหน้าข้า หูของนางแดงขึ้นด้วยนะ”

“มะ... ไม่ใช่นะเจ้าคะ!”

สาวใช้รีบปฏิเสธ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้น นางก็พบว่าเซี่ยเยว่หลีกำลังจ้องมองมาด้วยสายตาที่บอกอย่างชัดเจนว่า

[เจ้าตายแน่]

สาวใช้ตัวสั่น ก่อนรีบเปลี่ยนคำพูดอย่างลนลาน

“มะ... หมายถึงบ่าวไม่ได้คิดอะไรกับคุณชายจริง ๆ เจ้าค่ะ!”

เซี่ยเยว่หลียังคงจ้องนางไม่วางตา

สาวใช้ได้แต่ก้มหน้าเงียบ ไม่กล้าอธิบายอะไรเพิ่มเติม

[ไม่ผิดแน่ คุณหนูใหญ่กำลังหึง!]

[นี่คือคุณหนูใหญ่ของพวกเราจริง ๆ หรือ?]

ยูรันถอนหายใจเบา ๆ

“ไปเถอะ อย่ามองนางแบบนั้นเลย แล้วก็อย่าแกล้งนางด้วย”

เซี่ยเยว่หลีจิ๊ปากอย่างไม่พอใจ แต่ยังคงกอดแขนเขาเอาไว้แน่น

“นำทางไป”

“เจ้าค่ะ!”

สาวใช้รีบเดินนำออกไปทันที แต่ระหว่างทางยังอดเหลือบกลับมามองทั้งสองไม่ได้

คุณหนูใหญ่ไม่เพียงยอมให้บุรุษผู้หนึ่งนอนร่วมเตียง แต่ยังเกาะแขนเขาเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

[ข้าคงต้องรีบแจ้งคนอื่นแล้ว...]

[คุณหนูใหญ่พาบุตรเขยกลับพรรคมารจริง ๆ ด้วย!]

เมื่อทั้งสองเดินมาถึงห้องอาหาร ภายในนั้นมีโต๊ะตัวยาวตั้งอยู่กลางห้อง บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารและสุราชั้นดีมากมาย เห็นได้ชัดว่าเซี่ยชางหมิงตั้งใจจัดเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับบุตรสาวโดยเฉพาะ

ทันทีที่เห็นเซี่ยเยว่หลีเดินเข้ามา เซี่ยชางหมิงก็ลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง ก่อนอ้าแขนออกด้วยสีหน้าปลาบปลื้ม

“ลูกรัก! มาให้พ่อกอดหน่อย พวกเราไม่ได้พบกันตั้งนาน พ่อยังเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับเจ้าและสหายของเจ้าเอาไว้ด้วยนะ!”

เซี่ยเยว่หลีไม่ได้สนใจอ้อมแขนของบิดาแม้แต่น้อย

นางเกาะแขนยูรัน เดินผ่านเซี่ยชางหมิงไปอย่างหน้าตาเฉย ก่อนพาเขาไปนั่งตรงที่ว่างข้างกายตน

เซี่ยชางหมิงยังคงยืนอ้าแขนค้างอยู่เช่นนั้น

รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาค่อย ๆ แข็งทื่อ

พรูด!

เซี่ยชางหมิงกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง

มู่เฉิงที่ยืนอยู่ด้านข้างรีบเข้าไปประคองเขาทันที

“ท่านเจ้าสำนัก! ท่านกระอักเลือดอีกแล้ว!”

เซี่ยชางหมิงยกมือห้าม ก่อนเช็ดเลือดตรงมุมปากด้วยสีหน้าปวดร้าว

“ข้าไม่เป็นไร”

เขาหันไปมองบุตรสาวซึ่งกำลังรินชาให้ยูรันอย่างเอาใจใส่ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“ข้าเป็นบิดาของนางมาเกือบห้าสิบปี แต่นางกลับเดินผ่านข้าไปหาบุรุษที่เพิ่งรู้จักกัน... มันช่างน่าน้อยใจนัก!”

มู่เฉิงไม่รู้จะปลอบอย่างไร จึงทำได้เพียงตบไหล่เจ้าสำนักเบา ๆ

ขณะเดียวกัน เหล่าสาวใช้ซึ่งยืนรอรับคำสั่งอยู่ตรงมุมห้องก็เริ่มกระซิบกระซาบกัน

“นั่นคือคุณหนูใหญ่จริง ๆ หรือ? เหตุใดนางถึงเกาะแขนคุณชายผู้นั้นไม่ยอมปล่อยเลย?”

สาวใช้ที่เข้าไปปลุกทั้งสองพยักหน้าอย่างจริงจัง

“จริงแท้แน่นอน ตอนที่ข้าเข้าไปในห้อง คุณหนูใหญ่กำลังนอนกอดเขาอยู่บนเตียงด้วย”

“อะไรนะ?!”

สาวใช้คนอื่นเกือบหลุดร้องออกมา ก่อนรีบยกมือปิดปากตนเอง

“คุณหนูใหญ่ผู้โหดเหี้ยมคนนั้นติดบุรุษถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”

“ข้าเผลอมองหน้าคุณชายผู้นั้นนานไปหน่อย คุณหนูใหญ่จ้องข้าราวกับกำลังจะตัดศีรษะให้หลุดจากบ่า”

“แล้วเจ้ารอดมาได้อย่างไร?”

สาวใช้คนเดิมเหลือบมองยูรัน ก่อนตอบด้วยสีหน้าซาบซึ้ง

“คุณชายช่วยพูดกับนางว่าอย่าแกล้งข้า คุณหนูใหญ่จึงยอมหยุดทันที”

เหล่าสาวใช้พากันมองยูรันด้วยแววตาเป็นประกาย

“นอกจากหล่อเหลาแล้ว ยังใจกว้างและมีเมตตาอีกด้วย...”

“มิน่าเล่า คุณหนูใหญ่ถึงได้ติดเขาแจเช่นนี้”

ยูรันเอียงศีรษะไปทางกลุ่มสาวใช้ แม้ดวงตาจะถูกผ้าสีดำปิดเอาไว้ แต่ดูเหมือนบทสนทนาทั้งหมดจะไม่รอดพ้นหูของเขาเลยแม้แต่คำเดียว

“ดูเหมือนสาวใช้ของเจ้าจะชอบซุบซิบกันนะ”

เสียงกระซิบทั้งหมดเงียบลงทันที

ยูรันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ

“ในเมื่อยังไม่ยกอาหารมา เรียกพวกนางมาคุยกันต่อหน้าดีไหม?”

เหล่าสาวใช้หน้าซีดเผือด

“อาหารมาแล้วเจ้าค่ะ!”

“บ่าวกำลังจะไปยกมาเดี๋ยวนี้!”

“คุณชายโปรดรอสักครู่เจ้าค่ะ!”

พวกนางแตกกระเจิงออกจากห้องอาหาร ก่อนกลับเข้ามาพร้อมถาดอาหารในเวลาไม่นาน

ระหว่างที่เหล่าสาวใช้กำลังทยอยวางอาหารลงบนโต๊ะ เซี่ยเยว่หลีก็จ้องพวกนางเขม็งโดยไม่กะพริบตา

สายตาเย็นเยียบของนางทำให้สาวใช้ทุกคนตัวสั่นงันงก มือที่ถือถาดอาหารสั่นตามไปด้วย จานชามกระทบกันจนเกิดเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง

ยูรันถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ

“พอแล้ว อย่าจ้องพวกนางมากนักสิ ตัวสั่นกันไปหมดแล้ว”

เซี่ยเยว่หลียังคงไม่ละสายตา

ยูรันจึงกล่าวต่อ

“หากจ้องต่อไป เดี๋ยวพวกนางก็แขนขาอ่อนแรง แล้วหกล้มมาทางนี้หรอก”

เขาหยุดเล็กน้อย

“ถึงตอนนั้นข้าคงต้องช่วยพยุงพวกนางเอาไว้ เจ้าคงไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นใช่ไหม?”

เซี่ยเยว่หลีชะงัก ก่อนถอนสายตากลับมาทันที

“ข้าไม่ได้จ้องพวกนางสักหน่อย”

เหล่าสาวใช้ต่างลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนรีบวางอาหารทั้งหมดให้เสร็จ แล้วถอยออกไปยืนห่างจากยูรันให้มากที่สุด

พวกนางเพิ่งเข้าใจในเวลานี้เอง

คุณชายผู้นี้ไม่เพียงช่วยชีวิตพวกนางได้ แต่ยังรู้วิธีควบคุมคุณหนูใหญ่อย่างอยู่หมัดอีกด้วย

เมื่ออาหารถูกจัดวางเรียบร้อย เซี่ยเยว่หลีกลับยังไม่แตะตะเกียบ นางนั่งรอให้ยูรันเป็นคนชิมก่อนตามความเคยชิน

ทว่ายูรันกลับนั่งนิ่ง ไม่ยอมคีบอาหารเข้าปากเสียที

เซี่ยเยว่หลีขมวดคิ้ว

“ทำไมเจ้ายังไม่กิน หรือว่าอาหารมีปัญหา?”

ยูรันเอียงคอเล็กน้อย

“อ๋อ สำหรับข้ากับคนอื่นคงไม่มีปัญหาหรอก”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง

“แต่สำหรับเจ้าอาจมีปัญหาก็ได้”

พูดจบ ยูรันก็คีบอาหารจานหนึ่งเข้าปาก ก่อนเคี้ยวอย่างใจเย็น

“สำหรับข้าก็ใช้ได้นะ”

เหล่าสาวใช้ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกพร้อมกัน

[โชคดีที่คุณชายบอกว่าใช้ได้...]

[หากเขาบอกว่าไม่อร่อยขึ้นมา ศีรษะของพวกเราคงหลุดจากบ่าแน่!]

อย่างไรก็ตาม ทุกคนภายในห้องอาหารต่างรู้สึกสงสัยกับคำพูดก่อนหน้านี้ของยูรัน

อาหารจะมีปัญหาสำหรับเซี่ยเยว่หลีได้อย่างไร?

นางกินอาหารของพรรคมารอัสดงมานานเกือบห้าสิบปี โดยเฉพาะเซี่ยชางหมิง มู่เฉิง และเหล่าสาวใช้ซึ่งเคยนั่งร่วมโต๊ะหรือคอยจัดเตรียมอาหารให้นางอยู่เป็นประจำ ยิ่งไม่เข้าใจว่าปัญหาที่เขาพูดถึงคืออะไร

แม้แต่เซี่ยเยว่หลีเองก็ยังงุนงง

[ข้ากินอาหารพวกนี้มาตั้งนาน จะมีปัญหาอะไรได้?]

นางคีบอาหารจานเดียวกับที่ยูรันเพิ่งชิม ก่อนนำเข้าปากอย่างไม่ลังเล

ทันทีที่รสชาติสัมผัสปลายลิ้น สีหน้าของนางก็แข็งค้าง

ตลอดสามสี่วันที่ผ่านมา นางกินแต่อาหารฝีมือของยูรันทุกมื้อ จนลิ้นคุ้นเคยกับรสชาติอันยอดเยี่ยมเหล่านั้นไปแล้ว

เมื่อกลับมากินอาหารฝีมือคนอื่นอีกครั้ง รสชาติซึ่งเคยรู้สึกว่าไม่เลวกลับจืดชืดเสียจนแทบไม่ต่างจากอาหารสุนัข

“ถุย! ถุย! ถุย!”

เซี่ยเยว่หลีรีบคายอาหารออกมาทันที ก่อนหันไปโวยวายใส่ยูรัน

“รสชาติอย่างกับอาหารหมา! เจ้าบอกว่าพอใช้ได้ออกมาได้อย่างไร!”

รอยยิ้มบนใบหน้าของเหล่าสาวใช้แข็งค้างพร้อมกัน.