ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 80 พวกท่านคิดจะแย่งตำแหน่งสาวใช้ของพวกเราด้วยหรือ
มีเพียงเซี่ยเยว่หลีที่เข้าใจนิสัยของยูรัน นางอมยิ้มกับมุกตลกของเขา ก่อนคีบอาหารเข้าปากอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่อาหารสัมผัสปลายลิ้น ดวงตาของนางก็เป็นประกาย
เมื่อเห็นว่านางกินเข้าไปโดยไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ทุกคนจึงค่อยวางใจและเริ่มคีบอาหารตาม
จากนั้นทั่วทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ
เซี่ยชางหมิงเบิกตากว้าง มือที่ถือตะเกียบหยุดค้างอยู่กลางอากาศ
เหล่าผู้อาวุโสต่างก้มลงมองอาหารในจาน ราวกับกำลังสงสัยว่าสิ่งที่เพิ่งกินเข้าไปคืออาหารจากโลกมนุษย์จริงหรือไม่
มู่เฉิงรีบคีบคำที่สองเข้าปากทันที จากนั้นก็คีบคำที่สามและสี่ตามไปโดยไม่สนใจอาการบาดเจ็บของตนอีก
ศิษย์คนเดิมถึงกับมีน้ำตาคลอเบ้า
“คุณหนูใหญ่พูดถูกแล้ว...”
สาวใช้คนหนึ่งถามอย่างงุนงง
“เรื่องอะไร?”
“อาหารที่พวกเรากินก่อนหน้านี้ มันคืออาหารหมาจริง ๆ!”
เหล่าสาวใช้ที่เคยรับผิดชอบทำอาหารให้พรรคมารคิ้วกระตุกพร้อมกัน
ก่อนที่พวกนางจะทันได้โต้แย้ง ผู้อาวุโสคนหนึ่งก็ตบโต๊ะดังปัง ก่อนลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าสะเทือนใจ
“เจ้าพูดถูก!”
เขาก้มมองอาหารในจาน แล้วคีบเข้าปากอีกคำ น้ำตาแทบไหลออกมาจากหางตา
“ข้ามีชีวิตมาเกินหนึ่งร้อยปี แต่กลับเพิ่งรู้วันนี้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้ากินอาหารหมามาโดยตลอด!”
ผู้อาวุโสอีกคนลุกตามทันที
“นี่สิถึงจะเรียกว่าอาหาร!”
“ถูกต้อง! ของที่พวกเรากินก่อนหน้านี้จะนับเป็นอาหารได้อย่างไร!”
“ข้าฝึกตนมาเกือบสองร้อยปี คิดว่าตนมองเห็นโลกมามากพอแล้ว ที่แท้ข้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาหารที่แท้จริงมีรสชาติอย่างไร!”
เหล่าศิษย์และผู้ภักดีต่างยกตะเกียบขึ้นโห่ร้องเห็นด้วย
“เหล่าผู้อาวุโสกล่าวได้ถูกต้อง!”
“นี่สิถึงจะเรียกว่าอาหาร!”
“ที่ผ่านมาพวกเรากินอาหารหมาจริง ๆ!”
เสียงเห็นด้วยดังกึกก้องไปทั่วห้องอาหาร ราวกับทุกคนกำลังร่วมกันประกาศสัจธรรมอันยิ่งใหญ่ของโลกผู้บำเพ็ญ
เหล่าสาวใช้ผู้รับผิดชอบห้องครัวยืนหน้าซีดอยู่ตรงมุมห้อง
พวกนางไม่คิดเลยว่าเพียงอาหารมื้อเดียว ชื่อเสียงจากการทำงานมาหลายสิบปีจะพังพินาศจนไม่เหลือชิ้นดี.
เซี่ยชางหมิงกลืนอาหารลงไป ก่อนเหลือบมองยูรันด้วยสีหน้าซับซ้อน
[ทำอาหารอร่อยถึงเพียงนี้ ทั้งยสอนวิชาล้ำค่าให้ลูกรักโดยไม่เรียกร้องสิ่งใด...]
[หรือว่าการมีเขาเป็นบุตรเขยจะไม่เลวจริง ๆ?]
ความคิดนั้นเพิ่งปรากฏขึ้น เซี่ยชางหมิงก็รีบส่ายหน้าอย่างรุนแรง
[ไม่ได้! ข้าจะยกลูกสาวให้ผู้อื่นเพียงเพราะอาหารไม่ได้เด็ดขาด!]
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนคีบอาหารเข้าปากอีกคำ
[แต่หากได้กินเช่นนี้ทุกวัน...]
[บางทีอาจพอเจรจากันได้]
หลังจากเสียงโห่ร้องยินดีสงบลง ทุกคนก็กลับมากินอาหารกันตามปกติ
ระหว่างนั้น ยูรันกล่าวขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“พรุ่งนี้เช้าข้าต้องกลับแล้ว”
เซี่ยเยว่หลีหยุดตะเกียบทันที
“อะไรนะ? เหตุใดต้องรีบกลับด้วย เจ้าเพิ่งมาถึงเอง อยู่ต่ออีกสักหน่อยไม่ได้หรือ?”
“คงไม่ได้หรอก งานของข้ามีเยอะ ข้าออกมานานเกินไปแล้ว หากช้ากว่านี้คงทำงานไม่ทัน”
พูดจบ ยูรันก็หยิบตำราเล่มหนาเตอะออกมาวางบนโต๊ะ
ตุบ!
สายตาของทุกคนจับจ้องไปยังตำราเล่มนั้นทันที
ผู้อาวุโสคนหนึ่งลุกพรวดขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“หรือว่า... นี่คือตำราวิชาก้าวพริบตา?!”
ผู้คนภายในห้องอาหารแตกตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
“ตำราก้าวพริบตาหรือ?”
“วิชาที่ทำให้ขอบเขตแก่นทองคำเคลื่อนที่ข้ามระยะได้โดยไม่ต้องเปิดประตูมิติ!”
“คุณชายจะมอบให้พรรคมารอัสดงจริงหรือ?”
ยูรันหันไปทางเซี่ยเยว่หลี
“เจ้าบอกเรื่องนี้กับพวกเขาแล้วหรือ?”
เซี่ยเยว่หลีพยักหน้า
ยูรันจึงหันกลับมาทางทุกคน
“ถ้าเช่นนั้นก็แน่นอนว่า...”
เหล่าศิษย์โน้มตัวเข้ามาฟังพร้อมกัน
“แน่นอนว่าอะไร?”
“ก็ต้องไม่ใช่อยู่แล้ว”
“...”
ยูรันเคาะนิ้วลงบนปกตำรา
“นางไม่ได้บอกพวกท่านหรือว่าตำราวิชานั้นมีประมาณหนึ่งร้อยเล่ม? หนังสือเล่มเดียว ต่อให้หนาเพียงใดก็ดูไม่เหมือนหนึ่งร้อยเล่มอยู่ดีไม่ใช่รึไง?”
ทุกคนชะงัก ก่อนพยักหน้าตามอย่างไม่อาจโต้แย้ง
[เอ่อ... ก็จริง]
เซี่ยเยว่หลีมองตำราบนโต๊ะด้วยความสงสัย
“แล้วนี่คือตำราอะไร?”
“ตำราทำอาหารที่ข้าเขียนขึ้น”
ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘ตำราทำอาหาร’ หูของเหล่าสาวใช้แทบจะตั้งขึ้นพร้อมกัน
ยูรันกล่าวต่อ
“ตอนที่ข้าเข้าแดนลับครั้งแรก ข้าพบงูสองตัวจึงจับพวกมันกลับมาด้วย อาจารย์ของข้าตั้งชื่อให้ตัวผู้ว่าเฮยหลง มีตบะครึ่งก้าวสู่หลอมสุญญตา ส่วนตัวเมียชื่อเยว่หลิน อยู่ขอบเขตหลอมสุญญตาขั้นกลาง”
เซี่ยชางหมิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ที่แท้อาจารย์ของเจ้าจับสัตว์อสูรระดับนั้นกลับมาเป็นสัตว์พิทักษ์ยอดเขา”
“...”
ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง
“เมื่อครู่ข้าบอกหรือว่าอาจารย์เป็นคนจับ?”
เซี่ยชางหมิงชะงัก
“ไม่ใช่หรือ?”
“ข้าบอกว่าข้าเป็นคนจับกลับมาต่างหาก”
ยูรันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเป็นธรรมชาติ
“แล้วพวกมันก็ไม่ใช่สัตว์พิทักษ์ยอดเขาด้วย เป็นคนรับใช้ที่ข้าจับมาฝึกทำอาหาร เผื่อเวลาข้าไม่อยู่จะได้มีคนทำอาหารแทน ข้าจึงเขียนตำราเล่มนี้ขึ้นมาให้พวกมันศึกษา ตอนนี้น่าจะกำลังฝึกกันอยู่”
ทั่วทั้งห้องอาหารตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
เซี่ยชางหมิงมองยูรันราวกับกำลังมองตัวประหลาด
“เจ้าจับสัตว์อสูรครึ่งก้าวสู่หลอมสุญญตากับหลอมสุญญตาขั้นกลางมาเป็นคนรับใช้ เพียงเพื่อให้พวกมันทำอาหารอย่างนั้นหรือ?”
“อืม”
“แล้วเจ้าจับพวกมันได้อย่างไร?”
“อ๋อ ข้าเพียงบอกว่า หากยอมกลับมาทำอาหารให้ ข้าจะไม่เอาพวกมันไปตุ๋น”
ยูรันตอบอย่างเป็นธรรมชาติ
“ตอนนั้นศิษย์พี่ของข้าอยากกินงูตุ๋นอยู่พอดี พวกมันคงกลัวจึงยอมตามกลับมาอย่างว่าง่าย”
“...”
ทุกคนภายในห้องอาหารมองเขาด้วยสีหน้าว่างเปล่า
[ไม่ใช่แล้ว คุณชาย!]
[สัตว์อสูรระดับหลอมสุญญตาจะยอมเป็นคนรับใช้ เพียงเพราะถูกขู่ว่าจะเอาไปตุ๋นได้อย่างไร!]
ไม่มีผู้ใดเชื่อคำอธิบายนั้นแม้แต่คนเดียว แต่เมื่อนึกถึงพลังที่ยูรันแสดงออกมาในโถงวิหาร ก็ไม่มีใครกล้าถามต่อเช่นกัน
ยูรันหยิบตำราขึ้นมา ก่อนยื่นให้สาวใช้คนเดิม
“เอาไปสิ”
สาวใช้รับตำรามาถือไว้ด้วยมือสั่นเทา
“มะ... มอบให้พวกบ่าวหรือเจ้าคะ?”
“อืม ข้าไม่อยู่แล้ว เยว่หลีคงกินอาหารที่พวกเจ้าทำไม่ลง หากยังทำรสชาติแบบเดิมออกมาอีก นางอาจสั่งตัดหัวพวกเจ้าทิ้งก็ได้”
ยูรันกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ถึงตอนนั้นข้าคงช่วยพวกเจ้าไม่ได้”
เหล่าสาวใช้หน้าซีดเผือด ก่อนกอดตำราทำอาหารเอาไว้แน่นราวกับเป็นสมบัติช่วยชีวิต
เซี่ยเยว่หลีกลับมีสีหน้าไม่พอใจ
“ทำไมต้องช่วยพวกนางด้วย? สาวใช้จะหาใหม่เมื่อไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ”
โป๊ก!
“โอ๊ย! เจ้าดีดหน้าผากข้าทำไม?”
เซี่ยเยว่หลียกมือกุมหน้าผาก ก่อนถลึงตาใส่ยูรันอย่างขุ่นเคือง
ยูรันตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“สาวใช้ก็เป็นคนเหมือนกัน อย่าแกล้งพวกนางให้มากนักสิ”
คำพูดนั้นไม่ต่างจากประกาศิตช่วยชีวิตสำหรับเหล่าสาวใช้
พวกนางมองยูรันด้วยความซาบซึ้งจนแทบหลั่งน้ำตา หากไม่ได้อยู่ท่ามกลางงานเลี้ยง เกรงว่าคงคุกเข่าโขกศีรษะเรียกเขาว่าผู้มีพระคุณไปแล้ว
ผู้อาวุโสคนหนึ่งยังคงจ้องตำราทำอาหารในมือสาวใช้ ก่อนนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
“คุณชาย แล้ววิชาก้าวพริบตากับเหยียบเวหาเล่า? ท่านพอจะรับคนชราอย่างข้าเป็นศิษย์ได้หรือไม่ ข้าพร้อมกราบท่านเป็นอาจารย์!”
ผู้อาวุโสอีกคนรีบยกมือขึ้นทันที
“ข้าด้วย!”
“ข้าก็เหมือนกัน!”
“ข้ายินดีกราบท่านเป็นอาจารย์เช่นกัน!”
ยูรันตอบอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิด
“ไม่สอน”
เหล่าผู้อาวุโสแข็งค้างไปพร้อมกัน
ผู้อาวุโสคนแรกประสานมือถามอย่างไม่ยอมแพ้
“ข้าน้อยขอทราบได้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด?”
“คุณหนูใหญ่ของพวกท่านสอนได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ข้าสอนด้วยตัวเอง”
ยูรันชี้ไปทางเซี่ยเยว่หลี
“หากอยากเรียนให้เร็วขึ้น ก็ช่วยให้นางฝึกสำเร็จเสียก่อน เช่น เตรียมอาหารอร่อย ๆ เอาไว้เยียวยาจิตใจและร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการฝึกฝน”
พูดจบ เขาก็เหลือบหน้าไปทางเหล่าสาวใช้
สาวใช้ทุกคนสะดุ้งโหยง ก่อนรีบกอดตำราทำอาหารแน่นขึ้น
“พะ... พวกเราจะพยายามอย่างเต็มที่เจ้าค่ะ!”
“นอกจากอาหารแล้ว สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับฝึกฝนก็สำคัญเช่นกัน”
ยูรันกล่าวต่ออย่างสบายอารมณ์
“ตอนนี้นางพัฒนาขึ้นมากแล้ว ทั้งที่เพิ่งเริ่มเรียนเมื่อเช้าวานนี้ แต่หนึ่งก้าวสามารถเคลื่อนที่ได้ไกลประมาณห้าลี้ หากเป็นคนทั่วไป คงต้องใช้เวลาฝึกสักหนึ่งร้อยปีกว่าจะไปถึงระดับเดียวกับนาง”
ทั่วทั้งห้องอาหารตกอยู่ในความเงียบ
“หนึ่งร้อยปี...”
ผู้อาวุโสคนหนึ่งพึมพำด้วยสีหน้าเลื่อนลอย
“คนทั่วไปต้องใช้เวลาหนึ่งร้อยปีจึงจะก้าวได้ไกลห้าลี้ แต่คุณชายกลับสอนคุณหนูใหญ่ได้ภายในวันเดียว?”
สายตาของทุกคนที่มองเซี่ยเยว่หลีพลันเปลี่ยนไป
ยูรันพยักหน้า
“หากนางก้าวได้ไกลประมาณสามสิบลี้ในครั้งเดียว และสามารถใช้ต่อเนื่องได้ครึ่งวันโดยไม่เหนื่อยล้า ถึงตอนนั้นก็น่าจะถือว่าบรรลุเป้าหมาย และพร้อมสอนพวกท่านได้แล้ว”
เหล่าผู้อาวุโสสูดหายใจเข้าลึก ดวงตาเริ่มเปล่งประกายด้วยความหวัง
ยูรันเหลือบมองตำราทำอาหารในมือสาวใช้อีกครั้ง
“ส่วนเรื่องอาหาร ข้าไม่ได้บอกว่าต้องให้สาวใช้เป็นคนทำเสียหน่อย ไม่ว่าใคร หากทำอาหารอร่อยและช่วยให้นางฟื้นตัวจากความเหนื่อยล้าได้เร็วขึ้น ย่อมเป็นผลดีต่อการฝึกของนางทั้งนั้นไม่ใช่หรือ?”
ศิษย์หัวไวคนหนึ่งเบิกตากว้าง ก่อนตบโต๊ะลุกพรวดขึ้น
“จริงด้วย!”
เขาหันไปมองตำราทำอาหารด้วยแววตามุ่งมั่น
“คืนนี้ข้าจะคัดลอกตำรา แล้วเริ่มฝึกทำอาหารทันที!”
เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสคนอื่น ๆ พลันเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่
หากอยากเรียนก้าวพริบตาและเหยียบเวหาให้เร็วที่สุด พวกเขาก็ต้องช่วยกันเลี้ยงดูคุณหนูใหญ่ให้อิ่มหนำและฝึกสำเร็จโดยเร็ว!
“ข้าจะเรียนทำอาหารด้วย!”
“ข้ามีประสบการณ์ควบคุมเพลิงโอสถ การควบคุมไฟย่อมไม่เป็นปัญหา!”
“ข้ารับผิดชอบจัดหาวัตถุดิบชั้นเลิศเอง!”
เหล่าสาวใช้มองกลุ่มผู้อาวุโสและศิษย์ที่กำลังแย่งงานในห้องครัวของพวกนาง ก่อนรีบกอดตำราต้นฉบับแน่นกว่าเดิม
[พวกท่านคิดจะแย่งตำแหน่งสาวใช้ของพวกเราด้วยหรือ?!]