ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 81 จะเริ่มจากตรงไหนดีนะ...
เซี่ยชางหมิงมองภาพความวุ่นวายตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนขยับเข้าไปกระซิบถามมู่เฉิง
“เจ้าคิดว่าบุรุษผู้นี้เป็นคนอย่างไร?”
มู่เฉิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบตามความจริง
“ฉลาดมากขอรับ ทำอาหารอร่อย ความสามารถลึกล้ำ ทั้งยังครอบครองวิชาประหลาดหลากหลายชนิด เหมาะจะเป็นบุตรเขยของท่านเจ้าสำนักอย่างยิ่ง”
“ถุย!”
เซี่ยชางหมิงถลึงตาใส่เขา
“ข้าไม่ได้ถามเรื่องนั้น! ข้าหมายถึงเจ้าคิดว่าเขามีจุดประสงค์ใดแอบแฝงหรือไม่?”
“เรื่องนั้นข้าเองก็มองไม่ออกขอรับ”
มู่เฉิงเหลือบมองยูรัน ก่อนกล่าวต่อ
“จากที่สังเกต เขาไม่ได้เรียกร้องสิ่งใดเป็นการตอบแทนจากการสอนคุณหนูใหญ่ ทั้งยังคอยช่วยพูดไม่ให้คุณหนูลงมือกับเหล่าสาวใช้อีกด้วย”
“หากจะบอกว่าเขาต้องการสิ่งใด ข้าคิดว่าเขาชอบหาเรื่องสนุกดูมากกว่าสนใจของล้ำค่าเสียอีกขอรับ”
เซี่ยชางหมิงลูบคางอย่างครุ่นคิด
“อืม ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ”
เขาเหลือบมองยูรันอีกครั้ง
“ถ้าอย่างนั้นเรื่องบุตรเขย ข้าคงต้องนำกลับไปพิจารณาอย่างจริงจังเสียแล้ว”
มู่เฉิงมองเขาด้วยความประหลาดใจ
“ท่านเจ้าสำนักยังต้องพิจารณาอีกหรือขอรับ?”
“หุบปากไปเลย!”
อีกด้านหนึ่ง เซี่ยเยว่หลีมองยูรันอย่างไม่พอใจ ก่อนเอ่ยขึ้น
“ข้ารู้นะว่าเจ้าคิดอะไรอยู่”
ยูรันเอียงคอ
“ข้าคิดอะไร?”
“เจ้าจงใจให้ทุกคนมาช่วยกันฝึกทำอาหาร เพื่อไม่ให้พวกสาวใช้ต้องทำอาหารให้ข้าเพียงฝ่ายเดียว พวกนางจะได้ไม่ถูกข้าตัดหัวใช่ไหมล่ะ?”
เซี่ยเยว่หลีแค่นเสียง ก่อนทำแก้มป่อง
“อย่าคิดว่าข้ามองแผนการของเจ้าไม่ออกนะ หึ!”
เสียงภายในห้องอาหารเงียบลงทันที
ทุกคนหันไปมองยูรันด้วยความไม่อยากเชื่อ
[ที่คุณชายกล่าวมาทั้งหมด เป็นแผนช่วยชีวิตเหล่าสาวใช้หรอกหรือ?]
แม้แต่เหล่าสาวใช้เองก็ยังมีสีหน้างุนงง พวกนางไม่คิดว่าตำราทำอาหารและคำแนะนำทั้งหมดจะมีจุดประสงค์เพื่อช่วยพวกนางตั้งแต่แรก
ยูรันยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“โอ๊ะ ถูกจับได้เร็วกว่าที่คิดนะ”
เขายักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“จะให้ทำอย่างไรได้ พวกนางก็น่าสงสารอยู่เหมือนกัน เจ้าหัดใจดีกับพวกนางบ้างสิ เอะอะก็ตัดหัวอยู่ได้”
เหล่าสาวใช้มองยูรันด้วยแววตาซาบซึ้งยิ่งกว่าเดิม
เซี่ยเยว่หลีกลับกัดฟันแน่น
“เจ้าคนเจ้าชู้! หากพวกนางเป็นบุรุษ เจ้าจะช่วยแบบนี้หรือไม่?”
“ไม่ช่วย”
ยูรันตอบทันทีโดยไม่เสียเวลาคิด
“เรื่องแบบนี้ข้าสองมาตรฐานอยู่แล้ว ฮ่า ๆ!”
เซี่ยเยว่หลีถลึงตาใส่เขา
“หึ!”
ยูรันยักไหล่อีกครั้ง
“เอาน่า เป็นสตรีเหมือนกันก็ดูแลกันไว้หน่อยสิ”
หลังงานเลี้ยงสิ้นสุดลง ผู้คนภายในห้องอาหารก็เริ่มทยอยแยกย้ายกันกลับ
เซี่ยเยว่หลีหันไปบอกยูรัน
“เจ้าไปรอข้าที่ห้องเดิมก่อน เดี๋ยวข้าตามไป ข้ายังมีธุระต้องจัดการเล็กน้อย”
ยูรันเอียงคออย่างสงสัย ก่อนหันไปทางกลุ่มสาวใช้
“อืม อย่ารังแกพวกนางล่ะ”
“รู้แล้วน่า!”
หลังจากยูรันเดินจากไป เซี่ยเยว่หลีก็หันไปสั่งเหล่าสาวใช้ทันที
“พวกเจ้าทั้งหมดตามข้ามา”
สาวใช้กว่าห้าสิบคนหน้าซีดเผือด แต่ไม่มีผู้ใดกล้าปฏิเสธ พวกนางรีบเดินตามเซี่ยเยว่หลีเข้าไปในห้องอีกแห่งซึ่งอยู่ไม่ไกล
เซี่ยชางหมิงมองตาม ก่อนยกศอกสะกิดมู่เฉิง
“เจ้าคิดว่านางเรียกสาวใช้ทั้งหมดไปทำอะไร?”
มู่เฉิงตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“ท่านเจ้าสำนักไม่ต้องกังวลไปขอรับ คุณหนูใหญ่คงไม่ตัดหัวพวกนาง เพียงเพราะพวกนางแอบมองคุณชายอยู่บ่อยครั้งระหว่างกินอาหารหรอก”
เซี่ยชางหมิงขมวดคิ้ว
“เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่านางกำลังจะทำเช่นนั้นจริง ๆ?”
“ท่านคิดมากเกินไปแล้วขอรับ”
ภายในห้องอีกด้านหนึ่ง สาวใช้กว่าห้าสิบชีวิตกำลังยืนก้มหน้า ตัวสั่นงันงก ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง
หัวหน้าสาวใช้รวบรวมความกล้า ก่อนก้าวออกมาถาม
“คุณหนูใหญ่มีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ ถึงได้เรียกพวกเรามาพร้อมกันทั้งหมด?”
เซี่ยเยว่หลีกวาดตามองพวกนางทีละคนด้วยสายตาเย็นเยียบ
“ดูเหมือนเขาจะรู้อยู่แล้วว่าข้าคิดจะทำอะไร ถึงได้กำชับไม่ให้ข้าตัดหัวพวกเจ้า”
นางแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ
“พวกเจ้านับว่าโชคดีนักนะ หึ!”
สาวใช้ทุกคนหน้าซีดลงกว่าเดิม
[คุณชายช่วยชีวิตพวกเราเอาไว้อีกแล้ว! ช่างใจกว้างยิ่งนัก]
เซี่ยเยว่หลียกนิ้วขึ้นชี้พวกนางทีละคน
“ครั้งนี้ข้าจะปล่อยผ่านไป หึ! หากอยากมองก็มอง แต่อย่าให้ข้าเห็นก็แล้วกัน”
พูดจบ นางก็ยกสองนิ้วขึ้นทำท่าควักดวงตาออกมาอย่างเย็นชา
เหล่าสาวใช้รีบก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม บางคนถึงกับยกมือขึ้นปิดตาตนเองด้วยความหวาดกลัว
พูดจบ เซี่ยเยว่หลีก็หมุนตัวเดินออกจากห้อง ทิ้งให้เหล่าสาวใช้ทั้งห้าสิบคนยืนตัวสั่นอยู่ด้านหลัง
นางกลับไปยังห้องพัก ก่อนขึ้นเตียงนอนกอดยูรันเหมือนเช่นทุกคืน
เช้าวันรุ่งขึ้น ยูรันตื่นขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ก่อนเข้าไปในห้องครัวและลงมือเตรียมอาหารเช้าให้ทุกคนตามปกติ
ทันทีที่กลิ่นอาหารเช้าลอยออกมาจากห้องครัว เหล่าศิษย์ซึ่งกำลังเดินมารวมตัวกันก็หยุดฝีเท้าพร้อมกัน
ศิษย์คนหนึ่งสูดกลิ่นหอมเข้าไปเต็มปอด ก่อนน้ำตาจะค่อย ๆ ไหลออกมาจากหางตา
“เช้านี้คุณชายก็ยังทำอาหารให้พวกเราอีกแล้ว... ฮึก!”
“ทั้งที่วันนี้เขากำลังจะจากไปแท้ ๆ แต่ยังอุตส่าห์ตื่นมาทำอาหารให้พวกเรากิน!”
ไม่นานนัก เหล่าศิษย์หลายคนก็เริ่มพากันร้องไห้ตามอีกครั้ง
ศิษย์คนเดิมชูสำเนาตำราทำอาหารซึ่งคัดลอกมาตลอดทั้งคืนขึ้นเหนือศีรษะ
“ข้าคัดลอกตำราเสร็จเรียบร้อยแล้ว! หลังกินอาหารมื้อนี้ ข้าจะไปฝึกทำอาหารทันที!”
“ข้าจะตั้งใจฝึกเพื่อคุณหนูใหญ่!”
ศิษย์อีกคนยกสำเนาตำราของตนขึ้นตาม
“ข้าก็ด้วย! ยิ่งคุณหนูใหญ่ฝึกสำเร็จเร็วเท่าไร พวกเราก็ยิ่งได้เรียนก้าวพริบตากับเหยียบเวหาเร็วขึ้นเท่านั้น!”
“เพื่ออาหารอร่อย!”
“เพื่อคุณหนูใหญ่!”
“เพื่อก้าวพริบตาและเหยียบเวหา!”
เสียงโห่ร้องดังกึกก้องไปทั่วพรรคมารอัสดงตั้งแต่เช้าตรู่ ราวกับพวกเขากำลังเตรียมออกไปรบในสงครามครั้งใหญ่
ระหว่างที่ทุกคนกำลังกินอาหารเช้า ยูรันก็กล่าวขึ้นราวกับเพิ่งนึกบางอย่างได้
“เรื่องทางราชวงศ์ เดี๋ยวข้าจะลองถามเซี่ยหลานอิงให้นะ”
เซี่ยเยว่หลีหยุดตะเกียบทันที
“เซี่ยหลานอิงคือใคร?”
เซี่ยชางหมิงเองก็หันมามองด้วยความประหลาดใจ
“เจ้ารู้จักเซี่ยหลานอิงด้วยหรือ?”
“รู้จักตอนเข้าไปสำรวจแดนลับ นางเป็นหัวหน้าคณะสำรวจในครั้งนั้น”
ยูรันเอียงคอเล็กน้อย
“ท่านก็รู้จักนางหรือ?”
“นางคือองค์รัชทายาท และนับว่าเป็นหลานสาวคนหนึ่งของข้า”
เซี่ยชางหมิงถอนหายใจเบา ๆ
“แต่นางยังเล็กมากตอนที่ข้าจากมา ป่านนี้คงจำข้าไม่ได้แล้วกระมัง เพราะหลังจากนั้นก็เกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘หลานสาว’ คิ้วของเซี่ยเยว่หลีก็กระตุกเล็กน้อย
[เซี่ยหลานอิง... เป็นสตรีหรือ?]
สัญชาตญาณบางอย่างกำลังบอกนางว่า เรื่องนี้อาจไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่ยูรันพูด
ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ข้าว่าเรื่องที่ตาแก่อย่างท่านเผชิญมาคงมีรายละเอียดอีกมาก ถ้าอย่างนั้นก็รอไปก่อนแล้วกัน”
จากนั้นเขาก็หันไปทางเซี่ยเยว่หลี
“ช่วงนี้เจ้าก็ดูแลพ่อของเจ้าไปก่อน อย่าลืมฝึกจิตมารด้วยล่ะ ตอนนี้เจ้าพอเข้าใจหลักการแล้ว จะลองสอนพวกเขาด้วยก็ได้”
ผู้อาวุโสคนหนึ่งได้ยินดังนั้นก็ลุกพรวดขึ้นทันที
“จริงด้วย คุณชาย! ท่านทำอย่างไรถึงเปลี่ยนจิตมารให้กลายเป็นสายฟ้าสีดำได้?”
คนอื่น ๆ รีบถามตามด้วยความสนใจ
“ใช่ ๆ ตอนแรกไอมารของท่านมีลักษณะคล้ายเปลวเพลิงไม่ใช่หรือ?”
“เหตุใดภายหลังจึงเปลี่ยนเป็นสายฟ้าได้?”
“จิตมารสามารถเปลี่ยนคุณสมบัติได้ตามใจนึกจริงหรือ?”
เซี่ยชางหมิงเองก็สงสัยไม่แพ้กัน
เขาวางตะเกียบลง ก่อนหันมามองยูรันด้วยแววตาคาดหวังอย่างปิดไม่มิด
“หากวิชานี้สามารถถ่ายทอดได้ ข้าเองก็อยากเรียนเช่นกัน”
เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์คนอื่น ๆ รีบพยักหน้าเห็นด้วยทันที
ยูรันเห็นสายตาคาดหวังของทุกคนก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“อืม... ถ้าอย่างนั้นข้าจะแนะนำให้สักหน่อยก็แล้วกัน”
เขายกมือขึ้นลูบคาง ก่อนพึมพำกับตัวเอง
“จะเริ่มจากตรงไหนดีนะ...”
ทุกคนภายในห้องอาหารเงียบเสียงลงพร้อมกัน ก่อนตั้งใจรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ
ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือข้างหนึ่งขึ้น
บนปลายนิ้วของเขา ไอสีดำและไอสีขาวปรากฏขึ้นพร้อมกัน กระแสพลังทั้งสองหมุนวนแยกออกจากกันอย่างชัดเจน
“พวกท่านคิดว่าไอสองสีนี้แตกต่างกันอย่างไร?”
ทุกคนภายในห้องอาหารต่างจ้องมองพลังทั้งสองอย่างตั้งใจ
ผู้อาวุโสคนหนึ่งตอบขึ้นก่อน
“สีดำเป็นพลังมาร ส่วนสีขาวเป็นพลังฝ่ายธรรมะ?”
อีกคนส่ายหน้า
“ข้าคิดว่าสีดำแฝงการทำลายล้าง ส่วนสีขาวแฝงพลังชีวิต”
“หรืออาจเป็นหยินกับหยาง?”
“ความมืดและแสงสว่าง?”
แต่ละคนต่างเสนอคำตอบของตนเอง ทว่าไม่มีคำตอบใดตรงกับสิ่งที่ยูรันต้องการ
ยูรันส่ายหน้าเล็กน้อย
“เดิมทีข้าอยากให้พวกท่านค้นพบคำตอบด้วยตัวเอง เพราะเช่นนั้นจะมีความหมายมากกว่า”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง
“แต่จะบอกให้เลยก็ได้”
ยูรันกวาดตามองทุกคนผ่านผ้าปิดตา
“ก่อนอื่น พวกท่านลองปล่อยไอมารของตัวเองออกมา แล้วนำมาเปรียบเทียบกับของข้าดูสิ”
สิ้นเสียง เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์พรรคมารต่างปลดปล่อยไอมารออกมาพร้อมกัน
ยูรันเองก็ขยายไอสีดำและไอสีขาวบนปลายนิ้วให้แผ่กระจายออกไป จนพลังทั้งสองปกคลุมทั่วทั้งห้องอาหาร
“ไอสีดำที่พวกท่านปล่อยออกมา โดยทั่วไปพวกท่านเรียกมันว่าไอมาร”
เขายกมืออีกข้างซึ่งมีไอสีขาวบริสุทธิ์หมุนวนอยู่
“ส่วนไอสีขาว มักถูกเรียกว่าไอเทวะ”
ยูรันปล่อยให้กระแสพลังทั้งสองลอยเข้าไปใกล้ทุกคน
“ลองสัมผัสดู”