คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 82 ข้าต้องการพลัง!7,319 ตัวอักษร

ตอนที่ 82 ข้าต้องการพลัง!

ทุกคนหลับตาลง ก่อนใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบกระแสพลังทั้งสองอย่างละเอียด

เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง พวกเขาก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดพลังของยูรันจึงให้ความรู้สึกแตกต่างจากไอมารของพวกตน

กระทั่งผู้อาวุโสคนหนึ่งเริ่มสังเกตเห็นบางอย่าง

“มันแตกต่างกันจริง ๆ ข้าลองตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว”

คนข้างกายรีบหันไปถาม

“แตกต่างอย่างไร?”

“เจ้าโง่เอ๊ย ดูให้ดีสิ!”

ผู้อาวุโสคนนั้นชี้ไปยังไอมารซึ่งทุกคนปลดปล่อยออกมา

“พลังของพวกเราขุ่นมัวและไร้ระเบียบ เปรียบเสมือนน้ำในสระที่ถูกกวนจนตะกอนและโคลนฟุ้งกระจาย มองเข้าไปก็ไม่อาจมองเห็นสิ่งใดได้ชัดเจน”

จากนั้นเขาก็หันไปมองไอสีดำและสีขาวของยูรัน

“แต่พลังของคุณชายแตกต่างออกไป ต่อให้เป็นสีดำหรือสีขาว เนื้อแท้ของมันกลับใสสะอาดราวกับสระน้ำที่ไร้ฝุ่นโคลนปนเปื้อน”

“ไม่ว่าจะมองจากทิศทางใดก็ไม่มีสิ่งเจือปนแม้แต่น้อย มันบริสุทธิ์และใสกระจ่างอย่างถึงที่สุด!”

เมื่อได้ยินคำอธิบายนั้น ทุกคนก็รีบเพ่งมองกระแสพลังทั้งสองอย่างละเอียดอีกครั้ง

ไม่นานนัก พวกเขาก็เริ่มสังเกตเห็นความแตกต่างเช่นเดียวกัน

“จริงด้วย...”

“ไอมารของพวกเราเต็มไปด้วยสิ่งเจือปน แต่พลังของคุณชายกลับบริสุทธิ์อย่างสมบูรณ์”

“แม้สีจะแตกต่างกัน แต่เนื้อแท้ของไอสีดำและไอสีขาวกลับใสสะอาดไม่ต่างกันเลย”

ทุกคนหันกลับไปมองยูรันด้วยความสงสัย

“เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?”

ยูรันครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนถามขึ้น

“พวกท่านเข้าร่วมพรรคมารด้วยเหตุผลใดกัน?”

เขาหันไปทางเซี่ยชางหมิงกับเซี่ยเยว่หลี

“หากเป็นตาแก่เจ้าสำนักกับเยว่หลี เหตุผลก็คงเกี่ยวข้องกับความแค้น แล้วพวกท่านที่เหลือเล่า?”

ผู้คนภายในห้องอาหารเงียบลงไปชั่วขณะ

ผู้อาวุโสคนหนึ่งเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน

“ข้าเกิดมาพร้อมรากวิญญาณที่ตระกูลมองว่าไร้ค่า บิดาจึงขับไล่ข้าออกจากบ้าน ส่วนมารดาที่พยายามปกป้องข้าก็ถูกลงโทษจนตาย”

ชายวัยกลางคนอีกคนกำหมัดแน่น

“ตระกูลของข้าถูกสังหารเพราะครอบครองเหมืองหินวิญญาณ สำนักฝ่ายธรรมะแห่งหนึ่งต้องการยึดเหมือง จึงกล่าวหาว่าพวกเราสมคบคิดกับพรรคมาร ก่อนลงมือฆ่าทุกคนโดยอ้างว่ากำจัดความชั่ว”

ผู้อาวุโสอีกคนหัวเราะอย่างขมขื่น

“ข้าถูกพี่น้องร่วมสาบานทรยศ เขาวางยาข้า ชิงวิชาและทรัพย์สมบัติทั้งหมดไป จากนั้นยังใส่ร้ายว่าข้าเป็นผู้สังหารอาจารย์”

หญิงชราผู้หนึ่งกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา

“บุตรสาวของข้ามีร่างกายเหมาะแก่การเป็นเตาหลอม ศิษย์เอกจากสำนักใหญ่จึงจับตัวนางไป ข้าไปคุกเข่าอ้อนวอนอยู่หน้าสำนักสามวันสามคืน สุดท้ายสิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงร่างไร้วิญญาณของนาง”

ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ

ศิษย์หญิงคนหนึ่งก้มมองรอยแผลบนข้อมือของตน

“ข้าเคยเป็นทาสโอสถ พวกเขาบังคับให้ข้าทดลองยาพิษมาตั้งแต่เด็ก เพื่อนที่ถูกขังอยู่ด้วยกันตายไปทีละคน สุดท้ายเหลือเพียงข้าที่หนีออกมาได้”

ชายหนุ่มซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลกล่าวต่อ

“หมู่บ้านของข้าถูกใช้เป็นเครื่องสังเวยสำหรับค่ายกลของสำนักแห่งหนึ่ง คนกว่าพันชีวิตถูกฆ่าตายในคืนเดียว แต่เพราะผู้ลงมือเป็นผู้อาวุโสฝ่ายธรรมะ เรื่องทั้งหมดจึงถูกปิดเงียบ”

อีกคนยิ้มออกมาอย่างว่างเปล่า

“ภรรยาของข้าถูกสังหารเพราะบังเอิญพบสมบัติชิ้นหนึ่ง ข้าไปขอความยุติธรรม แต่ผู้ที่ลงมือเป็นบุตรชายของผู้อาวุโสใหญ่ สุดท้ายข้ากลับกลายเป็นคนผิดและถูกตามล่าเสียเอง”

ศิษย์รูปร่างผอมบางกำชายเสื้อของตนแน่น

“ครอบครัวขายข้าให้พ่อค้าทาสเพื่อนำเงินไปรักษาพี่ชาย ข้าไม่เคยโกรธพวกเขาที่เลือกช่วยพี่ แต่หลังจากพี่ชายหายดี พวกเขากลับไม่เคยตามหาข้าเลย”

ชายชราตาบอดข้างหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง

“ข้าเคยเป็นผู้รักษา ภรรยาป่วยหนัก แต่ข้าไม่มีเงินซื้อโอสถจากหอโอสถ ข้าคุกเข่าขอร้องพวกเขาจนศีรษะแตก สุดท้ายนางก็ตายในอ้อมแขนของข้า ขณะที่โอสถซึ่งช่วยนางได้วางอยู่ห่างออกไปเพียงประตูบานเดียว”

ศิษย์อีกคนสูดหายใจเข้าลึก

“ข้าเกิดมามีสายเลือดอสูรเพียงเล็กน้อย มารดาจึงถูกกล่าวหาว่าสมสู่กับสัตว์อสูร นางถูกเผาทั้งเป็นต่อหน้าข้า ส่วนข้าถูกตามล่ามาตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ”

หญิงสาวที่นั่งอยู่ด้านหลังกล่าวด้วยดวงตาแดงก่ำ

“น้องชายของข้าถูกเกณฑ์เข้าสงครามทั้งที่ยังจับกระบี่ไม่เป็น พวกขุนนางสัญญาว่าจะดูแลครอบครัวของทหาร แต่หลังเขาตาย พวกมันกลับยึดบ้านของเราเพราะไม่มีเงินจ่ายภาษี”

คนสุดท้ายเงียบอยู่นาน ก่อนกล่าวออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ

“ข้าเข้าร่วมพรรคมารเพราะไม่มีที่ใดเหลือให้กลับไปแล้ว ทุกคนที่ข้ารักตายหมด ส่วนผู้ที่ทำลายชีวิตข้ายังคงได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษฝ่ายธรรมะ”

เมื่อคำบอกเล่าทั้งหมดสิ้นสุดลง บรรยากาศภายในห้องอาหารก็หนักอึ้ง

แทบทุกคนล้วนมาถึงพรรคมารอัสดงเพราะเคยสูญเสีย ถูกทอดทิ้ง ถูกหักหลัง หรือถูกโลกซึ่งอ้างตนว่าชอบธรรมผลักไสออกมา

ท้ายที่สุด สิ่งเดียวที่ยังยึดเหนี่ยวพวกเขาเอาไว้จึงเหลือเพียงความเจ็บปวดและความแค้น

ยูรันเงียบฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปทางเหล่าสาวใช้ซึ่งยืนอยู่ด้านหลัง

“แล้วพวกเจ้าล่ะ?”

เหล่าสาวใช้สะดุ้งเล็กน้อย

“เหตุใดจึงมาเป็นสาวใช้อยู่ในพรรคมาร?”

พวกนางมองหน้ากันอย่างลังเล ก่อนแอบเหลือบมองเซี่ยเยว่หลี

เซี่ยเยว่หลีขมวดคิ้ว

“เขาถามก็ตอบไปสิ มองข้าทำไม?”

หัวหน้าสาวใช้จึงรวบรวมความกล้าแล้วก้าวออกมา

“บ่าวถูกบิดาขายให้หอนางโลมตั้งแต่อายุสิบสองเจ้าค่ะ ระหว่างถูกพาตัวไป บังเอิญพบคนของพรรคมารอัสดง พวกเขาจึงช่วยบ่าวออกมา”

สาวใช้อีกคนกล่าวตาม

“หมู่บ้านของบ่าวประสบภัยแล้ง บิดามารดาอดอาหารจนเสียชีวิต ญาติที่เหลือไม่มีผู้ใดยอมรับเลี้ยง พรรคมารจึงรับบ่าวกับน้องสาวเข้ามาอยู่ด้วยเจ้าค่ะ”

หญิงสาวซึ่งมีรอยแผลเป็นตรงลำคอก้มหน้าลง

“บ่าวเคยเป็นสาวใช้ของตระกูลใหญ่ คุณชายของตระกูลพยายามข่มเหงบ่าว เมื่อบ่าวขัดขืน เขาจึงกล่าวหาว่าบ่าวขโมยทรัพย์สินและสั่งโบยจนเกือบตาย หลังถูกโยนทิ้งนอกเมือง คนของพรรคมารเป็นผู้ช่วยบ่าวเอาไว้”

สาวใช้อีกคนกำชายเสื้อแน่น

“ครอบครัวต้องการบังคับให้บ่าวแต่งงานกับชายชราเพื่อแลกกับสินสอด บ่าวหนีออกมา แต่ถูกส่งคนตามล่า สุดท้ายท่านเจ้าสำนักอนุญาตให้บ่าวหลบซ่อนอยู่ที่นี่เจ้าค่ะ”

หญิงสาวรูปร่างเล็กกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“บ่าวไม่มีรากวิญญาณ บิดาจึงมองว่าเลี้ยงไปก็ไร้ประโยชน์ เขาทิ้งบ่าวเอาไว้ในป่าตั้งแต่ยังเด็ก หากผู้อาวุโสของพรรคไม่พบเข้า บ่าวคงถูกสัตว์ป่ากินไปนานแล้ว”

อีกคนกล่าวต่อ

“บ่าวเกิดและเติบโตอยู่ที่นี่ มารดาของบ่าวเองก็เคยเป็นสาวใช้ของพรรค นางเสียชีวิตเพราะป่วยหนัก พรรคมารอัสดงจึงเลี้ยงดูบ่าวต่อมาเจ้าค่ะ”

ไม่นานนัก สาวใช้คนอื่น ๆ ก็เริ่มเล่าเรื่องของตนเองออกมาทีละคน

บางคนเป็นเด็กกำพร้าจากสงคราม บางคนถูกครอบครัวขายเพราะความยากจน บางคนหนีจากนายเก่าที่ทุบตีทำร้าย และบางคนไม่มีสถานที่อื่นใดยอมรับพวกนาง

แม้เหตุผลจะแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งกลับเหมือนกัน

สำหรับโลกภายนอก พวกนางเป็นเพียงคนไร้ค่า สามารถซื้อขายหรือกำจัดทิ้งได้ทุกเมื่อ

แต่พรรคมารอัสดงกลับเป็นสถานที่เพียงแห่งเดียวที่ยอมมอบที่พัก อาหาร และโอกาสให้พวกนางมีชีวิตอยู่ต่อไป

คำถามของยูรันทำให้ทุกคนภายในห้องอาหารเงียบลงไปชั่วขณะ

ไม่นานนัก ผู้อาวุโสคนหนึ่งก็เป็นฝ่ายตอบขึ้น

“ใช่ ข้ายังคงกล่าวโทษโชคชะตา”

เขากำหมัดแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความคับแค้น

“หากโลกใบนี้ไม่โหดร้ายกับข้า ภรรยาแ ละบุตรของข้าคงไม่ต้องตาย จนถึงวันนี้ ข้ายังคงฝึกฝนอย่างหนักเพื่อรอวันที่จะได้ล้างแค้นให้พวกเขา”

คนอื่น ๆ เริ่มเอ่ยตอบตามมา

“ข้าเองก็ยังแค้น ผู้ที่ทำลายตระกูลของข้ายังคงมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย ตราบใดที่พวกมันยังไม่ตาย ข้าก็ไม่มีวันปล่อยวาง”

“ข้ายังโกรธผู้ที่ทอดทิ้งข้า และอยากกลับไปพิสูจน์ให้พวกมันเห็นว่าคนที่เคยถูกมองว่าไร้ค่าแข็งแกร่งกว่าพวกมันทั้งหมด”

“ข้าต้องการพลัง พลังมากพอที่จะทำให้ผู้ที่เคยทรมานข้าชดใช้ทุกสิ่งที่ทำลงไป”

สาวใช้คนหนึ่งกำชายเสื้อแน่น ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“บ่าวเองก็ยังเกลียดคนที่ขายบ่าวเจ้าค่ะ บ่าวเคยคิดอยู่เสมอว่า หากวันหนึ่งมีพลังมากพอ จะกลับไปถามพวกเขาว่าเหตุใดจึงทำกับบ่าวเช่นนั้น”

หญิงสาวที่มีรอยแผลตรงลำคอยกมือสัมผัสบาดแผลของตน

“ข้ายังฝันถึงวันที่จะได้กลับไปสังหารนายเก่าด้วยมือของตัวเอง”

แม้แต่เหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ก็พากันตอบด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว

“พวกเราเข้าร่วมพรรคมารก็เพื่อแสวงหาพลัง!”

“ตราบใดที่ความแค้นยังไม่ได้รับการชำระ พวกเราจะหยุดได้อย่างไร?”

“หากไม่มีความแค้นนี้ ข้าก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองจะมีชีวิตต่อไปเพื่ออะไร!”

เสียงตอบดังขึ้นจากทั่วทั้งห้องอาหาร

บางคนโกรธแค้นผู้ที่พรากครอบครัวไป บางคนต้องการเอาคืนผู้ที่ทรยศตน และบางคนยึดการล้างแค้นเป็นเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวของชีวิต

แม้เวลาจะผ่านมานานเพียงใด ความเจ็บปวดเหล่านั้นก็ไม่เคยจางหาย

กลับกัน มันยิ่งหยั่งรากลึกลงในจิตใจ และผลักดันให้พวกเขาแสวงหาพลังอย่างไม่สิ้นสุด.