ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 83
ยูรันฟังคำตอบของทุกคนจนจบ ก่อนเผยรอยยิ้มบาง ๆ
“ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้พวกเราลองถามคุณหนูใหญ่ของพวกท่านดูบ้างดีกว่า”
เขาหันไปทางเซี่ยเยว่หลี
“เจ้าคิดเหมือนกับพวกเขาใช่หรือไม่? ตัวเจ้าก่อนที่จะพบข้าเองก็เคยยึดติดกับความแค้นเช่นเดียวกัน”
เซี่ยเยว่หลีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนพยักหน้ายอมรับ
“อืม เมื่อก่อนข้าเป็นเช่นนั้น”
นางเงียบไปครู่หนึ่ง
“แต่ตอนนี้ไม่แล้ว”
ทุกคนภายในห้องอาหารต่างมองนางด้วยความไม่อยากเชื่อ
คุณหนูใหญ่ผู้โหดเหี้ยมและเคยใช้ชีวิตเพื่อการแก้แค้น กลับบอกว่าตนไม่ยึดติดกับความแค้นเหมือนเดิมแล้ว?
ยูรันกล่าวขึ้น
“ปล่อยไอมารของเจ้าออกมาให้พวกเขาดูสิ”
เซี่ยเยว่หลีพยักหน้า ก่อนยกมือขึ้นแล้วปลดปล่อยไอมารสีดำออกจากร่าง
กระแสพลังสีดำแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ แม้ยังมีความขุ่นมัวปะปนอยู่บ้าง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับไอมารของคนอื่นแล้ว กลับสงบนิ่งและใสสะอาดกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ยูรันชี้ไปยังไอมารของนาง
“พวกท่านลองมองดูให้ดี”
“แม้พลังของนางจะยังไม่บริสุทธิ์อย่างสมบูรณ์ แต่ก็ไม่ได้ขุ่นมัวเท่ากับของพวกท่านอีกแล้ว”
เขาหันไปมองเซี่ยเยว่หลี
“เพราะตอนนี้นางกำลังมีเป้าหมายใหม่ในชีวิต นอกเหนือจากการแก้แค้น”
“นางกำลังเรียนรู้ที่จะก้าวข้ามความเจ็บปวด ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น และให้อภัยตัวเองในอดีต”
ยูรันหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวย้ำ
“ไม่ใช่การให้อภัยผู้ที่ทำร้ายนาง แต่เป็นการไม่ปล่อยให้ความเกลียดชังเหล่านั้นควบคุมชีวิตของนางอีกต่อไป พวกท่านคิดว่ายังไง?”
ทุกคนจ้องมองไอมารของเซี่ยเยว่หลีด้วยสีหน้าซับซ้อน
ความแตกต่างปรากฏอยู่ตรงหน้าอย่างชัดเจนจนไม่อาจปฏิเสธได้
ไอมารของนางยังคงเป็นสีดำเช่นเดียวกับพวกเขา แต่กลับสงบนิ่งและใสสะอาดกว่าเดิมมาก ความขุ่นมัวซึ่งเกิดจากความโกรธแค้นลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
ผู้อาวุโสคนหนึ่งพึมพำออกมา
“เพียงแค่มีเป้าหมายอื่นนอกเหนือจากการแก้แค้น ก็สามารถเปลี่ยนแปลงจิตมารได้จริงหรือ?”
อีกคนกลับขมวดคิ้ว
“แต่ความแค้นเหล่านั้นจะให้ปล่อยวางได้อย่างไร? คนที่ตายไปแล้วไม่มีวันกลับมา สิ่งที่พวกเราสูญเสียก็ไม่มีวันได้คืน”
บรรยากาศภายในห้องอาหารเริ่มสับสน
บางคนมองไอมารของเซี่ยเยว่หลีด้วยความหวัง ขณะที่บางคนยังคงกำหมัดแน่น ไม่อาจยอมรับว่าความแค้นซึ่งยึดถือมานานอาจเป็นสิ่งที่กำลังกัดกินตนเอง
ท้ายที่สุด สาวใช้คนหนึ่งก็ทนไม่ไหว
นางก้าวออกมาข้างหน้า ก่อนโพล่งขึ้นด้วยดวงตาแดงก่ำ
“คุณชายพูดง่ายเกินไปแล้ว!”
ทุกคนหันไปมองนางพร้อมกัน
สาวใช้ตัวสั่น แต่ยังคงฝืนกล่าวต่อ
“ท่านไม่เคยพบเจอเรื่องราวแบบพวกเรา ท่านย่อมไม่มีวันเข้าใจหรอกเจ้าค่ะว่ามันเจ็บปวดเพียงใด!”
ไม่นานนัก คนอื่น ๆ ก็เริ่มส่งเสียงเห็นด้วย
“ใช่!”
“ท่านไม่ได้เป็นผู้สูญเสีย จะเข้าใจความรู้สึกของพวกเราได้อย่างไร?”
“
”
ยูรันไม่ได้โต้แย้งแม้แต่คำเดียว
เขาเพียงหันไปมองเซี่ยเยว่หลีอย่างเงียบ ๆ
เซี่ยเยว่หลีสบหน้ากับเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจความหมาย
นางลุกจากที่นั่ง แล้วเดินตรงไปหาสาวใช้ซึ่งเพิ่งกล่าวแย้ง
เมื่อเห็นคุณหนูใหญ่เดินเข้ามาหา สาวใช้คนนั้นก็หน้าซีดเผือด ก่อนรีบคุกเข่าลงกับพื้น
“คุณหนูใหญ่ ขะ... ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ! ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!”
“ลุกขึ้น”
สาวใช้ชะงัก ก่อนเงยหน้ามองอย่างไม่เข้าใจ
“คะ?”
“ข้าบอกให้ลุกขึ้น”
แม้จะหวาดกลัว แต่นางก็รีบลุกขึ้นยืนอย่างว่าง่าย
ทันใดนั้น ฝ่ามือข้างหนึ่งก็วางลงบนศีรษะของนาง ก่อนลูบเบา ๆ อย่างอ่อนโยน
สาวใช้ยืนแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ
เซี่ยเยว่หลีมองนาง ก่อนกล่าวประโยคเดียวกับที่ยูรันเคยพูดกับตนทุกถ้อยคำ
“ที่ผ่านมาเหนื่อยมากเลยสินะ”
น้ำเสียงของนางอ่อนโยนอย่างที่ไม่มีผู้ใดเคยได้ยินมาก่อน
“ร้องไห้ออกมาเถอะนะ”
ริมฝีปากของสาวใช้สั่นระริก
“คะ... คุณหนู คือข้า...”
เซี่ยเยว่หลีหันไปมองคนอื่น ๆ ภายในห้อง
“พวกเจ้าก็ด้วย”
เพียงคำพูดสั้น ๆ นั้นกลับทำลายกำแพงซึ่งทุกคนสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บความเจ็บปวดมานานหลายปี
สาวใช้ตรงหน้าเซี่ยเยว่หลีเป็นคนแรกที่หลั่งน้ำตา
จากนั้นเสียงสะอื้นก็ค่อย ๆ ดังขึ้นจากทั่วทั้งห้อง
บางคนยกมือปิดใบหน้า บางคนทรุดลงกอดสหายข้างกาย ขณะที่บางคนร้องไห้ออกมาอย่างไม่สนใจภาพลักษณ์ของตนอีกต่อไป
ความโกรธ ความแค้น และความเจ็บปวดซึ่งถูกเก็บเอาไว้นานหลายสิบปีพรั่งพรูออกมาพร้อมหยาดน้ำตา
เซี่ยชางหมิงมองบุตรสาวด้วยความไม่อยากเชื่อ
ตลอดเกือบห้าสิบปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยเห็นนางปลอบโยนผู้ใดเช่นนี้มาก่อน
แต่สิ่งที่ทำให้เขาสะเทือนใจยิ่งกว่า คือเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงบุตรสาวของเขาได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน
มู่เฉิงยกมือปิดปาก ก่อนรีบหันหน้าหนีไปอีกทาง
ไหล่ของเขาสั่นสะท้าน ขณะที่น้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“คุณหนู... ฮึก ๆ... คุณหนูของพวกเราเติบโตขึ้นแล้วจริง ๆ...”
หลังจากปล่อยให้ทุกคนร้องไห้อยู่พักหนึ่ง บรรยากาศภายในห้องอาหารก็ค่อย ๆ สงบลง
ยูรันรอจนทุกคนควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ ก่อนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“สำหรับคำถามทั้งหมดเมื่อครู่ ข้าจะตอบให้ทีละข้อ”
เขาหันไปทางผู้อาวุโสคนแรก
“เพียงมีเป้าหมายอื่นนอกเหนือจากการแก้แค้น ก็สามารถเปลี่ยนแปลงจิตมารได้จริงหรือ?”
“คำตอบคือใช่”
“เพราะเมื่อการแก้แค้นไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้พวกท่านมีชีวิตอยู่ ความแค้นก็จะไม่สามารถครอบงำจิตใจของพวกท่านได้เหมือนเดิม”
จากนั้นยูรันจึงหันไปทางคนถัดไป
“ความแค้นเหล่านั้นจะปล่อยวางได้อย่างไร? คนที่ตายไปแล้วไม่มีวันกลับมา และสิ่งที่สูญเสียไปก็ไม่มีวันได้คืน”
“คำตอบของข้าคือ ยอมรับว่าสิ่งเหล่านั้นได้เกิดขึ้นแล้ว แม้จะเจ็บปวดและไม่ยุติธรรมเพียงใด พวกเราก็ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขมันได้”
“จากนั้นจงก้าวเดินต่อไป และใช้ชีวิตในส่วนที่ผู้จากไปไม่มีโอกาสได้ใช้อีกแล้ว”
ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวถึงคำถามต่อมา
“ท่านไม่เคยเผชิญเรื่องราวแบบพวกเรา ย่อมไม่มีวันเข้าใจว่ามันเจ็บปวดเพียงใด”
น้ำเสียงของเขาสงบนิ่งลงอย่างเห็นได้ชัด
“คำตอบคือ ข้าเคยพบเจอเรื่องราวไม่ต่างจากพวกท่าน และข้ารู้ดีว่าความเจ็บปวดเหล่านั้นเป็นเช่นไร”
“ท่านไม่ได้เป็นผู้สูญเสีย จะเข้าใจความรู้สึกของพวกเราได้อย่างไร?”
ยูรันหยุดไปเล็กน้อย
“ข้าเองก็เคยสูญเสียทุกสิ่ง”
“เพราะฉะนั้น ข้าจึงเข้าใจความรู้สึกของพวกท่าน”
ท้ายที่สุด เขาจึงกล่าวถึงคำถามสุดท้าย
“หากปล่อยวางความแค้น แล้วผู้ที่ทำร้ายพวกเราจะได้รับผลกรรมจากผู้ใด?”
“ข้าปล่อยวางความแค้นภายในใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าจะปล่อยผู้ที่ทำร้ายข้าให้ลอยนวล”
“การปล่อยวางไม่ใช่การให้อภัยผู้กระทำผิด และไม่ใช่การละทิ้งความยุติธรรม”
ยูรันกวาดหน้ามองทุกคนภายในห้อง
“มันหมายถึงข้าจะไม่ยอมให้ความเกลียดชังอยู่เหนือเหตุและผลของตนเองก็เท่านั้นเอง”
หลังจากยูรันกล่าวจบ ภายในห้องอาหารก็เงียบงันอยู่นาน
ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากโต้แย้งอีก
บางคนก้มหน้าลงด้วยความละอาย เมื่อหวนนึกถึงคำพูดที่กล่าวหาว่ายูรันไม่มีทางเข้าใจความสูญเสียของพวกตน ขณะที่บางคนจ้องมองไอสีดำและสีขาวอันบริสุทธิ์ของเขาด้วยแววตาซับซ้อน
ก่อนหน้านี้พวกเขาคิดว่าพลังของยูรันใสสะอาดเพราะไม่เคยเผชิญความทุกข์
แต่จากคำพูดเมื่อครู่ ดูเหมือนความจริงจะตรงกันข้าม
สาวใช้คนที่เคยกล่าวแย้งรวบรวมความกล้า ก่อนประสานมือคารวะ
“ขออภัยที่ข้าน้อยเสียมารยาทเจ้าค่ะ คุณชาย”
ยูรันส่ายหน้า
“ไม่เป็นไร เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด”
สาวใช้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามต่อ
“ข้าน้อยอยากรู้ว่า ท่านเคยเผชิญสิ่งใดมา จึงสามารถทำให้พลังของตนใสสะอาดได้ถึงเพียงนี้เจ้าคะ?”
เซี่ยเยว่หลีกลับมานั่งข้างยูรัน ก่อนเกาะแขนเขาเอาไว้ตามเดิม
“นั่นสิ ข้าเองก็อยากรู้ เล่าให้ฟังหน่อย”
ยูรันถอนหายใจยาว
“หากพวกเจ้ารู้เข้า พวกเจ้าจะคิดว่ารู้อย่างนี้ไม่รู้เสียยังดีกว่า”
“แต่ข้าอยากรู้นี่”
เซี่ยเยว่หลีเขย่าแขนเขาเบา ๆ
“นะ ๆ ๆ ๆ ๆ เล่าให้ฟังหน่อยนะ”
ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยอมพยักหน้า
“ก็ได้ ข้าจะเล่าให้ฟังสั้น ๆ แล้วกัน”
เขาเอนหลังพิงเก้าอี้
“เมื่อนานมาแล้วในอดีต...”
เซี่ยชางหมิงยกมือห้ามทันที
“เดี๋ยวก่อน เจ้าอายุเท่าไร?”
“ยี่สิบสอง ทำไมหรือ?”
“แล้วเหตุใดจึงเริ่มต้นด้วยคำว่าเมื่อนานมาแล้ว?”
ยูรันเอียงคอ
“อ้าว ก็ข้าเกิดใหม่มาน่ะสิ”
“...”
ทุกคนยกมือปิดปากด้วยความตกตะลึง
ผู้อาวุโสคนหนึ่งลุกพรวดขึ้น
“คุณชายหมายความว่า ท่านคือยอดฝีมือจากอดีตที่กลับชาติมาเกิดหรือ?”
อีกคนรีบกล่าวเสริม
“ด้วยความรู้และวิชาที่ท่านครอบครอง ตัวตนในอดีตของท่านอย่างน้อยต้องเป็นมหาจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ใช่หรือไม่?”
ยูรันโบกมืออย่างไม่สนใจ
“เรื่องนั้นไม่สำคัญ”
ทุกคนมองหน้ากัน
[ไม่ใช่แล้ว! เห็นได้ชัดว่าเขากำลังบ่ายเบี่ยงคำถาม!]