คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 837,196 ตัวอักษร

ตอนที่ 83

ยูรันฟังคำตอบของทุกคนจนจบ ก่อนเผยรอยยิ้มบาง ๆ

“ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้พวกเราลองถามคุณหนูใหญ่ของพวกท่านดูบ้างดีกว่า”

เขาหันไปทางเซี่ยเยว่หลี

“เจ้าคิดเหมือนกับพวกเขาใช่หรือไม่? ตัวเจ้าก่อนที่จะพบข้าเองก็เคยยึดติดกับความแค้นเช่นเดียวกัน”

เซี่ยเยว่หลีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนพยักหน้ายอมรับ

“อืม เมื่อก่อนข้าเป็นเช่นนั้น”

นางเงียบไปครู่หนึ่ง

“แต่ตอนนี้ไม่แล้ว”

ทุกคนภายในห้องอาหารต่างมองนางด้วยความไม่อยากเชื่อ

คุณหนูใหญ่ผู้โหดเหี้ยมและเคยใช้ชีวิตเพื่อการแก้แค้น กลับบอกว่าตนไม่ยึดติดกับความแค้นเหมือนเดิมแล้ว?

ยูรันกล่าวขึ้น

“ปล่อยไอมารของเจ้าออกมาให้พวกเขาดูสิ”

เซี่ยเยว่หลีพยักหน้า ก่อนยกมือขึ้นแล้วปลดปล่อยไอมารสีดำออกจากร่าง

กระแสพลังสีดำแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ แม้ยังมีความขุ่นมัวปะปนอยู่บ้าง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับไอมารของคนอื่นแล้ว กลับสงบนิ่งและใสสะอาดกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ยูรันชี้ไปยังไอมารของนาง

“พวกท่านลองมองดูให้ดี”

“แม้พลังของนางจะยังไม่บริสุทธิ์อย่างสมบูรณ์ แต่ก็ไม่ได้ขุ่นมัวเท่ากับของพวกท่านอีกแล้ว”

เขาหันไปมองเซี่ยเยว่หลี

“เพราะตอนนี้นางกำลังมีเป้าหมายใหม่ในชีวิต นอกเหนือจากการแก้แค้น”

“นางกำลังเรียนรู้ที่จะก้าวข้ามความเจ็บปวด ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น และให้อภัยตัวเองในอดีต”

ยูรันหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวย้ำ

“ไม่ใช่การให้อภัยผู้ที่ทำร้ายนาง แต่เป็นการไม่ปล่อยให้ความเกลียดชังเหล่านั้นควบคุมชีวิตของนางอีกต่อไป พวกท่านคิดว่ายังไง?”

ทุกคนจ้องมองไอมารของเซี่ยเยว่หลีด้วยสีหน้าซับซ้อน

ความแตกต่างปรากฏอยู่ตรงหน้าอย่างชัดเจนจนไม่อาจปฏิเสธได้

ไอมารของนางยังคงเป็นสีดำเช่นเดียวกับพวกเขา แต่กลับสงบนิ่งและใสสะอาดกว่าเดิมมาก ความขุ่นมัวซึ่งเกิดจากความโกรธแค้นลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

ผู้อาวุโสคนหนึ่งพึมพำออกมา

“เพียงแค่มีเป้าหมายอื่นนอกเหนือจากการแก้แค้น ก็สามารถเปลี่ยนแปลงจิตมารได้จริงหรือ?”

อีกคนกลับขมวดคิ้ว

“แต่ความแค้นเหล่านั้นจะให้ปล่อยวางได้อย่างไร? คนที่ตายไปแล้วไม่มีวันกลับมา สิ่งที่พวกเราสูญเสียก็ไม่มีวันได้คืน”

บรรยากาศภายในห้องอาหารเริ่มสับสน

บางคนมองไอมารของเซี่ยเยว่หลีด้วยความหวัง ขณะที่บางคนยังคงกำหมัดแน่น ไม่อาจยอมรับว่าความแค้นซึ่งยึดถือมานานอาจเป็นสิ่งที่กำลังกัดกินตนเอง

ท้ายที่สุด สาวใช้คนหนึ่งก็ทนไม่ไหว

นางก้าวออกมาข้างหน้า ก่อนโพล่งขึ้นด้วยดวงตาแดงก่ำ

“คุณชายพูดง่ายเกินไปแล้ว!”

ทุกคนหันไปมองนางพร้อมกัน

สาวใช้ตัวสั่น แต่ยังคงฝืนกล่าวต่อ

“ท่านไม่เคยพบเจอเรื่องราวแบบพวกเรา ท่านย่อมไม่มีวันเข้าใจหรอกเจ้าค่ะว่ามันเจ็บปวดเพียงใด!”

ไม่นานนัก คนอื่น ๆ ก็เริ่มส่งเสียงเห็นด้วย

“ใช่!”

“ท่านไม่ได้เป็นผู้สูญเสีย จะเข้าใจความรู้สึกของพวกเราได้อย่างไร?”

ยูรันไม่ได้โต้แย้งแม้แต่คำเดียว

เขาเพียงหันไปมองเซี่ยเยว่หลีอย่างเงียบ ๆ

เซี่ยเยว่หลีสบหน้ากับเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจความหมาย

นางลุกจากที่นั่ง แล้วเดินตรงไปหาสาวใช้ซึ่งเพิ่งกล่าวแย้ง

เมื่อเห็นคุณหนูใหญ่เดินเข้ามาหา สาวใช้คนนั้นก็หน้าซีดเผือด ก่อนรีบคุกเข่าลงกับพื้น

“คุณหนูใหญ่ ขะ... ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ! ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!”

“ลุกขึ้น”

สาวใช้ชะงัก ก่อนเงยหน้ามองอย่างไม่เข้าใจ

“คะ?”

“ข้าบอกให้ลุกขึ้น”

แม้จะหวาดกลัว แต่นางก็รีบลุกขึ้นยืนอย่างว่าง่าย

ทันใดนั้น ฝ่ามือข้างหนึ่งก็วางลงบนศีรษะของนาง ก่อนลูบเบา ๆ อย่างอ่อนโยน

สาวใช้ยืนแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ

เซี่ยเยว่หลีมองนาง ก่อนกล่าวประโยคเดียวกับที่ยูรันเคยพูดกับตนทุกถ้อยคำ

“ที่ผ่านมาเหนื่อยมากเลยสินะ”

น้ำเสียงของนางอ่อนโยนอย่างที่ไม่มีผู้ใดเคยได้ยินมาก่อน

“ร้องไห้ออกมาเถอะนะ”

ริมฝีปากของสาวใช้สั่นระริก

“คะ... คุณหนู คือข้า...”

เซี่ยเยว่หลีหันไปมองคนอื่น ๆ ภายในห้อง

“พวกเจ้าก็ด้วย”

เพียงคำพูดสั้น ๆ นั้นกลับทำลายกำแพงซึ่งทุกคนสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บความเจ็บปวดมานานหลายปี

สาวใช้ตรงหน้าเซี่ยเยว่หลีเป็นคนแรกที่หลั่งน้ำตา

จากนั้นเสียงสะอื้นก็ค่อย ๆ ดังขึ้นจากทั่วทั้งห้อง

บางคนยกมือปิดใบหน้า บางคนทรุดลงกอดสหายข้างกาย ขณะที่บางคนร้องไห้ออกมาอย่างไม่สนใจภาพลักษณ์ของตนอีกต่อไป

ความโกรธ ความแค้น และความเจ็บปวดซึ่งถูกเก็บเอาไว้นานหลายสิบปีพรั่งพรูออกมาพร้อมหยาดน้ำตา

เซี่ยชางหมิงมองบุตรสาวด้วยความไม่อยากเชื่อ

ตลอดเกือบห้าสิบปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยเห็นนางปลอบโยนผู้ใดเช่นนี้มาก่อน

แต่สิ่งที่ทำให้เขาสะเทือนใจยิ่งกว่า คือเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงบุตรสาวของเขาได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน

มู่เฉิงยกมือปิดปาก ก่อนรีบหันหน้าหนีไปอีกทาง

ไหล่ของเขาสั่นสะท้าน ขณะที่น้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

“คุณหนู... ฮึก ๆ... คุณหนูของพวกเราเติบโตขึ้นแล้วจริง ๆ...”

หลังจากปล่อยให้ทุกคนร้องไห้อยู่พักหนึ่ง บรรยากาศภายในห้องอาหารก็ค่อย ๆ สงบลง

ยูรันรอจนทุกคนควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ ก่อนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“สำหรับคำถามทั้งหมดเมื่อครู่ ข้าจะตอบให้ทีละข้อ”

เขาหันไปทางผู้อาวุโสคนแรก

“เพียงมีเป้าหมายอื่นนอกเหนือจากการแก้แค้น ก็สามารถเปลี่ยนแปลงจิตมารได้จริงหรือ?”

“คำตอบคือใช่”

“เพราะเมื่อการแก้แค้นไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้พวกท่านมีชีวิตอยู่ ความแค้นก็จะไม่สามารถครอบงำจิตใจของพวกท่านได้เหมือนเดิม”

จากนั้นยูรันจึงหันไปทางคนถัดไป

“ความแค้นเหล่านั้นจะปล่อยวางได้อย่างไร? คนที่ตายไปแล้วไม่มีวันกลับมา และสิ่งที่สูญเสียไปก็ไม่มีวันได้คืน”

“คำตอบของข้าคือ ยอมรับว่าสิ่งเหล่านั้นได้เกิดขึ้นแล้ว แม้จะเจ็บปวดและไม่ยุติธรรมเพียงใด พวกเราก็ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขมันได้”

“จากนั้นจงก้าวเดินต่อไป และใช้ชีวิตในส่วนที่ผู้จากไปไม่มีโอกาสได้ใช้อีกแล้ว”

ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวถึงคำถามต่อมา

“ท่านไม่เคยเผชิญเรื่องราวแบบพวกเรา ย่อมไม่มีวันเข้าใจว่ามันเจ็บปวดเพียงใด”

น้ำเสียงของเขาสงบนิ่งลงอย่างเห็นได้ชัด

“คำตอบคือ ข้าเคยพบเจอเรื่องราวไม่ต่างจากพวกท่าน และข้ารู้ดีว่าความเจ็บปวดเหล่านั้นเป็นเช่นไร”

“ท่านไม่ได้เป็นผู้สูญเสีย จะเข้าใจความรู้สึกของพวกเราได้อย่างไร?”

ยูรันหยุดไปเล็กน้อย

“ข้าเองก็เคยสูญเสียทุกสิ่ง”

“เพราะฉะนั้น ข้าจึงเข้าใจความรู้สึกของพวกท่าน”

ท้ายที่สุด เขาจึงกล่าวถึงคำถามสุดท้าย

“หากปล่อยวางความแค้น แล้วผู้ที่ทำร้ายพวกเราจะได้รับผลกรรมจากผู้ใด?”

“ข้าปล่อยวางความแค้นภายในใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าจะปล่อยผู้ที่ทำร้ายข้าให้ลอยนวล”

“การปล่อยวางไม่ใช่การให้อภัยผู้กระทำผิด และไม่ใช่การละทิ้งความยุติธรรม”

ยูรันกวาดหน้ามองทุกคนภายในห้อง

“มันหมายถึงข้าจะไม่ยอมให้ความเกลียดชังอยู่เหนือเหตุและผลของตนเองก็เท่านั้นเอง”

หลังจากยูรันกล่าวจบ ภายในห้องอาหารก็เงียบงันอยู่นาน

ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากโต้แย้งอีก

บางคนก้มหน้าลงด้วยความละอาย เมื่อหวนนึกถึงคำพูดที่กล่าวหาว่ายูรันไม่มีทางเข้าใจความสูญเสียของพวกตน ขณะที่บางคนจ้องมองไอสีดำและสีขาวอันบริสุทธิ์ของเขาด้วยแววตาซับซ้อน

ก่อนหน้านี้พวกเขาคิดว่าพลังของยูรันใสสะอาดเพราะไม่เคยเผชิญความทุกข์

แต่จากคำพูดเมื่อครู่ ดูเหมือนความจริงจะตรงกันข้าม

สาวใช้คนที่เคยกล่าวแย้งรวบรวมความกล้า ก่อนประสานมือคารวะ

“ขออภัยที่ข้าน้อยเสียมารยาทเจ้าค่ะ คุณชาย”

ยูรันส่ายหน้า

“ไม่เป็นไร เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด”

สาวใช้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามต่อ

“ข้าน้อยอยากรู้ว่า ท่านเคยเผชิญสิ่งใดมา จึงสามารถทำให้พลังของตนใสสะอาดได้ถึงเพียงนี้เจ้าคะ?”

เซี่ยเยว่หลีกลับมานั่งข้างยูรัน ก่อนเกาะแขนเขาเอาไว้ตามเดิม

“นั่นสิ ข้าเองก็อยากรู้ เล่าให้ฟังหน่อย”

ยูรันถอนหายใจยาว

“หากพวกเจ้ารู้เข้า พวกเจ้าจะคิดว่ารู้อย่างนี้ไม่รู้เสียยังดีกว่า”

“แต่ข้าอยากรู้นี่”

เซี่ยเยว่หลีเขย่าแขนเขาเบา ๆ

“นะ ๆ ๆ ๆ ๆ เล่าให้ฟังหน่อยนะ”

ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยอมพยักหน้า

“ก็ได้ ข้าจะเล่าให้ฟังสั้น ๆ แล้วกัน”

เขาเอนหลังพิงเก้าอี้

“เมื่อนานมาแล้วในอดีต...”

เซี่ยชางหมิงยกมือห้ามทันที

“เดี๋ยวก่อน เจ้าอายุเท่าไร?”

“ยี่สิบสอง ทำไมหรือ?”

“แล้วเหตุใดจึงเริ่มต้นด้วยคำว่าเมื่อนานมาแล้ว?”

ยูรันเอียงคอ

“อ้าว ก็ข้าเกิดใหม่มาน่ะสิ”

“...”

ทุกคนยกมือปิดปากด้วยความตกตะลึง

ผู้อาวุโสคนหนึ่งลุกพรวดขึ้น

“คุณชายหมายความว่า ท่านคือยอดฝีมือจากอดีตที่กลับชาติมาเกิดหรือ?”

อีกคนรีบกล่าวเสริม

“ด้วยความรู้และวิชาที่ท่านครอบครอง ตัวตนในอดีตของท่านอย่างน้อยต้องเป็นมหาจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ใช่หรือไม่?”

ยูรันโบกมืออย่างไม่สนใจ

“เรื่องนั้นไม่สำคัญ”

ทุกคนมองหน้ากัน

[ไม่ใช่แล้ว! เห็นได้ชัดว่าเขากำลังบ่ายเบี่ยงคำถาม!]