ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 84 อื้ม ข้าจะไปกับเจ้า
ยูรันไม่เปิดโอกาสให้ใครซักถามต่อ
“เอาเป็นว่าเมื่อนานมาแล้ว ตระกูลเดิมของข้าแสวงหาพลังอย่างบ้าคลั่ง พวกมันทำได้ทุกอย่างเพื่อรักษาและพัฒนาสายเลือดของตนเอง”
“สมาชิกในตระกูลถูกบังคับให้สมสู่กันโดยไม่สนใจความสัมพันธ์ทางสายเลือด ไม่ว่าจะเป็นพี่ชายกับน้องสาว พี่สาวกับน้องชาย บิดากับบุตรสาว หรือมารดากับบุตรชาย”
สีหน้าของทุกคนเริ่มเปลี่ยนไป
ยูรันยังคงเล่าต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังกล่าวถึงเรื่องของคนอื่น
“พวกมันยังจับชายหญิงที่มีกายาพิเศษมาทำเป็นเตาหลอม บางคนถูกสูบพลังและแก่นแท้จนตาย ส่วนบางคนถูกนำไปหลอมเป็นโอสถมนุษย์”
“สุดท้ายข้ากับพี่น้องอีกสามคน ประกอบด้วยพี่ชาย พี่สาว น้องสาว และตัวข้า สามารถหลบหนีออกมาได้”
เขาหยุดไปเล็กน้อย
“แต่ตระกูลไม่ยอมปล่อยพวกเราไป”
“พวกมันจับมารดาของพวกเราทั้งสี่คนมาสังหาร ก่อนนำร่างไปหลอมเป็นโอสถ แล้วส่งศีรษะของพวกนางกลับมาให้พวกเรา”
ทั่วทั้งห้องอาหารตกอยู่ในความเงียบราวกับป่าช้า
สาวใช้หลายคนยกมือปิดปาก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวและสะเทือนใจ
มู่เฉิงหันไปกระซิบกับเซี่ยชางหมิง
“นี่มันเรื่องใหญ่เกินไปแล้วนะขอรับ ท่านเจ้าสำนัก”
เซี่ยชางหมิงกลืนน้ำลายลงคอ
“ฟังต่อไปก่อน”
ยูรันกล่าวต่อ
“หลังจากได้รับศีรษะของมารดา พวกเราพี่น้องทั้งสี่จึงตัดสินใจกลับไปล้างบางตระกูลของตนเอง”
น้ำเสียงของเขายังคงสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด
“ส่วนวิธีการก็มีตั้งแต่ขุดกระดูก แล่เนื้อ ถลกหนัง ตลอดจนความทรมานทุกรูปแบบที่พวกเจ้าสามารถจินตนาการได้”
ยูรันกวาดหน้ามองทุกคน
“แบบนี้พอจะเป็นคำตอบได้รึเปล่า ว่าข้าเข้าใจความเจ็บปวดและความแค้นของพวกเจ้าหรือไม่?”
แขนขาของสาวใช้หลายคนอ่อนแรง บางคนยกมือปิดปากแน่นราวกับกำลังจะอาเจียนออกมา หลังเผลอจินตนาการตามคำบอกเล่า
คนอื่น ๆ ต่างกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ไม่มีผู้ใดกล้าสบหน้ายูรันอยู่ครู่หนึ่ง
เซี่ยเยว่หลีขยับเข้ามาซบไหล่เขา ก่อนกอดแขนเอาไว้แน่นกว่าเดิม
“ตอนนั้นเจ้าคงทรมานมากเลยสินะ”
ยูรันกลับส่ายหน้า
“ไม่หรอก ข้าว่าสาวใช้ของเจ้าตอนนี้ดูทรมานกว่าข้าเสียอีก”
เขาชี้ไปทางกลุ่มสาวใช้ซึ่งกำลังหน้าซีดและพยายามกลั้นอาเจียน
“ข้าบอกแล้วว่าหลังจากรู้ พวกเจ้าจะคิดว่าไม่รู้เสียยังดีกว่า ฮ่า ๆ ๆ!”
ทุกคนมองเขาด้วยสีหน้าพูดไม่ออก
หลังจากเล่าเรื่องราวน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนั้น ชายผู้นี้ยังติดตลกได้อีกจริง ๆ
“เอาเถอะ ข้าจะพูดเพียงเท่านี้ หวังว่าพวกท่านจะนำกลับไปขบคิดกันดู”
ยูรันเก็บไอสีดำและสีขาวกลับเข้าสู่ร่าง
“หากพูดมากกว่านี้คงไม่ต่างจากการเทศนา ซึ่งข้าไม่ชอบเท่าไร ข้าต้องไปแล้ว”
เซี่ยเยว่หลีลุกขึ้นทันที
“ข้าจะไปส่ง”
“ไม่ต้องหรอก ข้าจะกลับไปยังยอดเขาโดยตรง ใช้เวลาประมาณครึ่งวันก็น่าจะถึง”
ยูรันกำลังจะเดินออกไป แต่กลับชะงักเหมือนเพิ่งนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
“อ๋อ เกือบลืม”
เขาหยิบป้ายหยกออกมาสองชิ้น ก่อนยื่นให้เซี่ยเยว่หลี
“นี่คือป้ายสำหรับผ่านเข้าออกตำหนัก หากเจ้าไปถึงแล้วไม่พบข้า ก็แสดงป้ายให้เจ้างูสองตัวดู”
“จำชื่อของพวกมันเอาไว้ เฮยหลงกับเยว่หลิน เมื่อเห็นป้ายแล้วพวกมันจะเข้าใจเอง”
เซี่ยเยว่หลีรับป้ายหยกทั้งสองชิ้นมาเก็บไว้อย่างดี
ทุกคนภายในห้องอาหารต่างลุกขึ้น ก่อนประสานมือคารวะยูรันพร้อมกัน
“ขอบคุณคุณชายที่ชี้แนะ!”
เหล่าสาวใช้เองก็คุกเข่าลงคารวะ
“ขอบพระคุณคุณชายที่เมตตาและช่วยชี้แนะพวกเราด้วยเจ้าค่ะ!”
ยูรันพยักหน้ารับ ก่อนหันไปทางเซี่ยชางหมิง
“ตาแก่ หวังว่าคราวหน้าที่ข้ากลับมา คงไม่ต้องเห็นภาพอุจาดตาอย่างการปล่อยให้ลูกสาวของท่านกลับมาช่วยจัดการปัญหาอีกนะ”
เซี่ยชางหมิงสำลักเบา ๆ
“แค่ก ๆ! จะไม่มีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นอีก ข้าเองก็จะกลับไปฝึกฝนเช่นกัน”
เขาประสานมือให้ยูรันอย่างจริงจัง
“คำชี้แนะของเจ้าช่วยพวกเราเอาไว้มากทีเดียว”
ยูรันประสานมือคารวะทุกคน
“เช่นนั้นข้าคงไม่รบกวนเวลาของพวกท่านแล้ว”
“จากสิ่งที่ข้าพูดเมื่อครู่ ดูเหมือนบางคนคงอยากรีบกลับไปปิดด่านเพื่อทะลวงระดับย่อย ส่วนผู้ที่ยังไม่พบหนทาง ก็ควรใช้โอกาสนี้ค้นหาเป้าหมายใหม่ให้ตนเอง”
เขาเหลือบมองกลุ่มศิษย์ซึ่งกำลังกอดสำเนาตำราทำอาหาร
“เช่น ฝึกทำอาหารให้คุณหนูใหญ่ของพวกท่านพอใจ”
หลายคนเพิ่งตระหนักได้ว่า กำแพงคอขวดซึ่งขวางกั้นตนมานานหลายปีเริ่มคลายออกแล้วจริง ๆ
ผู้อาวุโสคนหนึ่งรีบประสานมือคารวะ
“ขอบคุณคุณชาย! ข้าจะกลับไปปิดด่านเดี๋ยวนี้!”
“คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคกลับช่วยคลายปมในใจของพวกเราได้ คุณชายช่างมีความสามารถลึกล้ำอย่างแท้จริง!”
ยูรันโบกมือเบา ๆ
“หากมีโอกาส คราวหน้าข้าจะพูดเรื่องมารและธรรมะให้ฟังก็แล้วกัน”
“หวังว่าเมื่อถึงตอนนั้น พวกท่านจะยังดูแลสุขภาพกันเป็นอย่างดี และรักษาจิตใจให้ปลอดโปร่งเอาไว้”
ดวงตาของทุกคนเป็นประกายขึ้นพร้อมกัน
[ยังมีเรื่องมารและธรรมะอีกหรือ?!]
เพียงคำชี้แนะในวันนี้ก็ทำให้หลายคนสัมผัสถึงโอกาสในการทะลวงคอขวด หากได้ฟังเพิ่มเติมอีกครั้ง บางทีพวกเขาอาจมีโอกาสทะลวงระดับใหญ่จริง ๆ!
“เรียนคุณชาย พวกเราจะพยายามอย่างเต็มที่!”
ยูรันพยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้นข้าไปแล้วนะ ขืนช้ากว่านี้คงเสียเวลาเดินทางมากเกินไป”
“เดี๋ยวก่อน”
เสียงของเซี่ยเยว่หลีดังขึ้น
ยูรันเพิ่งหันกลับมา เซี่ยเยว่หลีก็เดินเข้าไปหา ก่อนเขย่งปลายเท้าแล้วจูบลงบนแก้มของเขาเบา ๆ
จุ๊บ
“...”
ทั่วทั้งห้องอาหารตกอยู่ในความเงียบราวกับเวลาหยุดเดิน
เหล่าศิษย์พรรคมารอ้าปากค้าง ดวงตาแทบถลนออกจากเบ้า บางคนตกใจจนตำราทำอาหารในมือหลุดร่วงลงพื้น
“เมื่อครู่... คุณหนูใหญ่จูบเขาหรือ?”
“ข้าคงไม่ได้ตาฝาดใช่ไหม?”
“คุณหนูใหญ่ผู้ที่บุรุษเข้าใกล้สามก้าวก็อาจถูกตัดหัวเนี่ยนะ เป็นฝ่ายเข้าไปจูบบุรุษก่อน?!”
ศิษย์คนหนึ่งรีบตบหน้าสหายข้างกายเสียงดัง
เพียะ!
“โอ๊ย! เจ้าตบข้าทำไม?”
“ดูว่าเจ้ากำลังฝันอยู่หรือไม่”
“แล้วเหตุใดไม่ตบหน้าตัวเองเล่า!”
ทางด้านเหล่าสาวใช้ พวกนางต่างยกมือปิดปากเพื่อไม่ให้เผลอกรีดร้องออกมา
สาวใช้คนที่เข้าไปปลุกทั้งสองเมื่อวานเบิกตากว้าง ก่อนกระซิบกับสหาย
“ข้าบอกแล้วว่าคุณหนูใหญ่พาบุตรเขยกลับมา!”
“ไม่ใช่เพียงพากลับมา ดูเหมือนนางจะไม่ยอมปล่อยให้เขาหลุดมือไปด้วย!”
“เมื่อคืนนอนกอด ตอนเช้าเกาะแขน ตอนนี้ยังจูบส่งก่อนกลับอีก...”
“นี่มันเกินกว่าคำว่าสหายไปไกลแล้ว!”
หัวหน้าสาวใช้กอดตำราทำอาหารแน่น ก่อนพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง
“จำเอาไว้ให้ดี ต่อจากนี้ต้องดูแลคุณชายผู้นี้อย่างดีที่สุด”
สาวใช้คนหนึ่งถามเบา ๆ
“เพราะเขาเป็นผู้มีพระคุณของพวกเราหรือเจ้าคะ?”
“เพราะหากเขาไม่ยอมกลับมา คุณหนูใหญ่อาจอาละวาดจนตัดหัวพวกเราทั้งหมดต่างหาก!”
เหล่าสาวใช้หน้าซีดลงพร้อมกัน ก่อนจดจำคำเตือนนั้นไว้ในใจทันที
ส่วนเหล่าผู้อาวุโสต่างหันมองหน้ากันด้วยสีหน้าซับซ้อน
ผู้อาวุโสคนหนึ่งลูบเครา ก่อนกล่าวอย่างครุ่นคิด
“มีความสามารถลึกล้ำ ทำอาหารเลิศรส ถ่ายทอดวิชาโดยไม่หวงแหน ทั้งยังชี้แนะหนทางฝึกตนให้พวกเรา...”
อีกคนพยักหน้าตาม
“นับว่าเหมาะสมกับคุณหนูใหญ่อย่างยิ่ง”
ผู้อาวุโสคนที่สามประสานมือไปทางเซี่ยชางหมิง
“ขอแสดงความยินดีกับท่านเจ้าสำนักที่ได้บุตรเขยผู้ประเสริฐ!”
“ขอแสดงความยินดีกับท่านเจ้าสำนัก!”
เหล่าผู้อาวุโสคนอื่นพากันประสานมือแสดงความยินดีตาม
เซี่ยชางหมิงยืนแข็งทื่อราวกับถูกฟ้าผ่า ใบหน้ากระตุกไม่หยุด ขณะที่สายตามองบุตรสาวของตนด้วยความเจ็บปวด
[ลูกรักของข้า...]
[ข้าเลี้ยงดูเจ้ามาเกือบห้าสิบปี แต่เจ้ากลับเป็นฝ่ายจูบบุรุษที่เพิ่งรู้จักกันไม่กี่วันต่อหน้าข้า?!]
พรูด!
เซี่ยชางหมิงกระอักเลือดออกมาอีกคำ
มู่เฉิงรีบเข้าไปประคองเขาอย่างชำนาญ
“ท่านเจ้าสำนัก ท่านกระอักเลือดอีกแล้วขอรับ”
“ข้ารู้แล้ว! ไม่ต้องรายงาน!”
มู่เฉิงมองเซี่ยเยว่หลีซึ่งยังคงยืนอยู่ข้างยูรัน ก่อนขยับเข้าไปกระซิบกับเซี่ยชางหมิง
“ท่านเจ้าสำนัก ข้าว่าตอนนี้ท่านไม่มีสิทธิ์พิจารณาเรื่องบุตรเขยแล้วนะขอรับ”
เซี่ยชางหมิงถลึงตาใส่เขา
“หุบปาก!”
ยูรันไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรมากนัก เขาเพียงนึกบางอย่างขึ้นมาได้อีกครั้ง
“อ๋อ เกือบลืมอีกเรื่อง”
เขาหันไปทางเซี่ยเยว่หลี
“หากเจ้าอยากไปกับข้าก็ได้นะ สำนักมีข้อบังคับให้ศิษย์ใหม่ออกไปทำภารกิจอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุกสามถึงสี่เดือน ตอนนี้ข้ายังไม่พ้นช่วงศิษย์ใหม่ จึงต้องออกไปทำภารกิจตามกำหนดอยู่”
เซี่ยเยว่หลีพยักหน้าทันที
“อื้ม ข้าจะไปกับเจ้า”
“ตกลง ถึงตอนนั้นข้าจะมาหาแล้วกันหวังว่าฝึกจะดีขึ้นนะ”
ยูรันยกมือโบกลา ก่อนก้าวขึ้นไปเหยียบบนอากาศ
วูบ!
เพียงก้าวเดียว ร่างของเขาก็หายไปจากสายตาและขอบเขตจิตสัมผัสของทุกคนอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้ากลับสู่สำนักเมฆาจันทร์
เหล่าศิษย์รีบวิ่งออกมามองตามด้วยความตื่นเต้น
“สุดยอด! นี่สินะเหยียบเวหากับก้าวพริบตา!”
“เพียงก้าวเดียวก็หายไปจากทั้งสายตาและจิตสัมผัสของพวกเราแล้ว!”
“โคตรเจ๋ง!”
ศิษย์คนหนึ่งชูสำเนาตำราทำอาหารขึ้นเหนือศีรษะ
“พวกเรายังยืนรออะไรกันอยู่! คนที่ติดคอขวดก็ไปปิดด่าน ส่วนคนที่เหลือไปฝึกทำอาหารสิ!”
“โอ้วววววว!"