คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 85 แต่ว่าข้ามีงานเพิ่มให้พวกเจ้า7,397 ตัวอักษร

ตอนที่ 85 แต่ว่าข้ามีงานเพิ่มให้พวกเจ้า

สองวันก่อนยูรันจะเดินทางกลับมาถึงยอดเขาจันทรา

หนานอวี้กำลังเดินวนไปวนมาอยู่บนดาดฟ้าตำหนัก ไม่รู้ว่าเป็นรอบที่เท่าไรแล้ว

“อ๊ากกกกก! ศิษย์น้องหายไปห้าวันแล้วนะ!”

“อ๊ากกกกกกก!”

หลานชิงอวี้ซึ่งนั่งมองอยู่นานยกมือกุมหน้าผาก

“ข้าขอร้องเถอะเจ้าค่ะศิษย์พี่สาม นั่งลงเสียที ท่านเดินวนมาตลอดทั้งวันแล้วนะ”

นางแค่นเสียงเบา ๆ ก่อนกล่าวต่อ

“อีกอย่างก็เพราะท่านนั่นแหละ ศิษย์พี่ยูถึงต้องออกไปทำธุระเพียงลำพัง”

หนานอวี้หยุดเดิน ก่อนหันขวับมามอง

“ชิงอวี้! เจ้าจะไม่ยอมเลิกโทษข้าเรื่องนี้เลยใช่ไหม!”

“เจ้าค่ะ ข้าจะโทษท่านไปตลอดนั่นแหละ”

“เจ้า!”

ไป๋หลิงมองทั้งสองคนด้วยความเหนื่อยหน่าย ก่อนวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ

“พวกเจ้าหยุดทะเลาะกันก่อน”

จากนั้นนางจึงหันไปทางหนานอวี้

“เจ้าก็นั่งลงได้แล้ว ตอนนี้มีเรื่องสำคัญกว่า ข้าต้องกลับเมืองหลอมศิลาแล้ว”

หนานอวี้ชะงักทันที

“ว่าอย่างไรนะ? ศิษย์พี่รอง ท่านไม่รอให้ศิษย์น้องกลับมาก่อนหรือ?”

ไป๋หลิงส่ายหน้า

“รอไม่ได้แล้ว ข้าจำเป็นต้องออกเดินทางวันนี้”

หลิงเยวี่ยซึ่งนั่งจิบชาอยู่ด้านข้างกล่าวขึ้น

“หนานอวี้ เจ้าเดินทางไปกับไป๋หลิง”

“อาจารย์ ข้าไม่อยากไป!”

หนานอวี้รีบเข้าไปเกาะแขนหลิงเยวี่ย

“ให้ชิงอวี้ไปแทนไม่ได้หรือ? ข้าอยากอยู่รอศิษย์น้อง แล้วค่อยออกเดินทางไปพร้อมกับเขา”

“ไม่ได้”

หลิงเยวี่ยปฏิเสธทันที

“ให้ชิงอวี้อยู่เป็นเพื่อนข้าที่นี่ เพื่อรอรันเอ๋อร์กลับมา”

นางเหลือบมองหนานอวี้ด้วยสายตาตำหนิ

“เพราะนิสัยอารมณ์ร้อนของเจ้านั่นแหละ รันเอ๋อร์ถึงต้องรีบร้อนแยกตัวออกไปโดยไม่พาพวกเจ้าไปด้วย”

หนานอวี้หงอยลงทันที

“ข้าเข้าใจแล้ว...”

ไม่ไกลออกไป เฮยหลงกับเยว่หลินกำลังยืนรอให้ทุกคนประเมินอาหารกลางวันที่พวกมันเพิ่งทำเสร็จ

งูทั้งสองมองหน้ากันด้วยแววตาสิ้นหวัง

[นายท่าน เมื่อไรท่านจะกลับมา...]

[ฮือ ๆ ท่านจากไปเพียงห้าวัน แต่ชีวิตบนยอดเขาแห่งนี้กลับไม่ต่างจากนรกเลย!]

หลานชิงอวี้เหลือบมองอาหารบนโต๊ะ ก่อนสูดกลิ่นเบา ๆ

“อืม กลิ่นดีขึ้นกว่าเดิมนะ”

ดวงตาของเฮยหลงกับเยว่หลินเป็นประกายขึ้นทันที

ทว่าประโยคถัดมากลับทำลายความหวังของพวกมันจนหมดสิ้น

“เอาไปทำปุ๋ยได้แล้ว”

“...”

งูทั้งสองมองหน้ากันด้วยความสิ้นหวัง

[ในเมื่อดีขึ้นแล้ว เหตุใดพวกท่านถึงยังไม่ยอมชิมแม้แต่คำเดียวเล่า?!]

แม้จะอยากร้องไห้เพียงใด พวกมันก็ทำได้แค่ก้มหน้ารับคำสั่ง

“ขอรับ...”

“เจ้าค่ะ...”

สองวันต่อมา ช่วงเที่ยงวัน

ร่างของยูรันพุ่งผ่านท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง ก่อนมุ่งตรงเข้าสู่ยอดเขาจันทรา

เมื่อเข้าใกล้ตำหนัก เขาก็พบหลิงเยวี่ยกับหลานชิงอวี้อยู่บนดาดฟ้า ส่วนเฮยหลงและเยว่หลินกำลังยืนตัวแข็ง รอให้ทั้งสองประเมินอาหารกลางวันที่เพิ่งทำเสร็จ

วูบ!

ยูรันก้าวผ่านอากาศ ก่อนปรากฏตัวขึ้นบนหลังคาตำหนักในพริบตา

หลานชิงอวี้หันไปมอง ดวงตาเป็นประกายขึ้นทันที

“ศิษย์พี่ยู ท่านกลับมาแล้ว!”

นางวิ่งเข้าไปกอดเขาโดยไม่ลังเล

เฮยหลงกับเยว่หลินเองก็น้ำตาแทบไหล

[นายท่านกลับมาแล้ว!]

[ในที่สุดนรกแห่งนี้ก็จะสิ้นสุดลงเสียที!]

ยูรันลูบศีรษะหลานชิงอวี้เบา ๆ ก่อนถามขึ้น

“เกิดเรื่องอะไรหรือเปล่า แล้วศิษย์พี่รองกับศิษย์พี่สามไปไหน?”

“พวกนางเดินทางไปเมืองหลอมศิลาตั้งแต่สองวันก่อนแล้วเจ้าค่ะ”

“ข้าเข้าใจแล้ว”

ยูรันเดินเข้าไปประสานมือคารวะหลิงเยวี่ย

“ศิษย์คารวะอาจารย์”

หลิงเยวี่ยพยักหน้ารับ ก่อนถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“ไปไหนมา?”

“ไปตรวจสอบอะไรบางอย่างมานิดหน่อย”

“เล่าให้หมด”

“...”

ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเริ่มเล่าตั้งแต่ต้น

“ระหว่างที่ข้ากับศิษย์พี่สามและชิงอวี้กำลังจะออกไปทำภารกิจ ศิษย์พี่เย่ก็เสนอหน้าเข้ามาบอกว่าจะช่วย แถมยังเตรียมเรือเหาะเอาไว้ให้ด้วย พวกเราจึงเดินทางไปด้วยกันสี่คน”

“ระหว่างทางศิษย์พี่เย่คงอารมณ์ไม่ดี เอาแต่ยืนตากลมอยู่ตรงหัวเรือ ไม่ยอมเข้าไปพักด้านใน”

หลานชิงอวี้สำลักเบา ๆ

“แค่ก ๆ ศิษย์พี่ยู ข้าว่ารายละเอียดตรงนั้นไม่จำเป็นต้องเล่าก็ได้นะเจ้าคะ”

“ช่างเถอะน่า ข้าเล่าถึงไหนแล้วนะ?”

“ถึงเมืองทิวาเมฆาแล้วเจ้าค่ะ”

“อ๋อ พอไปถึงเมือง ข้าคิดว่าจะหาโรงเตี๊ยมพักก่อน แล้วค่อยใช้เวลาสักสองวันรวบรวมข้อมูล”

ยูรันเลียนน้ำเสียงของเย่อ้าวเทียน

“แต่ศิษย์พี่เย่กลับพูดว่า ‘เจ้ามาทำภารกิจหรือมาเที่ยวเล่นกันแน่? ภารกิจสัตว์อสูรคลุ้มคลั่งง่าย ๆ เพียงเท่านี้ ยังต้องเสียเวลาหาข้อมูลอีกหรือ ข้าจะไปจัดการเอง!’”

“จากนั้นเขาก็พุ่งออกไปทำภารกิจเพียงลำพัง”

หลานชิงอวี้กระแอมอีกครั้ง

“แค่ก ๆ ศิษย์พี่ยู ข้าว่าตรงนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเล่าเหมือนกันเจ้าค่ะ”

“ชิงอวี้ อย่าขัดสิ เดี๋ยวข้าลืม”

หลิงเยวี่ยยกมือกุมขมับ

เพียงได้ฟังเรื่องของเย่อ้าวเทียน นางก็อยากซัดฝ่ามือใส่อีกฝ่ายให้ปลิวหายไปจากยอดเขา

“เล่าต่อ”

“ระหว่างที่พักอยู่ในโรงเตี๊ยม ศิษย์พี่สามเผลอสังหารบุตรชายเจ้าเมือง ข้าจึงให้พวกนางรออยู่ที่นั่น ส่วนข้าจะออกไปสืบหาข้อมูลเพียงลำพัง”

ยูรันกล่าวต่ออย่างเป็นธรรมชาติ

“ข้าอาศัยภาพลักษณ์คนตาบอด เข้าไปนั่งหาข่าวอยู่ในหอนางโลมสองคืน”

หลานชิงอวี้เบิกตากว้าง

“ศิษย์พี่ยู นี่ท่าน...”

“ชิงอวี้ ข้าบอกว่าอย่าขัดไง ตั้งใจฟัง”

หลานชิงอวี้เม้มริมฝีปาก ก่อนยอมเงียบแต่โดยดี

“ที่หอนางโลม ข้าได้พบสตรีผู้หนึ่ง นางเพิ่งสังหารสหายของเจ้าเมืองไป พวกเราจึงได้รู้จักและกลายเป็นสหายกัน”

หลิงเยวี่ยหรี่ตาลง

“นางชื่อเยว่หลีใช่หรือไม่?”

ยูรันชะงัก

“ใช่แล้ว ท่านอาจารย์รู้จักนางได้อย่างไร?”

เข่าของหลานชิงอวี้แทบอ่อนแรง

[หรือว่าเรื่องที่ศิษย์พี่เย่พูดในวันนั้นจะเป็นความจริง?]

[ไม่นะ! หรือศิษย์พี่ยูจะถูกสตรีอื่นคาบไปกินแล้ว?!]

หลิงเยวี่ยตอบด้วยน้ำเสียงเย็นลงเล็กน้อย

“เย่อ้าวเทียนมารายงานว่า เจ้าพาสตรีนามเยว่หลีเที่ยวไปทั่วเมือง ทั้งยังแนะนำว่านางเป็นคนรักของเจ้า”

“อาจารย์ล้อเล่นแล้ว”

ยูรันโบกมือทันที

“หลังจากรู้จักกันในคืนนั้น เช้าวันต่อมาข้านึกสนุกขึ้นมา จึงขอให้นางไปดูศิษย์พี่เย่ทำภารกิจเป็นเพื่อน”

“จากนั้นข้าก็แกล้งแนะนำว่านางเป็นคนรัก เพื่อยั่วให้ศิษย์พี่เย่อิจฉาเล่นเท่านั้น”

ยูรันหัวเราะเบา ๆ

“หลังจากแกล้งเขาเสร็จ พวกเราก็รีบหนีออกมา ส่วนศิษย์พี่เย่โกรธจนกระอักเลือดออกมาคำโต เดิมทีเขาก็บาดเจ็บหนักจากสัตว์อสูรอยู่แล้ว สภาพจึงแทบดูไม่ได้เลย”

หลิงเยวี่ยจ้องเขานิ่ง

“แค่นั้น?”

“ใช่ แค่นั้น”

ยูรันพยักหน้าอย่างจริงจัง

“หลังจากนั้นข้าก็ไปช่วยศิษย์พี่สามกับชิงอวี้ พวกนางถูกจับตัวไปและโดนยาปลุกกำหนัด ข้าจึงดูดพิษออกมาไว้ในร่างของตัวเอง”

“จากนั้นข้าก็ออกจากเมืองพร้อมเยว่หลี นางมาจากพรรคมารอัสดงอะไรสักอย่าง พอเดินทางไปถึงก็พบว่าผู้อาวุโสใหญ่ของพรรคกำลังใช้ผลึกชนิดเดียวกับที่ทำให้สัตว์อสูรคลุ้มคลั่ง ข้าจึงช่วยนางจัดการปัญหาเล็กน้อยก่อนกลับมา”

หลิงเยวี่ยหรี่ตามองเขาอย่างจับผิด

“เจ้าไม่ได้มีอะไรกับนางใช่หรือไม่?”

“ก็ต้องไม่มีสิ ข้าจะไปมีอะไรกับนางได้อย่างไร?”

ยูรันตอบโดยไม่ลังเล

“ร่างกายของข้าต้านพิษปลุกกำหนัดได้ทุกชนิด ต่อให้เอายาพวกนั้นมากองถมตัวข้า ก็ไม่มีผลอะไรหรอก”

หลิงเยวี่ยกับหลานชิงอวี้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกพร้อมกัน

หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบ ปิดบังรอยยิ้มบางตรงมุมปาก

[รันเอ๋อร์ของข้ายังบริสุทธิ์อยู่]

หลานชิงอวี้เองก็ลูบหน้าอก ปลอบหัวใจที่กำลังเต้นแรงของตน

[ข้าคิดมากไปเองจริง ๆ ศิษย์พี่ยูไม่ใช่คนแบบนั้นอยู่แล้ว]

ยูรันลุกขึ้นยืน ก่อนบิดขี้เกียจเล็กน้อย“แต่ว่าข้ามีงานเพิ่มให้พวกเจ้า”

“เดี๋ยวข้าทำอะไรให้ชิงอวี้กับอาจารย์กินก่อน หลังจากกินเสร็จ ข้าจะเดินทางไปเมืองหลอมศิลา”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มออกมา

“ระหว่างทางเผื่อจะได้เจอศิษย์พี่เย่ แล้วแกล้งให้เขากระอักเลือดอีกสักหน่อย”

ดวงตาของหลานชิงอวี้เป็นประกายทันที

“เย้! ข้าไม่ได้กินอาหารฝีมือศิษย์พี่มาตั้งเจ็ดวัน รู้สึกเหมือนกำลังจะลงแดงตายแล้วเจ้าค่ะ!”

นางเหลือบมองเฮยหลงกับเยว่หลิน

“ทุกวันนี้ข้าได้แต่ดมอาหารที่งูสองตัวนี้ทำ จนรู้สึกว่าจมูกกำลังจะติดพิษแล้ว”

ยูรันหันไปทางงูทั้งสอง

“หืม?”

เยว่หลินสะดุ้ง ก่อนรีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามาคุกเข่าตรงหน้ายูรัน

“ข้าพยายามอย่างเต็มที่แล้วเจ้าค่ะ! ท่านชิงอวี้เองก็บอกว่าอาหารของพวกเราดีขึ้นแล้วด้วย!”

ยูรันหรี่ตามองนาง

“ฟังดูเหมือนกำลังแก้ตัวนะ ดีขึ้นจริงหรือเปล่า?”

หลานชิงอวี้ตอบตามความจริง

“กลิ่นดีขึ้นจริงเจ้าค่ะ แต่ข้าก็ยังไม่กล้ากินอยู่ดี”

หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“ข้าไม่อยากกินอาหารที่ผู้อื่นทำเท่าไร”

เฮยหลงกับเยว่หลินก้มหน้าลงอย่างสิ้นหวัง

ยูรันเดินเข้าไปตบไหล่พวกมันคนละข้าง

“ข้าเข้าใจ การทำอาหารให้ถูกใจทุกคนภายในเวลาเพียงไม่กี่วันย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย”

“แต่อย่างน้อยพวกเจ้าก็ยังพยายามทำทุกวัน เหนื่อยหน่อยนะ”

เฮยหลงกับเยว่หลินเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความซาบซึ้ง

“ขอบคุณขอรับ นายท่าน!”

“ขอบคุณเจ้าค่ะ นายท่าน!”

“แต่ว่าข้ามีงานเพิ่มให้พวกเจ้า”