คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 86 ข้ามีนามว่าลู่ชิงถานเจ้าค่ะ7,767 ตัวอักษร

ตอนที่ 86 ข้ามีนามว่าลู่ชิงถานเจ้าค่ะ

สีหน้าซาบซึ้งของงูทั้งสองแข็งค้างทันที

ยูรันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“พวกเจ้าจะได้ไม่ต้องเครียดอยู่กับการทำอาหารเพียงอย่างเดียว แถมยังได้ออกไปเดินเหินยืดเส้นยืดสายบ้าง”

เฮยหลงถามด้วยความหวาดระแวง

“งานอะไรหรือขอรับ?”

ยูรันหยิบหนังสือ แผนผัง และเอกสารจำนวนหนึ่งออกมา ก่อนยื่นให้พวกมัน

“ขุดบ่อ”

“...”

“เดิมทีพื้นที่รอบตำหนักต้องมีบ่อมากกว่านี้ แต่ข้ายังไม่มีเวลาทำ เพราะต้องเตรียมทั้งฟาร์มสัตว์อสูร สวนผลไม้ และแปลงสมุนไพรวิญญาณ”

เขาตบกองเอกสารเบา ๆ

“เพราะฉะนั้น งานขุดบ่อเพิ่มเติมต้องฝากพวกเจ้าแล้ว”

เฮยหลงกับเยว่หลินมองเอกสารในมือด้วยสีหน้าราวกับเพิ่งตกลงสู่นรกอีกชั้นหนึ่ง

ยูรันเอียงคอ

“ทำไม ไม่อยากทำหรือ?”

งูทั้งสองรีบส่ายหน้าพร้อมกัน

“อยากทำขอรับ!”

“ข้าอยากทำมากเจ้าค่ะ!”

แม้ในใจจะร้องไห้ แต่พวกมันมีสิทธิ์ปฏิเสธเสียที่ไหน

หลังจากยูรันทำอาหารเสร็จ ทั้งสามคนกับงูอีกสองตัวก็นั่งกินอาหารกลางวันร่วมกันเช่นเคย เพียงแต่เฮยหลงกับเยว่หลินแยกไปนั่งอีกโต๊ะหนึ่ง

ระหว่างกิน ยูรันหันไปทางงูทั้งสอง

“เมื่อครู่พวกเจ้าได้ยินชื่อเยว่หลีหรือเปล่า?”

เฮยหลงกับเยว่หลินรีบพยักหน้า

“ได้ยินขอรับ”

“ได้ยินเจ้าค่ะ”

“ชื่อเต็มของนางคือเซี่ยเยว่หลี นางเป็นคนในราชวงศ์ หากนับตามลำดับศักดิ์ของครอบครัว ดูเหมือนนางจะเป็นหลานของเซี่ยหลานอิง”

ยูรันคีบอาหารเข้าปาก ก่อนกล่าวต่ออย่างไม่ใส่ใจ

“ในอนาคตนางอาจมาหาข้า ข้ามอบป้ายผ่านเข้าออกตำหนักให้นางแล้ว หากพวกเจ้าเห็นป้ายก็ปล่อยให้นางเข้ามาได้เลย”

หลานชิงอวี้หยุดตะเกียบทันที

สิ่งที่ทำให้นางตกใจไม่ใช่ฐานะในราชวงศ์ของเซี่ยเยว่หลี แต่เป็นเรื่องป้ายผ่านเข้าตำหนักต่างหาก

“ว่าอย่างไรนะ?! ศิษย์พี่มอบป้ายผ่านเข้าตำหนักให้นางด้วยหรือเจ้าคะ?”

“แล้วทำไม?”

ยูรันเอียงคออย่างไม่เข้าใจ

“ข้ายังเคยมอบให้ผู้อาวุโสซูกับเซี่ยหลานอิงเลยนี่”

“มันก็ใช่อยู่หรอก แต่ว่า...”

หลานชิงอวี้อยากโต้แย้ง แต่กลับนึกเหตุผลที่ฟังขึ้นมาไม่ได้

นางจึงทำได้เพียงเม้มริมฝีปาก ก่อนก้มหน้ากินอาหารด้วยความไม่พอใจ

หลิงเยวี่ยเองก็รู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อย แต่ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา

นางเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบ พลางคิดอยู่ในใจว่า ป้ายผ่านเข้าตำหนักของรันเอ๋อร์ดูเหมือนจะถูกแจกให้สตรีมากเกินไปแล้ว

ช่วงบ่าย หลังจากกินอาหารและเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย ยูรันก็พร้อมออกเดินทางไปยังเมืองหลอมศิลา

หลานชิงอวี้รีบวิ่งตามเขามาทันที

“ศิษย์พี่ยู ข้าไปด้วย!”

“ไม่ได้”

ยูรันปฏิเสธโดยไม่เสียเวลาคิด

หลานชิงอวี้ชะงัก ก่อนถามด้วยความไม่พอใจ

“อะไรนะ? เหตุใดข้าถึงไปด้วยไม่ได้?”

“เจ้าอยู่เป็นเพื่อนอาจารย์ที่นี่”

ยูรันตอบอย่างเป็นธรรมชาติ

“คราวก่อนศิษย์พี่รองเป็นคนอยู่ดูแลอาจารย์ เพราะฉะนั้นคราวนี้ถึงตาของเจ้าแล้ว”

หลานชิงอวี้หงอยลงราวกับสุนัขที่ถูกทิ้งให้อยู่เฝ้าบ้าน

“ข้าเข้าใจแล้วค่ะ...”

ก่อนออกเดินทาง ยูรันกลับขึ้นไปบนดาดฟ้าเพื่อบอกลาหลิงเยวี่ย

“อาจารย์ ข้าจะไปเมืองหลอมศิลาแล้วนะ”

หลิงเยวี่ยพยักหน้า

“ระวังตัวด้วย อย่าก่อเรื่องจนบาดเจ็บกลับมาอีก”

“ข้าจะพยายาม”

ยูรันตอบอย่างไม่รับปากนัก ก่อนชี้ไปทางเฮยหลงกับเยว่หลินซึ่งกำลังกอดแบบแปลนบ่อเอาไว้ด้วยสีหน้าสิ้นหวัง

“ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ ฝากอาจารย์กับชิงอวี้ช่วยดูพวกมันขุดบ่อด้วยนะ”

หลิงเยวี่ยเลิกคิ้ว

“เจ้าจะให้อาจารย์คุมงูสองตัวขุดบ่อหรือ?”

“แค่นั่งดูก็พอ ไม่เหนื่อยหรอก”

ยูรันกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“ตำแหน่ง ความลึก และขนาดของบ่อต้องเป็นไปตามแบบที่ข้าวางไว้ทุกอย่าง หากขุดผิด พื้นที่เพาะพันธุ์จะมีปัญหา ผลผลิตลดลง และรายได้ของยอดเขาก็จะหดหายตามไปด้วย”

เมื่อได้ยินคำว่า ‘รายได้หดหาย’ หลิงเยวี่ยก็พยักหน้ารับทันที

“เข้าใจแล้ว ข้าจะจับตาดูพวกมันเอง”

เฮยหลงกับเยว่หลินก้มมองแบบแปลนในมือ ก่อนน้ำตาแทบไหลออกมา

[แม้แต่นายท่านหลิงก็เข้าร่วมควบคุมงานด้วย...]

[คราวนี้พวกเราคงแอบพักไม่ได้แล้วจริง ๆ]

ยูรันประสานมือคารวะหลิงเยวี่ย

“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”

พูดจบ เขาก็ก้าวขึ้นไปบนอากาศ

วูบ!

เพียงก้าวเดียว ร่างของยูรันก็พุ่งออกไปไกลจนแทบมองไม่เห็น ก่อนก้าวซ้ำอีกไม่กี่ครั้งแล้วหายลับไปจากทั้งสายตาและขอบเขตจิตสัมผัส

หลานชิงอวี้ยืนอ้าปากค้าง มองไปยังทิศทางที่เขาจากไปด้วยสีหน้างุนงง

“เมื่อครู่ศิษย์พี่ยูใช้วิชาอะไรเจ้าคะ?”

“เหตุใดถึงรวดเร็วขนาดนั้น? เขาอยู่เพียงขอบเขตสร้างรากฐานไม่ใช่หรือ ผู้ฝึกตนระดับนี้ไม่น่าจะเหาะเหินเดินอากาศได้ด้วยซ้ำ!”

หลิงเยวี่ยเองก็มองท้องฟ้าด้วยความสงสัยไม่แพ้กัน

แต่นางไม่ได้กังวลมากนัก เพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างใจเย็น

“เอาไว้รอเขากลับมาแล้วค่อยถามก็แล้วกัน”

ระหว่างเดินทางไปยังเมืองหลอมศิลา ยูรันหลงทางอยู่หลายครั้ง

แม้ก้าวพริบตากับเหยียบเวหาจะทำให้เดินทางได้อย่างรวดเร็ว แต่หากมุ่งหน้าไปผิดทิศ ต่อให้รวดเร็วเพียงใดก็ไม่มีประโยชน์

กว่าจะสอบถามเส้นทางจากผู้คนระหว่างทางจนมาถูกต้อง ดวงอาทิตย์ก็เริ่มคล้อยต่ำลงใกล้ขอบฟ้าแล้ว

เมื่อมองเห็นกำแพงเมืองหลอมศิลาอยู่ไกล ๆ ยูรันจึงร่อนลงในป่าซึ่งห่างจากประตูเมืองไม่มากนัก

หากเหยียบอากาศเข้าไปกลางเมืองทั้งที่มีตบะเพียงขอบเขตสร้างรากฐาน ย่อมดึงดูดสายตามากเกินไป

เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าทางประตูเมืองตามปกติ ให้ดูเหมือนนักเดินทางธรรมดาคนหนึ่ง

ทว่าในขณะที่เหลือระยะทางอีกไม่ไกล ยูรันกลับได้กลิ่นคาวเลือดลอยมาตามสายลม

บนถนนเบื้องหน้า รถม้าหรูหราคันหนึ่งจอดขวางอยู่กลางทาง รอบรถม้ามีศพองครักษ์นอนกระจัดกระจาย ส่วนผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ล้วนได้รับบาดเจ็บสาหัส

กลุ่มโจรในชุดดำกว่าสิบคนกำลังล้อมรถม้าเอาไว้

หญิงสาวในชุดสีเขียวอ่อนยืนอยู่หน้าประตูรถม้า ใบหน้าซีดเผือด แต่ยังพยายามควบคุมไม่ให้ตนเองสั่น

นางมีนามว่า ลู่ชิงถาน

“พวกท่านอยากได้สิ่งใดก็เอาไปเถอะเจ้าค่ะ เงินทองและทรัพย์สินทั้งหมดอยู่ในรถม้า ขอเพียงอย่าทำร้ายพวกเราเลย”

หัวหน้าโจรแค่นเสียง

“ผู้ใดสนใจเงินทองเล็กน้อยของเจ้า?”

มันยื่นมือออกมา ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“พวกเราต้องการป้ายหยก ส่งมันมา!”

องครักษ์แซ่จางซึ่งนอนจมกองเลือดอยู่ข้างรถม้าพยายามยันตัวลุกขึ้น

“ไม่ได้นะคุณหนู... ป้ายหยกนั่นมอบให้พวกมันไม่ได้เด็ดขาด...”

หัวหน้าโจรหันไปเตะเขาจนกลิ้งออกไป

“หุบปาก!”

ในขณะนั้นเอง ยูรันก็เดินออกมาจากแนวป่า

ทุกคนหันมามองเขาพร้อมกัน

เมื่อเห็นว่าเป็นเพียงเด็กหนุ่มสวมผ้าปิดตาสีดำ ทั้งยังมีตบะอยู่แค่ขอบเขตสร้างรากฐาน เหล่าโจรจึงไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก

ยูรันเองก็ไม่ได้หยุดฝีเท้า

เขาหันหน้าไปทางประตูเมือง แล้วเดินผ่านเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับไม่รับรู้ว่ากำลังเกิดสิ่งใดขึ้น

[จะฆ่ากันทั้งที ทำไมไม่ไปฆ่ากันไกล ๆ]

[ข้ามองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น...]

[อีกเพียงนิดเดียวก็จะถึงประตูเมืองแล้ว อย่าเอาเรื่องยุ่งยากมาให้ข้าเลย]

ทว่าหัวหน้าโจรกลับสังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติ

คนตาบอดที่ใดจะเดินตรงไปยังประตูเมืองได้อย่างแม่นยำถึงเพียงนั้น?

ฝีเท้าของยูรันมั่นคง ไม่มีอาการคลำทางหรือลังเลแม้แต่น้อย ทั้งยังไม่ใช้ไม้เท้าช่วยนำทางอีกด้วย

เห็นได้ชัดว่าต้องเป็นผู้บำเพ็ญซึ่งกำลังใช้จิตสัมผัสตรวจสอบเส้นทาง!

หัวหน้าโจรจึงรีบตะโกนเรียก

“หยุดก่อน ไอ้คนตาบอด!”

ยูรันหยุดฝีเท้าอย่างจำใจ ก่อนหันกลับไปทางต้นเสียง

“พี่ชาย ท่านกำลังพูดกับข้าหรือ?”

“ก็พูดกับแกนั่นแหละ!”

หัวหน้าโจรหรี่ตามองเขาอย่างระแวดระวัง

“แกเห็นเหตุการณ์ตรงนี้แล้วใช่ไหม?”

ยูรันพยายามแสร้งทำเป็นสับสน

“พี่ชาย ข้าเป็นคนตาบอด จะมองเห็นอะไรได้อย่างไร?”

“อย่ามาทำไขสือ!”

หัวหน้าโจรชี้ไปยังเส้นทางที่ยูรันเพิ่งเดินผ่านมา

“คนตาบอดอะไรเดินออกจากป่าเป็นเส้นตรง ท่าทางมั่นคง แถมยังมุ่งหน้าไปยังประตูเมืองอย่างแม่นยำโดยไม่ใช้ไม้เท้า?”

“แกต้องเป็นผู้บำเพ็ญที่กำลังใช้จิตสัมผัสอยู่แน่!”

ยูรันนิ่งไปเล็กน้อย

[บัดซบ ไอ้โง่นี่ดันเสือกฉลาดขึ้นมาเสียอย่างนั้น]

เขายังคงแสดงละครต่อไปด้วยสีหน้าเป็นธรรมชาติ

“พี่ชาย ข้าตาบอดมาตั้งแต่เกิด เดินโดยอาศัยเสียงและความเคยชินมานานแล้ว การเดินตรงจึงไม่ใช่เรื่องแปลก”

“ส่วนทางเข้าประตูเมือง ข้าหลงทางมาหลายรอบและสอบถามผู้คนมาตลอดทาง จึงพอรู้ว่าควรเดินไปทางไหนเท่านั้นเอง”

หัวหน้าโจรขมวดคิ้วครุ่นคิด

คำอธิบายของยูรันฟังดูมีเหตุผล คนตาบอดที่ใช้ชีวิตเช่นนี้มาตั้งแต่เกิดย่อมเดินได้คล่องแคล่วกว่าคนทั่วไป

แต่มันยังคงรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

สายตาของหัวหน้าโจรเลื่อนไปยังพื้นถนน ก่อนพบว่าตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ยูรันเดินหลบทั้งศพ แอ่งเลือด และอาวุธที่ตกอยู่บนพื้นได้อย่างพอดิบพอดี

มันจึงแสยะยิ้ม

“ถ้าแกมองไม่เห็นจริง แล้วเหตุใดถึงเดินหลบศพบนพื้นได้ทั้งหมด?”

ยูรันนิ่งค้างไปเล็กน้อย

[เวร ดันพลาดเรื่องนี้เสียได้]

[เพราะนิสัยไม่ชอบเหยียบของแปลก ๆ แท้ ๆ แล้วคราวนี้จะเอาอย่างไรดี?]

ลู่ชิงถานเห็นหัวหน้าโจรเริ่มสงสัยในตัวเด็กหนุ่มตาบอด จึงตัดสินใจเดิมพันกับเขาทันที

“คุณชาย ได้โปรดช่วยพวกเราด้วยเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะตอบแทนท่านอย่างแน่นอน!”

ยูรันหันหน้าไปทางนาง

“แล้วเจ้าเป็นใคร?”

“ข้ามีนามว่าลู่ชิงถานเจ้าค่ะ”

ยูรันชะงักไปเล็กน้อย

“ลู่ชิงถาน?”

“ใช่เจ้าค่ะ”

[ลู่ชิงถานที่ปรากฏอยู่ในการพยากรณ์อย่างนั้นหรือ?]

[น่าสนใจ...]

หัวหน้าโจรตวาดขึ้นอย่างหมดความอดทน

“หุบปาก! วันนี้พวกแกทุกคนต้องตายอยู่แล้ว!”