ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 87 เหตุใดสี่ตระกูลใหญ่จึงจะเหลือเพียงสองตระกูล
มันหันไปมองยูรันด้วยสายตาเหยียดหยาม
“ส่วนไอ้ตาบอดนี่ ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญแล้วอย่างไร? พวกเราทั้งห้าคนล้วนอยู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย มันเพียงคนเดียวไม่มีทางเอาชนะพวกเราได้!”
องครักษ์จางซึ่งนอนจมกองเลือดพยายามยันตัวลุกขึ้น
“คุณหนู รีบหนีไป! อย่าปล่อยให้พวกมันได้ป้ายหยกไปเด็ดขาด!”
ลู่ชิงถานส่ายหน้าทั้งน้ำตา
“ลุงจางพูดอะไรเช่นนั้นเจ้าคะ? ข้าทิ้งพวกท่านแล้วหนีไปเพียงลำพังไม่ได้หรอก!”
นางหันกลับมาหายูรัน ก่อนประสานมืออ้อนวอน
“คุณชาย ได้โปรดช่วยพวกเราด้วยเถิดเจ้าค่ะ ไม่ว่าท่านต้องการสิ่งใด ข้ายินดีมอบให้ทุกอย่าง!”
ยูรันเลิกคิ้วเล็กน้อย
“ทุกอย่าง?”
ลู่ชิงถานกัดริมฝีปาก ก่อนพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“ใช่เจ้าค่ะ ทุกอย่าง”
“รวมถึงตัวเจ้าด้วยหรือเปล่า?”
ลู่ชิงถานชะงัก ร่างกายแข็งค้างไปชั่วขณะ
นางเหลือบมององครักษ์ที่บาดเจ็บอยู่รอบรถม้า ก่อนกัดฟันตอบ
“หากคุณชายต้องการ... ข้าก็ยินดีเจ้าค่ะ”
องครักษ์จางเบิกตากว้าง
“คุณหนู! ไม่ได้นะขอรับ!”
หัวหน้าโจรหัวเราะเสียงดัง
“ฮ่า ๆ ๆ! ทำเป็นรักใคร่เสียเหลือเกิน ในเมื่อยอมได้ถึงเพียงนั้น มิสู้เอาตัวมาประเคนให้พวกเราดีกว่าหรือ?”
ยูรันยืนฟังละครตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ
[หากมีถั่วต้มกับข้าวโพดคั่วสักหน่อยคงดีไม่น้อย]
[ไอ้พวกปัญญาอ่อนนี่กำลังเล่นอะไรกันอยู่ เหตุใดไม่รีบฆ่ากันแล้วเอาป้ายหยกไปเสียที จะลีลาไปถึงไหน?]
เขาถอนหายใจ ก่อนยกมือขึ้นห้ามทุกฝ่าย
“เอาละ ๆ ข้าจะช่วยก็ได้”
ลู่ชิงถานมีสีหน้าดีใจขึ้นมาทันที
แต่ยูรันกลับหันไปทางกลุ่มโจร
“ก่อนอื่น ข้ามีคำถาม”
เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย
“ตระกูลเสิ่นหรือตระกูลจงเป็นผู้ส่งพวกเจ้ามาขโมยป้ายหยกของลู่ชิงถาน?”
สีหน้าของโจรทั้งห้าซีดเผือดลงพร้อมกัน
[ไอ้คนตาบอดนี่รู้ได้อย่างไร?!]
“อืม หากไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไร”
ยูรันยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“ผู้ที่ต้องการป้ายหยกนี้มีอยู่เพียงสองตระกูลเท่านั้น เดี๋ยวค่อยจับพวกเจ้าไปเค้นถามภายหลังก็ได้”
สิ้นเสียง คลื่นจิตอันไร้รูปลักษณ์ก็แผ่ออกจากร่างของยูรัน
พรึ่บ!
โจรทั้งห้าคนยังไม่ทันได้ตอบสนอง ดวงตาของพวกมันก็พลันเหลือกขึ้น ก่อนล้มลงหมดสติพร้อมกัน
ตุบ! ตุบ! ตุบ!
ลู่ชิงถานกับองครักษ์จางอ้าปากค้าง
โจรขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายห้าคนถูกจัดการในพริบตา โดยที่ยูรันไม่แม้แต่จะขยับออกจากจุดเดิม!
ยูรันไม่ได้สนใจสีหน้าตกตะลึงของทั้งสอง เขาเดินเข้าไปหาองครักษ์จาง ก่อนใช้ผนึกร้อยชีวิตรักษาบาดแผลให้อย่างรวดเร็ว
บาดแผลทั่วร่างเริ่มสมานตัว เลือดหยุดไหล และลมหายใจที่เคยรวยรินก็ค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ
ยูรันยืนรออยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อเห็นทั้งสองยังคงนิ่งค้างไม่ยอมขยับ เขาก็เอ่ยขึ้นอย่างหมดความอดทน
“ตาแก่จางใช่หรือเปล่า?”
องครักษ์จางสะดุ้ง
“ขะ... ขอรับ?”
“ข้าทั้งช่วยชีวิตและรักษาอาการบาดเจ็บให้ท่านแล้ว ท่านยังยืนรออะไรอยู่อีก?”
ยูรันชี้ไปยังเหล่าองครักษ์ที่นอนบาดเจ็บอยู่รอบรถม้า
“รีบไปแบกคนอื่นมาตรงนี้สิ หรือคิดจะให้ข้าทำทุกอย่างคนเดียว?”
องครักษ์จางได้สติแล้วรีบวิ่งไปแบกผู้บาดเจ็บคนอื่นมาวางตรงหน้ายูรันทีละคน
ยูรันใช้ผนึกร้อยชีวิตรักษาพวกเขาอย่างต่อเนื่อง ไม่นานนัก บาดแผลขององครักษ์ทั้งหมดก็สมานตัว อาการบาดเจ็บหนักบรรเทาลงจนพ้นขีดอันตราย
เมื่อรักษาคนสุดท้ายเสร็จ ยูรันจึงลุกขึ้นและหันไปทางลู่ชิงถาน
“เอาละ เรื่องรักษาจบแล้ว”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนทวงถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“สรุปว่าร่างกายของเจ้า จะมอบให้ข้าใช่หรือไม่?”
ใบหน้าของลู่ชิงถานแดงขึ้นทันที
นางกัดริมฝีปาก ก่อนพยักหน้าช้า ๆ
“ได้เจ้าค่ะ”
องครักษ์จางเบิกตากว้าง
“ไม่ได้นะขอรับ คุณหนู!”
เขารีบก้าวเข้ามาขวางระหว่างทั้งสอง
“คุณชาย แม้ว่าท่านจะมีบุญคุณช่วยชีวิตพวกเรา แต่เรื่องนี้ข้ายอมเห็นด้วยไม่ได้เด็ดขาด!”
ยูรันจิ๊ปากอย่างไม่พอใจ
“นี่ตาแก่ ข้าไม่ค่อยเคารพคนที่ปกป้องเจ้านายของตัวเองไม่ได้หรอกนะ”
เขากวาดหน้ามององครักษ์จางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
“โดยเฉพาะบุรุษที่ปล่อยให้สตรีซึ่งตนต้องปกป้องตกอยู่ในอันตราย”
“คราวก่อนข้าพบเจ้าสำนักผู้หนึ่ง เป็นถึงเจ้าสำนักแท้ ๆ แต่กลับต้องรอให้ลูกสาวกลับมาช่วย ข้าด่าเขาจนเสียหมาและกระอักเลือดไปหลายคำ”
ยูรันเอียงคอ
“หรือท่านเองก็อยากถูกข้าด่าจนกระอักเลือดตายเหมือนกัน?”
ใบหน้าขององครักษ์จางเริ่มซีดลง
“อีกอย่าง คุณหนูของท่านเป็นผู้เอ่ยปากสัญญาเองว่าจะมอบทุกอย่างให้ข้า”
ยูรันชี้ไปยังเหล่าองครักษ์ซึ่งเพิ่งได้รับการรักษา
“ตอนนี้ไม่มีผู้ใดตายแม้แต่คนเดียว ค่ารักษาข้าก็ไม่เรียกเก็บ แล้วท่านยังคิดจะบังคับให้คุณหนูของตนผิดคำพูดอีกหรือ?”
“หากเรื่องนี้แพร่ออกไป คุณหนูของท่านจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน หือ?”
องครักษ์จางนิ่งค้างไปทันที
แม้จะรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่ทุกคำพูดของยูรันกลับมีเหตุผลจนน่าหงุดหงิด
คุณหนูเป็นผู้ลั่นวาจาด้วยตัวเอง หากกลับคำหลังได้รับความช่วยเหลือ ย่อมเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ลู่ชิงถานยกมือห้าม
“ไม่เป็นไรหรอกลุงจาง ข้ายอมรับผลจากคำพูดของตนเองได้”
นางมองยูรันอย่างพิจารณา
“คุณชายผู้นี้ดูไม่ใช่คนเลวร้าย อีกทั้งยังช่วยชีวิตพวกเราทุกคน หากข้ากลับคำตอนนี้คงไม่เหมาะสมนัก”
ลู่ชิงถานประสานมือคารวะ ก่อนถามด้วยใบหน้าที่ยังคงแดงระเรื่อ
“ยังไม่ทราบนามของคุณชายเลย ไม่ทราบว่าท่านมีนามว่าอะไรหรือเจ้าคะ?”
“ยูรัน”
ลู่ชิงถานทวนชื่อนั้นเบา ๆ ก่อนเผยรอยยิ้ม
“ยูรัน... เป็นชื่อที่ไพเราะมากเจ้าค่ะ”
นางเหลือบมองประตูเมืองซึ่งอยู่ไม่ไกล ก่อนถามอย่างสุภาพ
“หากคุณชายไม่รังเกียจ พวกเราเดินทางเข้าเมืองพร้อมกันได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“ได้สิ”
ยูรันตอบทันที
จากนั้นเขาก็คว้าข้อมือของลู่ชิงถาน แล้วลากนางขึ้นรถม้าไปต่อหน้าต่อตาทุกคนอย่างไม่ลังเล
“ว้าย!”
ลู่ชิงถานไม่ทันตั้งตัว ร่างของนางถูกดึงตามขึ้นไปบนรถม้าด้วยใบหน้าแดงก่ำ
เหล่าองครักษ์ยืนอึ้งอยู่ด้านนอก
ไม่นานนัก ยูรันก็โผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างรถม้า
“นี่ ตาแก่จาง ท่านยืนรออะไรอยู่?”
องครักษ์จางสะดุ้ง
“ขะ... ขอรับ?”
“ข้ากับคุณหนูของท่านขึ้นรถม้าเรียบร้อยแล้ว ส่วนพวกโจรก็หมดสติอยู่ตรงนั้น”
ยูรันชี้ไปทางโจรทั้งห้า
“ยังไม่รีบจับพวกมันมัด แล้วผูกลากไปกับรถม้าเข้าเมืองอีกหรือ?”
เขาถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย
“ตาแก่นี่ จะให้ข้าคอยบอกทุกอย่างเลยหรืออย่างไร?”
ยูรันส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
“ท่านมาเป็นองครักษ์ได้อย่างไรกัน ห่วยแตกจริง ๆ”
องครักษ์จางกับคนอื่น ๆ ต่างอับอายจนใบหน้าแดงก่ำ
แม้จะรู้สึกไม่พอใจที่ถูกยูรันด่าว่าห่วยแตก แต่พวกเขากลับโกรธไม่ลง เพราะครั้งนี้พวกตนทำหน้าที่บกพร่องจริง ๆ
ไม่เพียงปกป้องคุณหนูไม่ได้ ยังต้องรอให้คนอื่นคอยบอกว่าควรจัดการกับโจรอย่างไรอีกด้วย
หลังจากจับโจรทั้งห้ามัดอย่างแน่นหนาและผูกไว้ด้านหลังรถม้า องครักษ์จางก็รีบขึ้นไปนั่งประจำตำแหน่ง ก่อนสั่งให้ออกเดินทาง
เมื่อเหลือบมองเข้าไปภายในรถม้า เขากลับพบภาพแปลกตาอยู่บ้าง
ยูรันนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับลู่ชิงถานอย่างสงบ ไม่มีท่าทีคิดจะเข้าไปใกล้ชิดนางแม้แต่น้อย
[แปลก...]
[เขาเพิ่งทวงถามร่างกายของคุณหนูไม่ใช่หรือ? หากมีเจตนาเช่นนั้น เหตุใดจึงนั่งห่างราวกับไม่ได้สนใจนางเลย?]
ยูรันจิ๊ปากเบา ๆ
“ตาแก่ ท่านไม่น่ามาพบข้าเลยจริง ๆ”
ลู่ชิงถานเอียงคออย่างสงสัย
“ทำไมหรือเจ้าคะ?”
“อืม... ข้าเกลียดบุรุษที่ปกป้องสตรีไม่ได้เป็นพิเศษ”
ยูรันตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“หากพบคนเช่นนี้ ข้ามักจะด่าไม่หยุด ต่อให้เป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงใดก็จะหยิบขึ้นมาด่าให้ได้”
เขาหันไปทางลู่ชิงถาน
“หวังว่าคุณหนูลู่จะไม่ถือสา เพราะตาแก่จางของคุณหนูคงต้องถูกข้าด่าไปตลอดทางแล้วละ”
ลู่ชิงถานยกมือปิดปาก ก่อนหลุดยิ้มออกมา
“ข้าไม่ถือสาหรอกเจ้าค่ะ คุณชายอยากด่าอย่างไรก็เชิญตามสบายเลย”
นางลอบพิจารณายูรันด้วยความสงสัย
[ชายผู้นี้ให้ความรู้สึกแปลกประหลาดเหลือเกิน]
[ปากบอกว่าต้องการร่างกายของข้า แต่ตั้งแต่ขึ้นรถมาจนถึงตอนนี้ เขากลับไม่สนใจข้าในเชิงนั้นเลยแม้แต่น้อย]
องครักษ์จางมีสีหน้าขมขื่น
“คุณหนู เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้นขอรับ?”
เขาถอนหายใจ ก่อนก้มหน้ายอมรับผิด
“แต่ครั้งนี้เป็นความผิดของข้าจริง ๆ ที่ไม่สามารถปกป้องคุณหนูเอาไว้ได้”
ลู่ชิงถานส่ายหน้า
“ข้าเองก็มีส่วนผิดที่ปล่อยปละละเลย ไม่เคยตรวจสอบการฝึกซ้อมของเหล่าองครักษ์อย่างจริงจัง จึงทำให้ลุงจางกับคนอื่นหย่อนยานลง”
นางเหลือบมองยูรัน ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เรื่องนี้คุณชายยูรันพูดถูกแล้ว”
“พอ ๆ ข้าไม่ได้อยากนั่งฟังละครลิงของพวกท่านสักหน่อย”
ยูรันยกมือห้ามทั้งสอง ก่อนเอนหลังพิงเบาะรถม้าอย่างเกียจคร้าน
ลู่ชิงถานอมยิ้ม
“ถ้าอย่างนั้น คุณชายยูรันเดินทางมายังเมืองหลอมศิลาด้วยจุดประสงค์ใดหรือเจ้าคะ?”
“เดิมทีมีอยู่สองข้อ”
ยูรันหยุดเล็กน้อย
“แต่ตอนนี้เพิ่มเป็นสามข้อแล้ว”
ลู่ชิงถานมีสีหน้าสงสัย
“ข้าขอถามได้หรือไม่เจ้าคะว่ามีเรื่องใดบ้าง?”
“ได้สิ”
ยูรันยกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว
“ข้อแรก ข้ามาช่วยศิษย์พี่รองไป๋หลิง เพื่อไม่ให้ตระกูลของนางล่มสลาย”
เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเป็นธรรมชาติ
“เพราะหากปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นเดิม สี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลอมศิลาคงเหลือเพียงสองตระกูลอย่างแน่นอน”
ลู่ชิงถานชะงักทันที
[ไป๋หลิง?]
นางย่อมรู้จักชื่อนี้ดี ไป๋หลิงคือคุณหนูใหญ่ของตระกูลไป๋ และเป็นหนึ่งในคนรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นที่สุดของเมืองหลอมศิลา
แต่นางไม่เคยรู้มาก่อนว่าไป๋หลิงเป็นศิษย์พี่ของยูรัน
สิ่งที่นางไม่เข้าใจยิ่งกว่า คือคำพูดที่ว่าสี่ตระกูลใหญ่จะเหลือเพียงสองตระกูล
ต่อให้ตระกูลไป๋ล่มสลาย ก็ควรเหลืออีกสามตระกูลไม่ใช่หรือ?
ลู่ชิงถานจึงอดถามไม่ได้
“คุณชายหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ? เหตุใดสี่ตระกูลใหญ่จึงจะเหลือเพียงสองตระกูล?”