ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 89 ข้าไม่ต้องการสิ่งใดทั้งนั้น
เมื่อรถม้าหยุดลงหน้าคฤหาสน์ตระกูลลู่ ประตูใหญ่ก็เปิดออกอย่างรวดเร็ว
หญิงงามในชุดสีเขียวเข้มรีบเดินออกมาพร้อมกับเหล่าสาวใช้และผู้คุ้มกันจำนวนหนึ่ง
นางมีนามว่า ลู่เหยียนหนิง มารดาของลู่ชิงถาน
แม้อายุใกล้ห้าสิบปีแล้ว แต่ด้วยการดูแลตนเองอย่างดี รูปลักษณ์ของนางจึงยังคงอ่อนเยาว์ราวกับหญิงสาววัยยี่สิบต้น ๆ
หลังจากสามีเสียชีวิตเพราะโรคร้าย ลู่เหยียนหนิงก็ต้องรับภาระดูแลตระกูลเพียงลำพัง ญาติพี่น้องคนอื่นไม่มีเหลืออยู่แล้ว สายเลือดหลักของตระกูลลู่จึงเหลือเพียงนางกับบุตรสาวเท่านั้น
ทันทีที่ลู่ชิงถานก้าวลงจากรถม้า ลู่เหยียนหนิงก็รีบเข้าไปหา
“ชิงถาน! แม่ได้ยินว่ามีโจรดักปล้นเจ้า เกิดอะไรขึ้น? ได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?”
“ท่านแม่ ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
ลู่ชิงถานรีบเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้มารดาฟังอย่างคร่าว ๆ ก่อนหันไปแนะนำยูรันซึ่งเพิ่งก้าวลงจากรถม้าตามมา
“ท่านแม่ คนผู้นี้คือคุณชายยูรัน เขาเป็นผู้ช่วยชีวิตข้ากับเหล่าองครักษ์เอาไว้เจ้าค่ะ”
ลู่เหยียนหนิงรีบเดินเข้าไปหา ก่อนประสานมือคารวะ
“คุณชาย ขอบคุณที่ช่วย...”
ยังไม่ทันกล่าวจบ ยูรันก็รีบเข้าไปกุมมือทั้งสองข้างของนางเอาไว้อย่างอ่อนโยน
รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา น้ำเสียงเองก็เปลี่ยนไปจากตอนพูดกับองครักษ์จางอย่างสิ้นเชิง ราวกับฟ้ากับเหว
“ท่านแม่ลู่ เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ไม่จำเป็นต้องขอบคุณหรอก”
ลู่เหยียนหนิงชะงักกับคำเรียกอันสนิทสนมนั้น
ยูรันกล่าวต่อทันที
“ที่สำคัญ แม้ท่านแม่จะมีอายุใกล้ห้าสิบปีแล้ว แต่กลับยังงดงามราวกับหญิงสาววัยยี่สิบต้น ๆ หากไม่บอก ข้าคงคิดว่าท่านเป็นพี่สาวของชิงถานเสียอีก”
ลู่เหยียนหนิงยกมือปิดปาก ก่อนหลุดหัวเราะอย่างพึงพอใจ
“เด็กคนนี้ช่างปากหวานยิ่งนัก”
นางย่อมดูออกว่ายูรันกำลังเปลี่ยนเรื่องเพื่อไม่ให้ตนกล่าวขอบคุณ แต่เขากลับเปลี่ยนได้ลื่นไหลเสียจนนางไม่คิดจะถือสา
“ข้าชักถูกใจเจ้าแล้วสิ”
ลู่ชิงถานยกมือปิดปากด้วยความตกตะลึง
[หรือว่าคุณชายยูรันจะชอบท่านแม่ของข้า?]
[เหตุใดน้ำเสียงจึงเปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้ แถมยังยิ้มกว้างกว่าตอนพูดกับข้าอีก!]
ในขณะนั้น องครักษ์จางก็ก้าวลงจากรถม้า ก่อนประสานมือคารวะ
“คารวะฮูหยินลู่ขอรับ...”
เพราะใบหน้าบวมเป่งจากการถูกยูรันตบ เสียงของเขาจึงอู้อี้จนแทบฟังไม่รู้เรื่อง
ลู่เหยียนหนิงหันไปมอง ก่อนขมวดคิ้วด้วยความตกใจ
“องครักษ์จาง ใบหน้าของท่านไปโดนอะไรมา?”
องครักษ์จางรีบชี้ไปทางยูรัน พลางพยายามอธิบาย
“ขะ... ข้าถูกคุณชายผู้นี้ตบมาขอรับ...”
ทว่าสิ่งที่ทุกคนได้ยินกลับเป็นเพียงเสียงอู้อี้ไร้ความหมาย
ยูรันรีบประคองมือลู่เหยียนหนิง แล้วพานางหันไปทางประตูคฤหาสน์
“ท่านแม่ลู่อย่าได้สนใจตาแก่จางเลย ฝีมือของเขาสูงส่งถึงเพียงนั้น ใบหน้าบวมเช่นนี้คงบังเอิญพลาดท่าให้ใครมาระหว่างทาง เดี๋ยวไม่กี่วันก็คงหาย”
องครักษ์จางเบิกตากว้าง
[ก็เจ้านั่นแหละที่ตบข้า!]
ยูรันไม่เปิดโอกาสให้เขาประท้วง
“ท่านแม่คงลำบากไม่น้อย ต้องดูแลตระกูลเพียงลำพัง ทั้งยังเลี้ยงดูบุตรสาวมาจนเติบใหญ่”
“วันนี้ให้ข้าทำอาหารดี ๆ ให้ท่านกินสักมื้อเป็นอย่างไร?”
ลู่เหยียนหนิงตอบรับด้วยรอยยิ้ม
“ได้สิ ถ้าอย่างนั้นข้าคงต้องขอลองชิมฝีมือของคุณชายยูรันสักหน่อยแล้ว”
“ท่านแม่ลู่ เรียกคุณชายฟังดูห่างเหินเกินไป เรียกข้าว่ายูรันก็พอ”
ยูรันประคองแขนของนางอย่างเอาใจใส่
“เชิญท่านแม่เดินระวังหน่อยนะ เดี๋ยวจะสะดุดล้มเอา ให้ข้าช่วยประคองดีกว่า”
ลู่ชิงถานมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าเลื่อนลอย
[นี่มันอะไรกัน?]
[เหตุใดเขาถึงประจบเอาใจท่านแม่ของข้าอย่างคล่องแคล่วเช่นนี้?!]
นางรีบเดินตามทั้งสองเข้าไปในคฤหาสน์ ทิ้งให้องครักษ์จางซึ่งมีใบหน้าบวมเป่งยืนชี้ตามหลังยูรันอยู่เพียงลำพัง โดยไม่มีผู้ใดสนใจเขาเลยแม้แต่คนเดียว
เมื่อลู่เหยียนหนิงพายูรันเข้ามาภายในคฤหาสน์ นางก็สั่งให้สาวใช้จัดเตรียมห้องรับรองที่ดีที่สุดทันที
ยูรันกลับยกมือห้าม
“เรื่องห้องพักเอาไว้ก่อนเถอะ ท่านแม่ลู่พาข้าไปดูห้องครัวก่อนดีกว่า”
ลู่เหยียนหนิงชะงัก
“เจ้าจะทำอาหารจริง ๆ หรือ?”
“จริงสิ ข้ารับปากไปแล้วนี่”
นางมองผ้าสีดำซึ่งปิดดวงตาของยูรัน ก่อนถามด้วยความลังเล
“แต่ดวงตาของเจ้า... มองไม่เห็นไม่ใช่หรือ?”
ลู่ชิงถานเองก็เพิ่งนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา
“จริงด้วย คุณชายมองไม่เห็น แล้วจะใช้มีดหรือควบคุมไฟอย่างไรเจ้าคะ?”
ยูรันเอียงคอ
“ข้าเพียงตาบอด แขนไม่ได้ขาดเสียหน่อย เหตุใดจะทำอาหารไม่ได้?”
“...”
สองแม่ลูกไม่รู้จะโต้แย้งอย่างไร จึงพาเขาไปยังห้องครัวของคฤหาสน์แต่โดยดี
เมื่อมาถึง ยูรันเพียงเดินสำรวจวัตถุดิบรอบหนึ่ง ก่อนเริ่มออกคำสั่งแก่เหล่าสาวใช้
“นำเนื้อส่วนนั้นมาล้าง ผักพวกนี้แยกเอาไว้ ส่วนเครื่องเทศด้านซ้ายส่งมาให้ข้า”
สาวใช้รีบทำตามอย่างลนลาน
ลู่เหยียนหนิงกับลู่ชิงถานยืนมองอยู่ด้านข้างด้วยความสงสัย
ยูรันหยิบมีดขึ้นมา ก่อนลงมือหั่นวัตถุดิบอย่างรวดเร็ว
กึก ๆ ๆ ๆ!
คมมีดเคลื่อนไหวต่อเนื่องจนแทบมองตามไม่ทัน เนื้อและผักทุกชิ้นถูกหั่นออกมาในขนาดเท่ากันอย่างแม่นยำ ไม่มีแม้แต่ชิ้นเดียวที่ผิดรูป
ลู่เหยียนหนิงเบิกตากว้าง
“เขามองไม่เห็นจริงหรือ?”
ลู่ชิงถานส่ายหน้าช้า ๆ
“ข้าเองก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วเจ้าค่ะ...”
ในขณะนั้น องครักษ์จางก็เดินเข้ามาในห้องครัวด้วยใบหน้าบวมเป่ง
ทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้า ยูรันก็หยุดมือ ก่อนหันไปทางเขา
“ตาแก่ ท่านเข้ามาทำอะไร?”
องครักษ์จางชะงัก
“ข้าเพียงจะเข้ามารายงานฮูหยิน...”
“รายงานอะไร?”
ยูรันวางมีดลงบนเขียง
“เหตุใดไม่รีบไปสอบสวนโจรว่าเป็นคนของตระกูลจงหรือตระกูลเสิ่น? หรืออย่างน้อยก็ควรค้นตัวพวกมัน หาหลักฐาน แล้วตรวจสอบว่ามีคนในตระกูลคอยรับช่วงต่อหรือไม่”
เขาส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
“ท่านนี่มันห่วยแตกจริง ๆ ใบหน้าบวมเพียงเท่านี้ก็คิดจะอู้งานแล้วหรือ?”
“เรื่องง่าย ๆ แค่นี้ยังต้องให้ข้าคอยสอนทุกครั้งเลยหรืออย่างไร?”
องครักษ์จางยืนหน้าชาอยู่ตรงประตู
“ขะ... ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้ขอรับ”
“ก็ไปสิ จะยืนรอให้ข้าตบอีกหรือ?”
องครักษ์จางสะดุ้ง ก่อนรีบหมุนตัววิ่งออกจากห้องครัวทันที
ลู่เหยียนหนิงมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยสีหน้าอึ้งงัน
เมื่อครู่ยูรันยังเป็นเด็กหนุ่มปากหวาน สุภาพ และเอาใจใส่นางทุกอย่าง แต่พอหันไปหาองครักษ์จาง น้ำเสียงกลับเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน
ยูรันสัมผัสได้ถึงสายตาของนาง จึงหันกลับมา พร้อมเผยรอยยิ้มอ่อนโยนทันที
“ท่านแม่ลู่ตกใจหรือ?”
“เอ่อ... เล็กน้อย”
“ไม่ต้องกังวล ข้าไม่เคยพูดจารุนแรงกับสตรีงดงามหรอก”
เขายกจานวัตถุดิบที่เตรียมเสร็จขึ้นมา
“ท่านแม่ออกไปรอด้านนอกเถอะ ในนี้มีทั้งควันและน้ำมัน เดี๋ยวกลิ่นจะติดเสื้อผ้าเอา”
ลู่เหยียนหนิงหลุดหัวเราะ
“ช่างเอาใจเก่งจริง ๆ ถ้าอย่างนั้นข้าจะรอชิมฝีมือของเจ้า”
“เชิญท่านแม่พักผ่อนตามสบาย เดี๋ยวข้าจัดการทุกอย่างเอง”
ลู่ชิงถานมองยูรันประคองมารดาออกจากห้องครัว ก่อนคิ้วจะกระตุกเล็กน้อย
[ตอนอยู่กับข้า เหตุใดเขาถึงไม่เคยพูดจาอ่อนโยนเช่นนี้บ้าง?]
แน่นอนอยู่แล้ว ยูรันเป็นพวกลูกติดแม่เข้ากระดูก
หากไม่นับภรรยาของตน สตรีที่ยูรันจะให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งย่อมเป็นผู้ที่มีสถานะหรือให้ความรู้สึกดุจมารดา โดยเฉพาะหญิงผู้ยอมลำบากและแบกรับทุกอย่างเพื่อลูก เช่น ลู่เหยียนหนิง
สำหรับคนเช่นนั้น ยูรันมักจะรักและลำเอียงเป็นพิเศษ
ดูเหมือนคำว่า ‘พิเศษ’ จะยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ เพราะเขาลำเอียงแบบสุดขั้วเลยต่างหาก
ไม่นานนัก อาหารหลายจานก็ถูกยกออกมาวางบนโต๊ะ
เพียงเปิดฝาครอบ กลิ่นหอมเข้มข้นก็ฟุ้งกระจายไปทั่วห้องรับประทานอาหาร จนเหล่าสาวใช้ซึ่งยืนรอรับคำสั่งอยู่รอบด้านพากันกลืนน้ำลาย
บางคนถึงกับต้องก้มหน้าเพื่อปิดบังอาการน้ำลายสอของตนเอง
ยูรันเลื่อนจานอาหารไปตรงหน้าลู่เหยียนหนิง
“ท่านแม่ลู่ลองชิมดูสิ”
ลู่เหยียนหนิงคีบอาหารเข้าปากด้วยความสนใจ
ทันทีที่รสชาติแผ่กระจายไปทั่วปลายลิ้น ดวงตาของนางก็เบิกกว้าง
“นี่...”
ลู่ชิงถานเองก็ลองชิมตาม ก่อนหยุดตะเกียบค้างอยู่กลางอากาศ
“เหตุใดจึงอร่อยถึงเพียงนี้?”
วัตถุดิบทั้งหมดเป็นของที่พวกนางกินอยู่เป็นประจำแท้ ๆ แต่เมื่อผ่านมือของยูรัน รสชาติกลับแตกต่างราวกับเป็นอาหารคนละชนิด
ลู่เหยียนหนิงรีบคีบอาหารอีกคำ
“ชิงถาน เจ้าไม่ได้พูดเกินจริงเลย ฝีมือของเขายอดเยี่ยมจริง ๆ”
ระหว่างกินอาหาร ลู่ชิงถานก็นึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
“ท่านแม่ คุณชายยูรันบอกว่าเขาสามารถรักษาร่างกายของข้าให้หายเป็นปกติได้เจ้าค่ะ”
เคร้ง!
ตะเกียบในมือของลู่เหยียนหนิงหลุดร่วงลงบนโต๊ะ
นางหันไปมองบุตรสาว ก่อนรีบหันกลับมาหายูรันด้วยดวงตาสั่นไหว
“รักษาได้จริงหรือ?”
ยูรันพยักหน้า
“จริง”
“ต้องใช้สิ่งใดบ้าง? สมุนไพรวิญญาณ โอสถ หรือหินวิญญาณระดับใด เจ้าบอกข้ามาได้เลย!”
ลู่เหยียนหนิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ไม่ว่าจะหายากหรือมีราคาแพงเพียงใด ข้าจะหามาให้เจ้าเอง ขอเพียงช่วยรักษาชิงถานก็พอ”
น้ำตาค่อย ๆ เอ่อคลออยู่ในดวงตาของนาง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางพาบุตรสาวไปพบแพทย์และนักปรุงโอสถมานับไม่ถ้วน แต่ทุกคนล้วนส่ายหน้า ไม่มีผู้ใดตรวจพบต้นเหตุหรือเสนอวิธีรักษาได้เลย
ยูรันเห็นนางกำลังจะร้องไห้ก็รีบลุกขึ้น ก่อนเข้าไปกุมมือทั้งสองข้างเอาไว้อย่างอ่อนโยน
“ข้าไม่ต้องการสิ่งใดทั้งนั้น”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“หากท่านแม่ลู่ต้องการให้ชิงถานหายดี ข้าก็จะทำให้เป็นไปตามนั้น”
ยูรันใช้นิ้วเช็ดหยาดน้ำตรงหางตาของนางเบา ๆ
“ท่านแม่อย่าร้องไห้เพราะเรื่องนี้เลย นางจะต้องหายดีอย่างแน่นอน”