ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 90 หากท่านแม่ต้องการ ข้าจะทำทั้งหมดที่พูดไว้เลย
ลู่เหยียนหนิงกำมือของยูรันแน่นขึ้น
“ยูรัน เจ้าพูดจริงหรือ? ชิงถานจะหายดีได้จริง ๆ ใช่ไหม?”
น้ำเสียงของนางสั่นเครือ
“ข้าพยายามมาหลายปีแล้ว แต่ไม่มีหมอคนใดรักษานางได้เลย พวกเขาเอาแต่บอกว่าชิงถานไม่มีทางหาย”
ยูรันลากเก้าอี้มานั่งข้างนาง โดยยังคงกุมมือทั้งสองข้างเอาไว้
“ท่านแม่ หมอเหล่านั้นพูดถูกแล้ว”
หัวใจของลู่เหยียนหนิงหล่นวูบ
สีหน้าที่เพิ่งมีความหวังพลันซีดลง
ยูรันจึงกล่าวต่อ
“พวกเขารักษานางไม่ได้ เพราะนางไม่ได้ป่วยเป็นโรคอะไรตั้งแต่แรก”
ลู่เหยียนหนิงชะงัก
“ไม่ได้ป่วย?”
“ใช่ ร่างกายของนางเพียงมีความพิเศษมาก และเหมาะสำหรับการเป็นเตาหลอมชั้นยอด”
ลู่เหยียนหนิงขมวดคิ้วแน่น
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“ข้าหมายความตามที่พูด”
ยูรันอธิบายอย่างใจเย็น
“นางมีทางรอดอยู่สองวิธี วิธีแรกคือกลายเป็นเตาหลอมให้ผู้อื่น เพื่อระบายพลังส่วนเกินภายในร่างออกไปอย่างต่อเนื่อง”
เพียงได้ยินว่าบุตรสาวต้องกลายเป็นเตาหลอม สีหน้าของลู่เหยียนหนิงก็ย่ำแย่ลงทันที
“แล้ววิธีที่สองเล่า?”
“ให้ข้ารักษานาง”
ความหวังปรากฏขึ้นในดวงตาของลู่เหยียนหนิงอีกครั้ง
“แล้วเจ้าจะรักษานางด้วยวิธีใด?”
ยูรันส่ายหน้าเบา ๆ
“เอาไว้หลังจากเรื่องทุกอย่างในเมืองนี้จบลง ข้าค่อยอธิบายให้ท่านฟัง ตอนนี้ข้ายังต้องเตรียมตัวอีกเล็กน้อย”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ราวกับสิ่งที่พูดไม่ใช่เรื่องใหญ่
“หากข้าพลาดขึ้นมา ก็คงต้องใช้หัวใจของข้าแทน”
ลู่เหยียนหนิงเบิกตากว้าง
“ต้องใช้หัวใจของเจ้าเลยหรือ?!”
“เป็นเพียงกรณีเลวร้ายที่สุดเท่านั้น ท่านแม่ไม่ต้องกังวล ข้าไม่คิดว่าตนเองจะพลาดหรอก”
ยูรันเลื่อนจานอาหารกลับมาตรงหน้านาง
“เพราะฉะนั้นตอนนี้พวกเรากินข้าวกันต่อเถอะ ท่านแม่อย่าเพิ่งคิดมากเลย”
ลู่เหยียนหนิงยังคงมองเขาด้วยความตกใจ แต่สุดท้ายก็ยอมพยักหน้า
“ก็ได้ ข้าจะไม่ถามต่อแล้ว”
นางกำมือของยูรันแน่นขึ้นเล็กน้อย
“แต่เจ้าห้ามนำชีวิตของตนเองมาเสี่ยงเพราะเรื่องนี้เด็ดขาด”
ยูรันยิ้มบาง ๆ
“ท่านแม่ลู่โปรดวางใจ จะไม่มีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นแน่นอน”
เขาปล่อยมือของนาง ก่อนกลับไปนั่งที่เดิม
“อีกอย่าง ข้าเดินทางมายังเมืองหลอมศิลาในครั้งนี้ยังมีจุดประสงค์อื่น นอกจากการรักษาชิงถานด้วย”
ลู่เหยียนหนิงมีสีหน้าสงสัย
“จุดประสงค์อื่นหรือ?”
“ใช่ เรื่องแรกเกี่ยวข้องกับตระกูลเสิ่นและตระกูลจง”
ยูรันกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
“ดูเหมือนทั้งสองตระกูลกำลังร่วมมือกันโค่นล้มตระกูลไป๋ หลังจากตระกูลไป๋ล่มสลาย ตระกูลลู่เองก็คงถูกลากเข้าไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
“ศิษย์พี่รองของข้ามีนามว่าไป๋หลิง นางเป็นคุณหนูใหญ่ของตระกูลไป๋ ข้าเดินทางมาที่นี่ก็เพื่อช่วยนางจัดการเรื่องนี้โดยเฉพาะ”
ลู่เหยียนหนิงพยักหน้าช้า ๆ
“ที่แท้เจ้ากับไป๋หลิงเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกัน”
นางถอนหายใจเบา ๆ
“เรื่องตระกูลเสิ่นกับตระกูลจง ข้าเองก็พอรับรู้อยู่บ้าง สถานการณ์ของตระกูลไป๋ในเวลานี้ไม่สู้ดีจริง ๆ เพียงแต่ข้ายังไม่มีหลักฐานว่าทั้งสองตระกูลร่วมมือกันแล้ว”
“แล้วจุดประสงค์อีกเรื่องหนึ่งเล่า?”
ยูรันหันไปทางลู่ชิงถาน
“ข้าเพียงอยากยืมตัวชิงถาน ให้พาข้าเข้าร่วมงานประมูลสมบัติในอีกสองวัน”
“ระหว่างงาน ข้าต้องการให้นางแสร้งเป็นคนรักของข้า เพื่อตบตาศิษย์พี่เย่สักหน่อย”
ใบหน้าของลู่ชิงถานแดงขึ้นทันที
ลู่เหยียนหนิงเหลือบมองบุตรสาว ก่อนหันกลับมาถามยูรัน
“เพียงแสร้งเป็นคนรักเท่านั้นหรือ?”
“ใช่”
ยูรันพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ศิษย์พี่เย่เกลียดขี้หน้าข้าอยู่แล้ว หากเขาเห็นว่าข้ามีหญิงงามอยู่ข้างกายเพิ่มขึ้นอีกคน คงโกรธจนกระอักเลือดออกมาเพิ่มเป็นแน่”
“การกลั่นแกล้งศิษย์พี่เย่ ถือเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่งของข้า”
เขาหันไปทางลู่เหยียนหนิง
“ว่าแต่ท่านแม่ลู่อยากไปดูข้าแกล้งเขาด้วยกันหรือไม่?”
“คราวก่อนข้าก็แกล้งเขาด้วยวิธีนี้ เขาโกรธจนกระอักเลือดออกมาคำโตเลยทีเดียว”
ยูรันกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
“ดูจากสีหน้าแล้ว เขาคงแค้นข้ามากพอสมควร”
จากนั้นเขาจึงยิ้มให้ลู่เหยียนหนิงอย่างอ่อนโยน
“แต่ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วง ต่อไปข้าก็จะแกล้งเขาแบบนี้อีกเรื่อย ๆ”
ลู่เหยียนหนิงกับลู่ชิงถานนิ่งค้างไปพร้อมกัน
ตอนนี้ เขากลับกำลังพูดถึงการแกล้งศิษย์พี่จนกระอักเลือดด้วยความภาคภูมิใจ
ลู่เหยียนหนิงยกมือปิดปาก ก่อนหลุดหัวเราะออกมา
“เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่า คนที่ผูกใจเจ็บดูจะเป็นเจ้ามากกว่าเขาเสียอีก?”
“ข้าไม่ได้ผูกใจเจ็บเสียหน่อย”
ยูรันตอบอย่างจริงจัง
“ข้าเพียงรู้สึกสนุกเวลามองเขากระอักเลือด”
“...”
ลู่ชิงถานมองเขาด้วยสีหน้าพูดไม่ออก
[นี่เป็นงานอดิเรกของคนปกติจริงหรือ?]
ลู่เหยียนหนิงเหลือบมองใบหน้าแดงระเรื่อของบุตรสาว ก่อนยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ถ้าอย่างนั้น ชิงถานต้องแสดงเป็นคนรักของเจ้าให้สมจริงสินะ”
“ใช่ ยิ่งสมจริงเท่าไรก็ยิ่งดี”
ยูรันพยักหน้าเห็นด้วยทันที
“อาจต้องจับมือ เกาะแขน หรือแสดงท่าทีสนิทสนมกันสักหน่อย”
ใบหน้าของลู่ชิงถานแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม
ลู่เหยียนหนิงจึงกล่าวหยอกเย้า
“ดูเหมือนบุตรสาวของข้าจะไม่ได้ลำบากใจกับเรื่องนั้นเลยนะ”
“ท่านแม่!”
ลู่ชิงถานรีบก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตาผู้ใด
ลู่เหยียนหนิงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“ตกลง อีกสองวันข้าจะไปด้วย ข้าเองก็อยากเห็นเหมือนกันว่า ศิษย์พี่ของเจ้าจะกระอักเลือดได้มากเพียงใด”
“ถือว่าท่านแม่ลู่ตกลงแล้วนะ”
ยูรันกล่าวด้วยรอยยิ้ม ก่อนนึกเรื่องที่พักคืนนี้ขึ้นมาได้
“เดิมทีคืนนี้ข้าคิดจะให้ชิงถานช่วยนวดคอให้สักหน่อย แต่ตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว”
ลู่ชิงถานชะงักทันที
ยูรันหันไปทางลู่เหยียนหนิง
“ตั้งแต่คืนนี้จนถึงวันพรุ่งนี้ ให้ข้าอยู่ดูแลท่านแม่สักหน่อยดีกว่า ท่านแม่มีสิ่งใดอยากทำหรือไม่?”
“ไม่ว่าจะเป็นนวดผ่อนคลาย บรรเลงดนตรี พาเดินเล่น หรือนั่งพูดคุยเป็นเพื่อน ข้าทำให้ได้ทั้งหมด”
เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ส่วนอาหารทั้งสามมื้อ ข้าจะบรรจงทำให้ดีที่สุด”
“หรือหากท่านแม่อยากฟัง ข้าจะร้องเพลงกล่อมให้ก็ได้นะ ข้าร้องเพลงเพราะมากเลยละ รับรองว่าคืนนี้ท่านจะหลับสนิทโดยไม่มีเรื่องกังวลใจใด ๆ”
ลู่เหยียนหนิงมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว
[เหตุใดเด็กคนนี้ถึงได้อบอุ่นนัก...]
นางยกมือปิดปาก ก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เจ้าพูดถึงขนาดนี้ หากคนนอกมาเห็นเข้า คงคิดว่าเจ้าเป็นบุตรชายของข้าไปแล้ว”
ยูรันยิ้มตอบ
“ขอเพียงท่านแม่พอใจ ผู้อื่นจะคิดอย่างไรก็ไม่สำคัญหรอก”
ลู่เหยียนหนิงหัวเราะเบา ๆ
“ปากหวานเสียจริง”
ลู่ชิงถานมองทั้งสองคนอยู่ด้านข้างด้วยสีหน้าซับซ้อน
[เดี๋ยวก่อน...]
[แล้วเรื่องที่ข้าจะนวดคอให้เขาเล่า?]
หลังจากกินอาหารเย็นเสร็จ ลู่เหยียนหนิงยังไม่แน่ใจว่ายูรันพูดเอาใจนางเท่านั้น หรือยินดีทำทุกอย่างตามที่กล่าวไว้จริง ๆ
นางจึงตัดสินใจลองหยั่งเชิงดูสักหน่อย
“ยูรัน หากข้าอยากเดินเล่นในสวน เจ้าจะไปเป็นเพื่อนหรือไม่?”
“ได้สิ”
ยูรันลุกขึ้นทันที ก่อนเข้าไปประคองแขนของนางอย่างเป็นธรรมชาติ
“ท่านแม่อยากไปทางไหน ข้าจะพาไปเอง”
ลู่เหยียนหนิงจึงพาเขาเดินชมสวนภายในคฤหาสน์อยู่พักหนึ่ง ระหว่างทางยูรันคอยรับฟังเรื่องราวต่าง ๆ ที่นางเล่าโดยไม่แสดงท่าทีเบื่อหน่ายแม้แต่น้อย
เมื่อกลับมาถึงห้องพัก นางจึงทดลองถามต่อ
“วันนี้ข้าเดินมากจนรู้สึกเมื่อยเท้า หากอยากให้เจ้าช่วยล้างเท้าให้เล่า?”
“ได้เหมือนกัน”
ยูรันหันไปสั่งสาวใช้ทันที
“ช่วยเตรียมน้ำอุ่นกับสมุนไพรคลายความเมื่อยล้ามาให้หน่อย”
เหล่าสาวใช้ชะงักไปพร้อมกัน
พวกนางคิดว่ายูรันอาจลังเลหรือพยายามหาข้ออ้าง แต่เขากลับตอบรับโดยไม่เสียเวลาคิด
ไม่นานนัก อ่างน้ำอุ่นก็ถูกนำเข้ามาวางภายในห้อง
ยูรันนั่งลงเบื้องหน้าลู่เหยียนหนิง ก่อนช่วยล้างเท้าและกดจุดให้ทีละตำแหน่งอย่างตั้งใจ ไม่มีท่าทีฝืนใจหรือรังเกียจแม้แต่น้อย
ลู่เหยียนหนิงมองเขาด้วยแววตาประหลาดใจ
“เจ้าทำเรื่องเช่นนี้เป็นด้วยหรือ?”
“พอรู้บ้าง ท่านแม่ลองบอกข้าว่าแรงเกินไปหรือเบาเกินไปก็แล้วกัน”
ปลายนิ้วของยูรันกดลงตามจุดชีพจรอย่างแม่นยำ ความเมื่อยล้าที่สะสมอยู่ค่อย ๆ จางหาย จนร่างกายของลู่เหยียนหนิงผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
ลู่ชิงถานซึ่งยืนมองอยู่ด้านข้างถึงกับพูดไม่ออก
[เขายอมล้างเท้าให้ท่านแม่จริง ๆ หรือ?]
หลังจากล้างเท้าเสร็จ ลู่เหยียนหนิงยังคงไม่ยอมหยุดทดสอบ
“ช่วงนี้ข้าจัดการเรื่องภายในตระกูลมากเกินไป จึงปวดไหล่อยู่บ่อยครั้ง”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
ยูรันขยับไปนั่งด้านหลัง ก่อนเริ่มนวดไหล่และกดจุดให้นางทันที
“ตรงนี้ใช่ไหม?”
“อืม... ตรงนั้นแหละ”
เพียงไม่นาน ความตึงบริเวณต้นคอและหัวไหล่ก็คลายลง ลู่เหยียนหนิงหลับตาพริ้มอย่างสบาย จนแทบลืมไปแล้วว่าเดิมทีตนเพียงต้องการหยั่งเชิงเด็กหนุ่มผู้นี้
สุดท้ายนางจึงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงติดตลก
“แล้วเรื่องร้องเพลงเล่า เจ้าจะร้องให้ข้าฟังจริงหรือ?”
“แน่นอน”
ยูรันตอบอย่างง่ายดาย
“หากท่านแม่ต้องการ ข้าจะทำทั้งหมดที่พูดไว้เลย”
เขาหยิบเครื่องเป่าออกมา ก่อนนั่งลงไม่ไกลจากเตียง
ท่วงทำนองอ่อนโยนค่อย ๆ ดังขึ้นภายในห้อง ตามมาด้วยเสียงร้องนุ่มลึกและสงบนิ่งของยูรัน
บทเพลงไม่ได้หวือหวา แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นราวกับสามารถปลดเปลื้องความกังวลทั้งหมดออกจากหัวใจ
เหล่าสาวใช้ซึ่งยืนอยู่ด้านนอกต่างเงียบเสียงลงโดยไม่รู้ตัว แม้แต่ลู่ชิงถานก็ยังยืนฟังอยู่ข้างประตูอย่างเหม่อลอย
ลู่เหยียนหนิงเอนกายลงบนเตียง ก่อนมองยูรันด้วยแววตาอ่อนโยน
นับตั้งแต่สามีจากไป นางต้องแบกรับทั้งตระกูลและดูแลบุตรสาวเพียงลำพังมาโดยตลอด นานมากแล้วที่ไม่มีผู้ใดคอยถามว่านางเหนื่อยหรือไม่ หรือต้องการให้ช่วยทำสิ่งใด
เดิมทีนางเพียงคิดทดสอบคำพูดของยูรัน
แต่ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่น ล้างเท้า กดจุด นวดไหล่ หรือร้องเพลง เขากลับทำทุกอย่างให้นางโดยไม่ปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว
ไม่นานนัก เปลือกตาของลู่เหยียนหนิงก็ค่อย ๆ ปิดลง ก่อนหลับไปพร้อมกับรอยยิ้มบางเบา
ยูรันหยุดบรรเลงเมื่อสัมผัสได้ว่าลมหายใจของนางสม่ำเสมอแล้ว เขาจึงลุกขึ้นห่มผ้าให้อย่างระมัดระวัง ก่อนลดเสียงฝีเท้าและเดินออกจากห้องไป.