ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 92 ก็ได้... ข้าจะรอ
วันต่อมา งานประมูลของหอประมูลสมบัติก็มาถึง งานประมูลจัดอยู่สามวัน
ตั้งแต่ช่วงสาย ลู่ชิงถานแต่งกายอย่างประณีตเป็นพิเศษ นางสวมอาภรณ์สีฟ้าอ่อนปักลายบุปผา เส้นผมยาวถูกเกล้าขึ้นอย่างงดงาม แม้ใบหน้าจะยังดูซีดเซียวอยู่บ้าง แต่กลับยิ่งขับเน้นให้นางดูบอบบางน่าทะนุถนอม
ลู่เหยียนหนิงเองก็แต่งกายด้วยชุดสีแดงเข้ม ดูสง่างามสมฐานะผู้นำตระกูลลู่
ส่วนยูรันยังคงสวมเสื้อผ้าเรียบง่ายและใช้ผ้าสีดำปิดดวงตาเช่นเดิม ราวกับงานประมูลใหญ่ในวันนี้ไม่ต่างจากการออกไปเดินเล่นทั่วไป
ผู้ร่วมเดินทางมีทั้งหมดสี่คน ได้แก่ ยูรัน ลู่ชิงถาน ลู่เหยียนหนิง และองครักษ์จาง
ตลอดทาง องครักษ์จางถูกยูรันตำหนิแทบไม่หยุด
“ตาแก่จาง เดินให้เร็วหน่อยสิ ท่านเป็นองครักษ์หรือคนชราที่กำลังออกมาเดินเล่นกันแน่?”
องครักษ์จางกัดฟันเร่งฝีเท้า
พอเขาเดินนำไปได้ไม่กี่ก้าว ยูรันก็กล่าวขึ้นอีก
“ท่านจะรีบเดินไปไหน ไม่อยู่ใกล้คุณหนูของตน หากเกิดมีคนลอบโจมตีขึ้นมาอีกจะทำอย่างไร?”
องครักษ์จางจึงรีบถอยกลับมา
“แล้วท่านจะมาเดินเบียดท่านแม่ลู่ทำไม ไปยืนอีกฝั่งสิ”
องครักษ์จางไม่รู้แล้วว่าตนควรเดินอยู่ตรงไหน
ลู่เหยียนหนิงพยายามกลั้นหัวเราะ ขณะที่ลู่ชิงถานได้แต่ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ
เมื่อมาถึงหอประมูลสมบัติ พนักงานต้อนรับเห็นป้ายประจำตระกูลลู่ก็รีบออกมาต้อนรับอย่างนอบน้อม ก่อนนำทั้งสี่ขึ้นไปยังชั้นรับรองแขกพิเศษ
ห้องประมูลของตระกูลลู่เป็นห้องส่วนตัวขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนชั้นสูงเหนือโถงประมูล ภายในตกแต่งอย่างหรูหรา มีโต๊ะน้ำชา อาหารว่าง และหน้าต่างผลึกซึ่งสามารถมองเห็นเวทีประมูลด้านล่างได้อย่างชัดเจน ขณะที่คนภายนอกไม่อาจมองเข้ามาได้
ลู่ชิงถานเดินเข้าไปคล้องแขนยูรันตามบทบาทที่ตกลงกันไว้
แม้นางจะรู้ว่าเป็นเพียงการแสดง แต่ใบหน้าก็ยังอดแดงขึ้นมาเล็กน้อยไม่ได้
ลู่เหยียนหนิงมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม ก่อนหันไปถามพนักงาน
“วันนี้แขกในห้องรับรองรอบข้างมีผู้ใดบ้าง?”
พนักงานรีบตอบอย่างสุภาพ
“ห้องด้านขวาเป็นของตระกูลเสิ่นเจ้าค่ะ วันนี้คุณชายใหญ่ตระกูลเสิ่นเดินทางมาด้วยตนเอง และยังมีคุณชายเย่อ้าวเทียนจากสำนักเมฆาจันทร์ร่วมอยู่ในห้องนั้นด้วย”
ทันทีที่ได้ยินชื่อเย่อ้าวเทียน รอยยิ้มบาง ๆ ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของยูรัน
“บังเอิญดีจริง ๆ”
ลู่ชิงถานกระชับแขนของเขาเล็กน้อย
“นั่นคือศิษย์พี่ที่ท่านต้องการแกล้งหรือเจ้าคะ?”
“ใช่แล้ว วันนี้เจ้าต้องแสดงให้สมจริงหน่อยนะ ไม่เช่นนั้นเขาอาจไม่กระอักเลือด”
ลู่ชิงถานเม้มริมฝีปากกลั้นยิ้ม
“ข้าจะพยายามเจ้าค่ะ”
พนักงานกล่าวต่อ
“ส่วนห้องฝั่งตรงข้ามเป็นของตระกูลไป๋ ผู้ที่เดินทางมาในวันนี้คือคุณหนูใหญ่ไป๋หลิง และคุณหนูหนานอวี้จากสำนักเมฆาจันทร์เจ้าค่ะ”
ยูรันเลิกคิ้วเล็กน้อย
“น่าสนใจ ศิษย์พี่รองกับศิษย์พี่สามมาทำอะไรที่นี่กัน?”
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามอย่างสงสัย
“พวกนางยังมีเงินอยู่หรือ? ไม่ใช่ว่าตอนนี้ตระกูลไป๋ใกล้ถังแตกแล้วหรอกหรือ?”
พนักงานต้อนรับก้มหน้าเงียบ ไม่กล้าออกความเห็นเกี่ยวกับฐานะของหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่
ลู่ชิงถานรีบกล่าวแก้สถานการณ์
“เอ่อ... บางทีพวกนางอาจหมายตาของวิเศษเอาไว้เพียงชิ้นเดียวก็ได้เจ้าค่ะ หากซื้อแค่ชิ้นเดียว สถานการณ์คงไม่เลวร้ายถึงเพียงนั้น”
ยูรันพยักหน้า
“นั่นสินะ เป็นไปได้”
เขาหันไปทางพนักงาน
“ขอรายการสินค้าประมูลให้ข้าดูหน่อย”
“เจ้าค่ะ”
พนักงานรีบนำสมุดรายการประมูลเล่มหนึ่งมาวางตรงหน้าเขา
ยูรันหยิบขึ้นมาเปิดอ่านอย่างเป็นธรรมชาติ ปลายนิ้วไล้ผ่านตัวอักษรบนหน้ากระดาษ ขณะที่จิตสัมผัสกวาดผ่านรายละเอียดทั้งหมดอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปเพียงครู่เดียว เขาก็เริ่มบ่นออกมา
“ของที่แพงที่สุดก็มีราคาขั้นต่ำหนึ่งแสนศิลาวิญญาณแล้วหรือ?”
ยูรันพลิกไปหน้าถัดไป
“แพงขนาดนี้ทั้งที่เป็นเพียงขยะเนี่ยนะ?”
เขาเปิดดูต่อไปทีละหน้า
พรึ่บ
“ขยะ”
พรึ่บ
“ขยะราคาแพง”
พรึ่บ
“ของชิ้นนี้ยิ่งไร้ประโยชน์เข้าไปใหญ่ ใครซื้อไปคงต้องมีศิลาวิญญาณมากจนไม่รู้จะเอาไปทิ้งที่ใด”
พนักงานต้อนรับยืนยิ้มแข็งอยู่ข้างประตู
สิ่งของที่หอประมูลสมบัติคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถันกลับถูกเขาเรียกว่าขยะทุกชิ้น หากคำพูดเหล่านี้ไปถึงหูผู้ดูแลหอประมูล ไม่รู้ว่าจะมีผู้ใดกระอักเลือดบ้าง
ยูรันพลิกดูจนเกือบหมดเล่ม ก่อนพึมพำ
“มีแต่ขยะทั้งนั้น แล้วศิษย์พี่เย่อยากได้สิ่งใดกัน?”
ลู่ชิงถานมองเขาถือสมุดรายการอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
“เดี๋ยวก่อนนะเจ้าคะ คุณชายอ่านหนังสือได้ด้วยหรือ?”
ยูรันหันหน้าไปทางนาง
“ทำไมข้าจะอ่านไม่ได้?”
“ก็ท่านตาบอดไม่ใช่หรือเจ้าคะ...”
ลู่เหยียนหนิงส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนกล่าวกับบุตรสาวด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจ
“ลูกแม่ เจ้าย่อมไม่รู้ว่ายูรันอ่านหนังสือได้ เมื่อวานเจ้าไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่นกับพวกเรา จึงไม่มีโอกาสได้เห็น เรื่องนี้แม่ไม่โทษเจ้าหรอก แม่เข้าใจ”
ยูรันพยักหน้าเห็นด้วยทันที
“ท่านแม่ลู่พูดถูกแล้ว”
ลู่ชิงถานเบ้ปากด้วยความน้อยใจ
[ก็ท่านแม่ไม่ใช่หรือที่สั่งให้ข้าอยู่เฝ้าคฤหาสน์!]
[เหตุใดตอนนี้กลับกลายเป็นว่าข้าไม่ยอมไปเที่ยวกับพวกท่านเองเสียแล้ว?]
ยูรันพลิกรายการประมูลดูอีกสองสามหน้า ก่อนปิดสมุดลงอย่างหมดความสนใจ
“อืม มีแต่ขยะทั้งนั้น ข้าไม่ค่อยสนใจเท่าไร”
เขาหันไปทางลู่เหยียนหนิง
“ท่านแม่มีของชิ้นใดที่อยากประมูลไปถมไว้ในคฤหาสน์หรือไม่? เลือกได้ตามสบาย เดี๋ยวข้าจ่ายเอง”
พนักงานต้อนรับที่ยืนอยู่ด้านข้างคิ้วกระตุก
ของล้ำค่าซึ่งผู้คนทั่วเมืองต่างหมายปอง กลับกลายเป็นของสำหรับนำไปถมคฤหาสน์ในสายตาของเขาเสียแล้ว
ลู่เหยียนหนิงส่ายหน้า
“จะให้เจ้าจ่ายได้อย่างไร เจ้ามาร่วมงานในนามตระกูลลู่ ค่าใช้จ่ายย่อมต้องเป็นหน้าที่ของตระกูลเรา”
“ข้าเพียงขอยืมชื่อตระกูลลู่เข้าร่วมงานเท่านั้น หากวันนี้มาคนเดียว ข้าก็คงต้องจ่ายเองอยู่ดี”
ยูรันยกกาน้ำชาขึ้นรินให้นาง
“หากประมูลของมาแล้วไม่มีที่เก็บ ข้าจะนำกลับไปถมสระน้ำบนยอดเขาก็ได้ ท่านแม่ไม่ต้องกังวล”
ลู่เหยียนหนิงเห็นเขายืนกรานก็ไม่คิดโต้แย้งอีก
“ตามใจเจ้าแล้วกัน”
“อืม ท่านแม่อยากได้สิ่งใดก็บอกข้า”
ลู่ชิงถานซึ่งนั่งอยู่ข้างกันเหลือบมองคนทั้งสอง ก่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบเงียบ ๆ
[ตามใจกันเข้าไป...]
ก่อนเริ่มงานประมูล ยูรันรู้สึกว่าภายในห้องอับเกินไป จึงให้พนักงานเลื่อนแผ่นผลึกบดบังด้านหน้าออก ส่งผลให้ผู้ที่อยู่ในห้องฝั่งตรงข้ามสามารถมองเห็นพวกเขาได้อย่างชัดเจน
ภายในห้องรับรองของตระกูลไป๋ หนานอวี้กำลังมองสำรวจแขกในห้องอื่นอย่างเบื่อหน่าย
ทันใดนั้น สายตาของนางก็หยุดอยู่ที่ห้องฝั่งตรงข้าม
“กรี๊ดดดดดดด!”
ไป๋หลิงซึ่งกำลังอ่านรายการประมูลอยู่สะดุ้งจนมือสั่น
“เจ้าจะโวยวายทำไม?”
หนานอวี้ยกมือชี้ไปฝั่งตรงข้ามอย่างร้อนรน
“ศิษย์พี่รอง ดูนั่น! ดูนั่นเร็วเข้า! ดูนั่น!”
“ฝั่งตรงข้ามมีอะไร?”
“ศิษย์น้อง!”
หนานอวี้แทบจะปีนขึ้นไปบนขอบหน้าต่าง
“ศิษย์น้องอยู่กับหญิงงามตั้งสองคน!”
ไป๋หลิงถอนหายใจ ก่อนหันไปมองตามทิศทางที่อีกฝ่ายชี้
สายตาของนางหยุดอยู่ที่ยูรันชั่วครู่ จากนั้นจึงเลื่อนไปยังลู่ชิงถานและลู่เหยียนหนิงที่นั่งอยู่ข้างกายเขา
ถ้วยชาในมือของนางหยุดนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะถูกวางกลับลงบนโต๊ะอย่างสงบ
“หนานอวี้ เงียบเสียงหน่อย อย่าโวยวายจนเสียมารยาท”
ไป๋หลิงกล่าวราวกับไม่เห็นสิ่งใดผิดปกติ
“หญิงสาวผู้นั้นคือลู่ชิงถาน คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลลู่ ส่วนอีกคนคือลู่เหยียนหนิง มารดาของนางและผู้นำตระกูลลู่คนปัจจุบัน”
“ข้ารู้ว่าพวกนางเป็นใคร!”
หนานอวี้มองยูรันซึ่งกำลังรินชาให้ลู่เหยียนหนิงด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“แต่เหตุใดศิษย์น้องถึงมาอยู่กับตระกูลลู่ได้? แถมยังดูสนิทสนมกับฮูหยินลู่ถึงเพียงนั้น!”
นางเบิกตากว้างเมื่อนึกถึงความเป็นไปได้บางอย่าง
“หรือว่าฮูหยินลู่คิดจะยกบุตรสาวให้ออกเรือนกับศิษย์น้อง?!”
“เหลวไหล!”
ไป๋หลิงสวนกลับทันที เสียงดังเสียจนหนานอวี้ชะงัก
นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบลง
“รอถึงช่วงพักประมูลแล้วค่อยเข้าไปถามก็ได้ เจ้าจะตีโพยตีพายไปก่อนทำไม?”
แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่สายตาของไป๋หลิงกลับยังคงมองไปยังห้องฝั่งตรงข้ามเป็นระยะ
ส่วนหนานอวี้แม้ไม่พอใจอย่างรุนแรง แต่ก็ทำได้เพียงกัดฟันอดทนเอาไว้
“ก็ได้... ข้าจะรอ”
นางทิ้งตัวลงนั่ง ก่อนจ้องยูรันกับสตรีทั้งสองตาไม่กะพริบ
“แต่หากนางคิดจะแต่งกับศิษย์น้องจริง ๆ ข้าไม่ยอมแน่!”
ทันใดนั้น เสียงระฆังใสกังวานก็ดังขึ้นทั่วหอประมูล
เคร้ง!
บทสนทนาภายในห้องรับรองทุกแห่งเงียบลงพร้อมกัน แสงภายในโถงค่อย ๆ มืดลง เหลือเพียงแสงสว่างที่ส่องลงบนเวทีตรงใจกลาง
หญิงสาวผู้ทำหน้าที่ดำเนินการประมูลก้าวขึ้นมายืนเบื้องหน้า ก่อนประสานมือคารวะแขกทุกคนอย่างสง่างาม
“ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่เดินทางมาร่วมงานของหอประมูลสมบัติ”
นางกวาดตามองทั่วทั้งโถง ก่อนประกาศด้วยน้ำเสียงชัดเจน
“บัดนี้ การประมูลประจำปีแห่งเมืองหลอมศิลา กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว!”
สิ้นเสียงประกาศ ประตูด้านหลังเวทีก็ค่อย ๆ เปิดออก
การประมูลเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ!