คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 92 ก็ได้... ข้าจะรอ7,465 ตัวอักษร

ตอนที่ 92 ก็ได้... ข้าจะรอ

วันต่อมา งานประมูลของหอประมูลสมบัติก็มาถึง งานประมูลจัดอยู่สามวัน

ตั้งแต่ช่วงสาย ลู่ชิงถานแต่งกายอย่างประณีตเป็นพิเศษ นางสวมอาภรณ์สีฟ้าอ่อนปักลายบุปผา เส้นผมยาวถูกเกล้าขึ้นอย่างงดงาม แม้ใบหน้าจะยังดูซีดเซียวอยู่บ้าง แต่กลับยิ่งขับเน้นให้นางดูบอบบางน่าทะนุถนอม

ลู่เหยียนหนิงเองก็แต่งกายด้วยชุดสีแดงเข้ม ดูสง่างามสมฐานะผู้นำตระกูลลู่

ส่วนยูรันยังคงสวมเสื้อผ้าเรียบง่ายและใช้ผ้าสีดำปิดดวงตาเช่นเดิม ราวกับงานประมูลใหญ่ในวันนี้ไม่ต่างจากการออกไปเดินเล่นทั่วไป

ผู้ร่วมเดินทางมีทั้งหมดสี่คน ได้แก่ ยูรัน ลู่ชิงถาน ลู่เหยียนหนิง และองครักษ์จาง

ตลอดทาง องครักษ์จางถูกยูรันตำหนิแทบไม่หยุด

“ตาแก่จาง เดินให้เร็วหน่อยสิ ท่านเป็นองครักษ์หรือคนชราที่กำลังออกมาเดินเล่นกันแน่?”

องครักษ์จางกัดฟันเร่งฝีเท้า

พอเขาเดินนำไปได้ไม่กี่ก้าว ยูรันก็กล่าวขึ้นอีก

“ท่านจะรีบเดินไปไหน ไม่อยู่ใกล้คุณหนูของตน หากเกิดมีคนลอบโจมตีขึ้นมาอีกจะทำอย่างไร?”

องครักษ์จางจึงรีบถอยกลับมา

“แล้วท่านจะมาเดินเบียดท่านแม่ลู่ทำไม ไปยืนอีกฝั่งสิ”

องครักษ์จางไม่รู้แล้วว่าตนควรเดินอยู่ตรงไหน

ลู่เหยียนหนิงพยายามกลั้นหัวเราะ ขณะที่ลู่ชิงถานได้แต่ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ

เมื่อมาถึงหอประมูลสมบัติ พนักงานต้อนรับเห็นป้ายประจำตระกูลลู่ก็รีบออกมาต้อนรับอย่างนอบน้อม ก่อนนำทั้งสี่ขึ้นไปยังชั้นรับรองแขกพิเศษ

ห้องประมูลของตระกูลลู่เป็นห้องส่วนตัวขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนชั้นสูงเหนือโถงประมูล ภายในตกแต่งอย่างหรูหรา มีโต๊ะน้ำชา อาหารว่าง และหน้าต่างผลึกซึ่งสามารถมองเห็นเวทีประมูลด้านล่างได้อย่างชัดเจน ขณะที่คนภายนอกไม่อาจมองเข้ามาได้

ลู่ชิงถานเดินเข้าไปคล้องแขนยูรันตามบทบาทที่ตกลงกันไว้

แม้นางจะรู้ว่าเป็นเพียงการแสดง แต่ใบหน้าก็ยังอดแดงขึ้นมาเล็กน้อยไม่ได้

ลู่เหยียนหนิงมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม ก่อนหันไปถามพนักงาน

“วันนี้แขกในห้องรับรองรอบข้างมีผู้ใดบ้าง?”

พนักงานรีบตอบอย่างสุภาพ

“ห้องด้านขวาเป็นของตระกูลเสิ่นเจ้าค่ะ วันนี้คุณชายใหญ่ตระกูลเสิ่นเดินทางมาด้วยตนเอง และยังมีคุณชายเย่อ้าวเทียนจากสำนักเมฆาจันทร์ร่วมอยู่ในห้องนั้นด้วย”

ทันทีที่ได้ยินชื่อเย่อ้าวเทียน รอยยิ้มบาง ๆ ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของยูรัน

“บังเอิญดีจริง ๆ”

ลู่ชิงถานกระชับแขนของเขาเล็กน้อย

“นั่นคือศิษย์พี่ที่ท่านต้องการแกล้งหรือเจ้าคะ?”

“ใช่แล้ว วันนี้เจ้าต้องแสดงให้สมจริงหน่อยนะ ไม่เช่นนั้นเขาอาจไม่กระอักเลือด”

ลู่ชิงถานเม้มริมฝีปากกลั้นยิ้ม

“ข้าจะพยายามเจ้าค่ะ”

พนักงานกล่าวต่อ

“ส่วนห้องฝั่งตรงข้ามเป็นของตระกูลไป๋ ผู้ที่เดินทางมาในวันนี้คือคุณหนูใหญ่ไป๋หลิง และคุณหนูหนานอวี้จากสำนักเมฆาจันทร์เจ้าค่ะ”

ยูรันเลิกคิ้วเล็กน้อย

“น่าสนใจ ศิษย์พี่รองกับศิษย์พี่สามมาทำอะไรที่นี่กัน?”

เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามอย่างสงสัย

“พวกนางยังมีเงินอยู่หรือ? ไม่ใช่ว่าตอนนี้ตระกูลไป๋ใกล้ถังแตกแล้วหรอกหรือ?”

พนักงานต้อนรับก้มหน้าเงียบ ไม่กล้าออกความเห็นเกี่ยวกับฐานะของหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่

ลู่ชิงถานรีบกล่าวแก้สถานการณ์

“เอ่อ... บางทีพวกนางอาจหมายตาของวิเศษเอาไว้เพียงชิ้นเดียวก็ได้เจ้าค่ะ หากซื้อแค่ชิ้นเดียว สถานการณ์คงไม่เลวร้ายถึงเพียงนั้น”

ยูรันพยักหน้า

“นั่นสินะ เป็นไปได้”

เขาหันไปทางพนักงาน

“ขอรายการสินค้าประมูลให้ข้าดูหน่อย”

“เจ้าค่ะ”

พนักงานรีบนำสมุดรายการประมูลเล่มหนึ่งมาวางตรงหน้าเขา

ยูรันหยิบขึ้นมาเปิดอ่านอย่างเป็นธรรมชาติ ปลายนิ้วไล้ผ่านตัวอักษรบนหน้ากระดาษ ขณะที่จิตสัมผัสกวาดผ่านรายละเอียดทั้งหมดอย่างรวดเร็ว

ผ่านไปเพียงครู่เดียว เขาก็เริ่มบ่นออกมา

“ของที่แพงที่สุดก็มีราคาขั้นต่ำหนึ่งแสนศิลาวิญญาณแล้วหรือ?”

ยูรันพลิกไปหน้าถัดไป

“แพงขนาดนี้ทั้งที่เป็นเพียงขยะเนี่ยนะ?”

เขาเปิดดูต่อไปทีละหน้า

พรึ่บ

“ขยะ”

พรึ่บ

“ขยะราคาแพง”

พรึ่บ

“ของชิ้นนี้ยิ่งไร้ประโยชน์เข้าไปใหญ่ ใครซื้อไปคงต้องมีศิลาวิญญาณมากจนไม่รู้จะเอาไปทิ้งที่ใด”

พนักงานต้อนรับยืนยิ้มแข็งอยู่ข้างประตู

สิ่งของที่หอประมูลสมบัติคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถันกลับถูกเขาเรียกว่าขยะทุกชิ้น หากคำพูดเหล่านี้ไปถึงหูผู้ดูแลหอประมูล ไม่รู้ว่าจะมีผู้ใดกระอักเลือดบ้าง

ยูรันพลิกดูจนเกือบหมดเล่ม ก่อนพึมพำ

“มีแต่ขยะทั้งนั้น แล้วศิษย์พี่เย่อยากได้สิ่งใดกัน?”

ลู่ชิงถานมองเขาถือสมุดรายการอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้

“เดี๋ยวก่อนนะเจ้าคะ คุณชายอ่านหนังสือได้ด้วยหรือ?”

ยูรันหันหน้าไปทางนาง

“ทำไมข้าจะอ่านไม่ได้?”

“ก็ท่านตาบอดไม่ใช่หรือเจ้าคะ...”

ลู่เหยียนหนิงส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนกล่าวกับบุตรสาวด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจ

“ลูกแม่ เจ้าย่อมไม่รู้ว่ายูรันอ่านหนังสือได้ เมื่อวานเจ้าไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่นกับพวกเรา จึงไม่มีโอกาสได้เห็น เรื่องนี้แม่ไม่โทษเจ้าหรอก แม่เข้าใจ”

ยูรันพยักหน้าเห็นด้วยทันที

“ท่านแม่ลู่พูดถูกแล้ว”

ลู่ชิงถานเบ้ปากด้วยความน้อยใจ

[ก็ท่านแม่ไม่ใช่หรือที่สั่งให้ข้าอยู่เฝ้าคฤหาสน์!]

[เหตุใดตอนนี้กลับกลายเป็นว่าข้าไม่ยอมไปเที่ยวกับพวกท่านเองเสียแล้ว?]

ยูรันพลิกรายการประมูลดูอีกสองสามหน้า ก่อนปิดสมุดลงอย่างหมดความสนใจ

“อืม มีแต่ขยะทั้งนั้น ข้าไม่ค่อยสนใจเท่าไร”

เขาหันไปทางลู่เหยียนหนิง

“ท่านแม่มีของชิ้นใดที่อยากประมูลไปถมไว้ในคฤหาสน์หรือไม่? เลือกได้ตามสบาย เดี๋ยวข้าจ่ายเอง”

พนักงานต้อนรับที่ยืนอยู่ด้านข้างคิ้วกระตุก

ของล้ำค่าซึ่งผู้คนทั่วเมืองต่างหมายปอง กลับกลายเป็นของสำหรับนำไปถมคฤหาสน์ในสายตาของเขาเสียแล้ว

ลู่เหยียนหนิงส่ายหน้า

“จะให้เจ้าจ่ายได้อย่างไร เจ้ามาร่วมงานในนามตระกูลลู่ ค่าใช้จ่ายย่อมต้องเป็นหน้าที่ของตระกูลเรา”

“ข้าเพียงขอยืมชื่อตระกูลลู่เข้าร่วมงานเท่านั้น หากวันนี้มาคนเดียว ข้าก็คงต้องจ่ายเองอยู่ดี”

ยูรันยกกาน้ำชาขึ้นรินให้นาง

“หากประมูลของมาแล้วไม่มีที่เก็บ ข้าจะนำกลับไปถมสระน้ำบนยอดเขาก็ได้ ท่านแม่ไม่ต้องกังวล”

ลู่เหยียนหนิงเห็นเขายืนกรานก็ไม่คิดโต้แย้งอีก

“ตามใจเจ้าแล้วกัน”

“อืม ท่านแม่อยากได้สิ่งใดก็บอกข้า”

ลู่ชิงถานซึ่งนั่งอยู่ข้างกันเหลือบมองคนทั้งสอง ก่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบเงียบ ๆ

[ตามใจกันเข้าไป...]

ก่อนเริ่มงานประมูล ยูรันรู้สึกว่าภายในห้องอับเกินไป จึงให้พนักงานเลื่อนแผ่นผลึกบดบังด้านหน้าออก ส่งผลให้ผู้ที่อยู่ในห้องฝั่งตรงข้ามสามารถมองเห็นพวกเขาได้อย่างชัดเจน

ภายในห้องรับรองของตระกูลไป๋ หนานอวี้กำลังมองสำรวจแขกในห้องอื่นอย่างเบื่อหน่าย

ทันใดนั้น สายตาของนางก็หยุดอยู่ที่ห้องฝั่งตรงข้าม

“กรี๊ดดดดดดด!”

ไป๋หลิงซึ่งกำลังอ่านรายการประมูลอยู่สะดุ้งจนมือสั่น

“เจ้าจะโวยวายทำไม?”

หนานอวี้ยกมือชี้ไปฝั่งตรงข้ามอย่างร้อนรน

“ศิษย์พี่รอง ดูนั่น! ดูนั่นเร็วเข้า! ดูนั่น!”

“ฝั่งตรงข้ามมีอะไร?”

“ศิษย์น้อง!”

หนานอวี้แทบจะปีนขึ้นไปบนขอบหน้าต่าง

“ศิษย์น้องอยู่กับหญิงงามตั้งสองคน!”

ไป๋หลิงถอนหายใจ ก่อนหันไปมองตามทิศทางที่อีกฝ่ายชี้

สายตาของนางหยุดอยู่ที่ยูรันชั่วครู่ จากนั้นจึงเลื่อนไปยังลู่ชิงถานและลู่เหยียนหนิงที่นั่งอยู่ข้างกายเขา

ถ้วยชาในมือของนางหยุดนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะถูกวางกลับลงบนโต๊ะอย่างสงบ

“หนานอวี้ เงียบเสียงหน่อย อย่าโวยวายจนเสียมารยาท”

ไป๋หลิงกล่าวราวกับไม่เห็นสิ่งใดผิดปกติ

“หญิงสาวผู้นั้นคือลู่ชิงถาน คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลลู่ ส่วนอีกคนคือลู่เหยียนหนิง มารดาของนางและผู้นำตระกูลลู่คนปัจจุบัน”

“ข้ารู้ว่าพวกนางเป็นใคร!”

หนานอวี้มองยูรันซึ่งกำลังรินชาให้ลู่เหยียนหนิงด้วยสีหน้าไม่พอใจ

“แต่เหตุใดศิษย์น้องถึงมาอยู่กับตระกูลลู่ได้? แถมยังดูสนิทสนมกับฮูหยินลู่ถึงเพียงนั้น!”

นางเบิกตากว้างเมื่อนึกถึงความเป็นไปได้บางอย่าง

“หรือว่าฮูหยินลู่คิดจะยกบุตรสาวให้ออกเรือนกับศิษย์น้อง?!”

“เหลวไหล!”

ไป๋หลิงสวนกลับทันที เสียงดังเสียจนหนานอวี้ชะงัก

นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบลง

“รอถึงช่วงพักประมูลแล้วค่อยเข้าไปถามก็ได้ เจ้าจะตีโพยตีพายไปก่อนทำไม?”

แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่สายตาของไป๋หลิงกลับยังคงมองไปยังห้องฝั่งตรงข้ามเป็นระยะ

ส่วนหนานอวี้แม้ไม่พอใจอย่างรุนแรง แต่ก็ทำได้เพียงกัดฟันอดทนเอาไว้

“ก็ได้... ข้าจะรอ”

นางทิ้งตัวลงนั่ง ก่อนจ้องยูรันกับสตรีทั้งสองตาไม่กะพริบ

“แต่หากนางคิดจะแต่งกับศิษย์น้องจริง ๆ ข้าไม่ยอมแน่!”

ทันใดนั้น เสียงระฆังใสกังวานก็ดังขึ้นทั่วหอประมูล

เคร้ง!

บทสนทนาภายในห้องรับรองทุกแห่งเงียบลงพร้อมกัน แสงภายในโถงค่อย ๆ มืดลง เหลือเพียงแสงสว่างที่ส่องลงบนเวทีตรงใจกลาง

หญิงสาวผู้ทำหน้าที่ดำเนินการประมูลก้าวขึ้นมายืนเบื้องหน้า ก่อนประสานมือคารวะแขกทุกคนอย่างสง่างาม

“ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่เดินทางมาร่วมงานของหอประมูลสมบัติ”

นางกวาดตามองทั่วทั้งโถง ก่อนประกาศด้วยน้ำเสียงชัดเจน

“บัดนี้ การประมูลประจำปีแห่งเมืองหลอมศิลา กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว!”

สิ้นเสียงประกาศ ประตูด้านหลังเวทีก็ค่อย ๆ เปิดออก

การประมูลเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ!