คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 93 ที่แท้เขาก็เป็นห่วงข้า8,226 ตัวอักษร

ตอนที่ 93 ที่แท้เขาก็เป็นห่วงข้า

บนเวที หญิงสาวผู้ดำเนินการประมูลยกมือขึ้น ก่อนม่านผลึกขนาดใหญ่ด้านหลังจะส่องแสงสว่าง รายการสมบัติยี่สิบชิ้นแรกค่อย ๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายตาตื่นเต้นของผู้คน

“เพื่อไม่ให้แขกผู้มีเกียรติต้องเสียเวลา ข้าจะขอเปิดเผยรายการประมูลยี่สิบชิ้นแรกพร้อมกันเจ้าค่ะ!”

  1. กระบี่เพลิงเมฆา กระบี่ระดับสี่ สามารถเพิ่มอานุภาพวิชาอัคคีได้สามส่วน ราคาเริ่มต้นหนึ่งแสนเหรียญวิญญาณ
  2. โอสถประสานชีพจรสามเม็ด รักษาเส้นชีพจรที่ฉีกขาดและอาการธาตุไฟเข้าแทรก ราคาเริ่มต้นหนึ่งแสนห้าหมื่นเหรียญวิญญาณ
  3. เกราะเกล็ดวารีดำ สามารถรับการโจมตีเต็มกำลังจากผู้ฝึกตนขอบเขตแปลงจิตวิญญาณได้หนึ่งครั้ง ราคาเริ่มต้นสองแสนเหรียญวิญญาณ
  4. หญ้ารัตติกาลพันปี สมุนไพรหายากสำหรับหลอมโอสถฟื้นฟูจิตวิญญาณ ราคาเริ่มต้นสองแสนหกหมื่นเหรียญวิญญาณ
  5. แก่นอสูรหมาป่าอัสนี มาจากสัตว์อสูรระดับแปลงจิตวิญญาณ เหมาะสำหรับหลอมอาวุธสายฟ้าหรือดูดซับพลัง ราคาเริ่มต้นสามแสนห้าหมื่นเหรียญวิญญาณ
  6. แผ่นค่ายกลรวมปราณเจ็ดชั้น เพิ่มความหนาแน่นของพลังวิญญาณภายในพื้นที่ได้ห้าเท่า ราคาเริ่มต้นสี่แสนห้าหมื่นเหรียญวิญญาณ
  7. เตาหลอมอัคคีคราม เตาหลอมโอสถและอาวุธระดับเจ็ด สามารถลดโอกาสการหลอมล้มเหลวได้สองส่วน ราคาเริ่มต้นหกแสนเหรียญวิญญาณ
  8. คัมภีร์เงาทะยานพันลี้ วิชาตัวเบาระดับห้า ฝึกสำเร็จสามารถเพิ่มความเร็วได้หลายเท่า ราคาเริ่มต้นแปดแสนเหรียญวิญญาณ
  9. ไข่เหยี่ยววายุคราม สัตว์อสูรซึ่งมีสายเลือดราชันวิหค หากเลี้ยงดูจนโตเต็มวัยอาจเข้าสู่ขอบเขตแปลงจิตวิญญาณ ราคาเริ่มต้นหนึ่งล้านเหรียญวิญญาณ
  10. น้ำค้างจันทราพันปีหนึ่งขวด ช่วยบำรุงจิตวิญญาณและลดโอกาสธาตุไฟเข้าแทรกขณะทะลวงขอบเขต ราคาเริ่มต้นหนึ่งล้านสามแสนเหรียญวิญญาณ
  11. โลหิตมังกรปฐพีสามหยด สามารถชำระไขกระดูก กระตุ้นกายาพิเศษประเภทโลหิต และเพิ่มโอกาสทะลวงขอบเขตวิญญาณทารก ราคาเริ่มต้นหนึ่งล้านหกแสนเหรียญวิญญา
  12. ไข่มุกประสานวิญญาณ สามารถฟื้นฟูจุดตันเถียนและเส้นชีพจรที่เสียหายอย่างหนักได้หนึ่งครั้ง ราคาเริ่มต้นสองล้านเหรียญวิญญาณ
  13. หุ่นเชิดเกราะทอง มีพลังต่อสู้เทียบเท่าขอบเขตแปลงจิตวิญญาณขั้นต้น และสามารถควบคุมได้ด้วยจิตสัมผัส ราคาเริ่มต้นสองล้านห้าแสนเหรียญวิญญาณ
  14. ศิลามิติสามก้อน วัตถุดิบสำคัญสำหรับสร้างแหวนมิติขนาดใหญ่และค่ายกลเคลื่อนย้าย ราคาเริ่มต้นสามล้านเหรียญวิญญาณ
  15. คัมภีร์กายาดาราเก้าหมุนเวียน วิชาฝึกกายระดับเ กล่าวกันว่าเมื่อฝึกสำเร็จ กายเนื้อจะทัดเทียมอาวุธวิญญาณ ราคาเริ่มต้นสามล้านแปดแสนเหรียญวิญญาณ
  16. ดอกบัวเพลิงเหมันต์สามพันปี สมุนไพรหายากซึ่งมีพลังอัคคีและเหมันต์อยู่ร่วมกัน ใช้หลอมโอสถทะลวงขอบเขตได้ ราคาเริ่มต้นห้าล้านเหรียญวิญญาณ
  17. เศษกระบี่เซียนโบราณ แม้เหลือเพียงครึ่งเล่ม แต่ภายในยังมีเจตจำนงกระบี่หลงเหลืออยู่ ราคาเริ่มต้นหกล้านห้าแสนเหรียญวิญญาณ
  18. หัวใจอัคคีพิภพ ต้นกำเนิดเปลวเพลิงใต้พิภพ สามารถใช้เพิ่มระดับเตาหลอม หลอมรวมกับวิชาอัคคี หรือสร้างแหล่งพลังให้ตระกูล ราคาเริ่มต้นแปดล้านเหรียญวิญญาณ
  19. แผนที่และกุญแจแดนลับราชันศิลา นำทางไปยังแดนลับซึ่งยังไม่เคยถูกสำรวจอย่างสมบูรณ์ ราคาเริ่มต้นสิบล้านเหรียญวิญญาณ
  20. ผลึกสุญญตา ภายในบรรจุความเข้าใจเกี่ยวกับมิติและความว่างเปล่า สามารถเพิ่มโอกาสก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมสุญญตาได้หนึ่งส่วน ราคาเริ่มต้นสิบห้าล้านเหรียญวิญญาณ

เมื่อรายการสุดท้ายปรากฏขึ้น ทั่วทั้งหอประมูลก็ระเบิดเสียงฮือฮาดังสนั่น

เพียงยี่สิบรายการแรก ราคาก็สูงจนผู้ฝึกตนทั่วไปต้องทำงานหลายชั่วชีวิตจึงจะซื้อได้สักชิ้น โดยเฉพาะสามรายการท้าย แม้แต่ผู้นำตระกูลใหญ่ยังต้องมีสีหน้าเคร่งเครียด

ท่ามกลางความตื่นเต้นของผู้คนทั่วทั้งหอประมูล ยูรันกลับเอนหลังพิงเก้าอี้ ก่อนหาวออกมาอย่างเบื่อหน่าย

“อืม... มีแต่ขยะ”

พนักงานต้อนรับซึ่งยืนอยู่ด้านข้างคิ้วกระตุกทันที

ยูรันหันไปทางลู่เหยียนหนิง

“ท่านแม่อยากได้ชิ้นใดก็บอกข้าได้เลยนะ หัวใจอัคคีพิภพนั่นก็ไม่เลว เอากลับไปทำเตาผิงช่วงหน้าหนาวได้พอดี”

“...”

พนักงานต้อนรับแทบสำลักลมหายใจ

หัวใจอัคคีพิภพซึ่งมีราคาเริ่มต้นแปดล้านเหรียญวิญญาณ เป็นเปลวเพลิงที่เหล่านักหลอมอาวุธใฝ่ฝันอยากครอบครอง แต่ชายผู้นี้กลับคิดจะนำไปทำเตาผิง!

ลู่เหยียนหนิงไม่ได้สนใจเรื่องนั้น นางมองรายการประมูลด้วยสีหน้ากังวล ก่อนหันไปถามยูรัน

“ยูรัน เจ้าแน่ใจหรือว่าไม่จำเป็นต้องใช้ของในนี้รักษาชิงถาน? ไข่มุกวิญญาณอะไรนั่นดูเหมือนจะเป็นวัตถุดิบสำหรับฟื้นฟูร่างกายไม่ใช่หรือ?”

“ท่านแม่ มันเรียกว่าไข่มุกประสานวิญญาณ”

ยูรันแก้ชื่อให้ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“หากท่านแม่ชอบ ข้าประมูลมาแล้วทำเป็นต่างหูให้ท่านสวมก็ได้ แต่หากจะนำมารักษาชิงถาน มันยังไม่มีประโยชน์เท่ากับน้ำสะอาดหนึ่งถ้วยเลย”

เขาโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“ของพวกนี้เป็นเพียงขยะทั้งนั้น”

ลู่ชิงถานมองไข่มุกประสานวิญญาณซึ่งมีราคาเริ่มต้นถึงสองล้านเหรียญวิญญาณ ก่อนหันกลับมามองยูรัน

สมบัติล้ำค่าที่สามารถฟื้นฟูจุดตันเถียนและเส้นชีพจร กลับมีค่าเพียงพอสำหรับทำต่างหูให้มารดาของนางเท่านั้น

พนักงานต้อนรับยืนฟังคำว่า ‘ขยะ’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนมุมปากกระตุกไม่หยุด

[ชายผู้นี้ไม่เห็นสมบัติชิ้นใดอยู่ในสายตาเลยหรืออย่างไร?]

[หากประมูลมาแล้วคิดว่าเป็นขยะนัก ก็เอามาให้ข้าเถอะ! ข้ายินดีเก็บขยะราคาแปดล้านให้เอง!]

หญิงสาวบนเวทียกมือขึ้น ก่อนพนักงานสองคนจะนำกล่องไม้ยาวออกมาวางบนแท่นประมูล

เมื่อฝากล่องเปิดออก กระบี่สีแดงเข้มเล่มหนึ่งก็ปรากฏสู่สายตาของทุกคน ไอร้อนแผ่ออกมาจากคมกระบี่จนภาพโดยรอบสั่นไหวเล็กน้อย

“สมบัติชิ้นแรก กระบี่เพลิงเมฆา อาวุธระดับสี่ สามารถเพิ่มอานุภาพวิชาอัคคีได้สามส่วน”

หญิงสาวกวาดตามองไปทั่วโถง

“ราคาเริ่มต้นหนึ่งแสนเหรียญวิญญาณ ทุกครั้งที่เสนอราคาต้องเพิ่มไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นเหรียญวิญญาณ เริ่มประมูลได้เจ้าค่ะ!”

“หนึ่งแสนหนึ่งหมื่น!”

“หนึ่งแสนสามหมื่น!”

“หนึ่งแสนห้าหมื่น!”

เสียงเสนอราคาดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่นานราคาก็เพิ่มสูงถึงสองแสนเหรียญวิญญาณ

จากนั้นเสียงหนึ่งก็ดังมาจากห้องของตระกูลเสิ่น

“สองแสนห้าหมื่น”

ผู้เสนอราคาคือเย่อ้าวเทียน

ผู้คนด้านล่างพากันเงียบเสียงลงชั่วขณะ ด้วยราคานี้ กระบี่เพลิงเมฆาก็แทบไม่มีช่องว่างให้ทำกำไรอีกแล้ว

ยูรันได้ยินเสียงที่คุ้นเคยก็ยกยิ้มมุมปาก

“โอ้ ศิษย์พี่เย่ช่างร่ำรวยจริง ๆ มีขาใหญ่ให้เกาะถึงกับกล้าเสนอราคาสองแสนห้าหมื่นเหรียญวิญญาณ”

เขายกป้ายเสนอราคาขึ้นอย่างไม่รีบร้อน

“ห้าแสน”

ทั่วทั้งหอประมูลเงียบลงทันที

เย่อ้าวเทียนชะงัก ก่อนหันขวับไปทางต้นเสียง

เมื่อเห็นยูรันนั่งอยู่ระหว่างลู่เหยียนหนิงกับลู่ชิงถาน สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที เส้นเลือดตรงขมับปูดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

[ไอ้สารเลวยูรัน!]

ยูรันหันหน้าไปทางห้องของตระกูลเสิ่น ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงกวนประสาท

“อ้าว ศิษย์พี่เย่ ท่านก็อยากได้เหมือนกันหรือ? หากท่านเสนอราคาสักหนึ่งล้าน ข้าจะยอมถอยให้ก็ได้นะ”

เย่อ้าวเทียนกำหมัดแน่น เตรียมจะเพิ่มราคาอีกครั้ง แต่คุณชายตระกูลเสิ่นซึ่งนั่งอยู่ข้างกันยกมือห้ามไว้

“พอเถอะพี่เย่ กระบี่เล่มนี้ไม่ได้มีค่าถึงห้าแสนเหรียญวิญญาณ ปล่อยให้เขาเสียเงินไป”

เย่อ้าวเทียนจ้องยูรันอย่างไม่พอใจ แต่สุดท้ายก็ยอมเงียบเสียงลง

หญิงสาวบนเวทีรออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเริ่มนับ

“ห้าแสนเหรียญวิญญาณครั้งที่หนึ่ง”

“ห้าแสนเหรียญวิญญาณครั้งที่สอง”

“ห้าแสนเหรียญวิญญาณครั้งที่สาม!”

ปัง!

“ขอแสดงความยินดีกับแขกผู้มีเกียรติจากห้องตระกูลลู่ กระบี่เพลิงเมฆาตกเป็นของท่านเจ้าค่ะ!”

ภายในห้องฝั่งตรงข้าม หนานอวี้แทบกระโดดขึ้นจากเก้าอี้

“ศิษย์พี่รอง! ศิษย์น้องได้กระบี่เล่มนั้นไปแล้ว! หากข้าไปขอจากเขา เขาจะยกให้ข้าหรือไม่นะ?”

ไป๋หลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย

“นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เรื่องสำคัญคือศิษย์น้องประมูลกระบี่เล่มนั้นไปทำไม แล้วเขาเอาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากที่ใดต่างหาก”

“แต่ข้าสะใจชะมัดที่ศิษย์น้องประมูลชนะไอ้สารเลวนั่น!”

ไป๋หลิงพยักหน้าโดยไม่ลังเล

“เรื่องนั้นข้าเห็นด้วย”

ภายในห้องของตระกูลลู่ ยูรันหยิบถุงเก็บเงินออกมาวางบนโต๊ะ

“จ่ายไปเลย แล้วนำกระบี่มาให้ข้าดูด้วย”

พนักงานรีบรับเงินไปจัดการ ไม่นานนัก กระบี่เพลิงเมฆาก็ถูกนำเข้ามาส่งถึงภายในห้อง

ยูรันรับกระบี่มาถือ ก่อนใช้จิตสัมผัสตรวจสอบตั้งแต่ด้ามจรดปลายกระบี่

“ขยะจริง ๆ”

เขาพลิกกระบี่ไปมาเล็กน้อย

“เอาไปทำโคมไฟตั้งไว้หน้าตำหนักก็พอใช้ได้อยู่ ถึงจะไม่ค่อยสวยก็เถอะ”

องครักษ์จางขยี้ตาตนเองอย่างไม่อยากเชื่อ

[เอาจริงหรือ?]

[คุณชายผู้นี้ประมูลกระบี่มาห้าแสนเหรียญวิญญาณ เพื่อนำไปตั้งเป็นโคมไฟหน้าตำหนักเนี่ยนะ?!]

แม้แต่ลู่เหยียนหนิงยังอดสงสัยไม่ได้

“ยูรัน เจ้าจะนำมันไปทำเป็นโคมไฟจริง ๆ หรือ?”

“จริงสิท่านแม่ลู่ ข้าไม่เห็นประโยชน์อย่างอื่นจากกระบี่ขยะ ๆ เล่มนี้เลยสักนิด”

ลู่ชิงถานเหลือบมององครักษ์จาง ก่อนเสนอขึ้นมา

“ถ้าเช่นนั้นยกให้องครักษ์จางใช้ไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ?”

หูขององครักษ์จางผึ่งขึ้นทันที ดวงตาจับจ้องกระบี่เพลิงเมฆาอย่างคาดหวัง

ยูรันกลับส่ายหน้า

“จะให้เขาทำไม? ตาแก่จางใช้วิชาอัคคีได้หรือ?”

องครักษ์จางชะงัก

“เอ่อ... ไม่ได้ขอรับ”

“ถ้าใช้ไม่ได้ กระบี่เล่มนี้ก็ไม่มีประโยชน์กับเขา ต่อให้ใช้ได้ แต่ควบคุมเปลวไฟไม่ดี ระหว่างต่อสู้เกิดไฟกระเด็นมาโดนเจ้าขึ้นมาจะทำอย่างไร?”

ลู่ชิงถานนิ่งไปเล็กน้อย

นางไม่ได้ยินคำอธิบายส่วนอื่นอีกแล้ว ภายในหัวเหลือเพียงประโยคเดียวเท่านั้น

[หากไฟกระเด็นมาโดนเจ้าขึ้นมาจะทำอย่างไร...]

[ที่แท้เขาก็เป็นห่วงข้า]

ใบหน้าของนางแดงขึ้นเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างว่าง่าย

“อืม คุณชายพูดถูกแล้วเจ้าค่ะ”

องครักษ์จางมองคุณหนูของตนสลับกับกระบี่เพลิงเมฆา ก่อนก้มหน้าลงอย่างหมดอาลัย

[แล้วเหตุใดจึงไม่มีผู้ใดถามความเห็นข้าบ้างเลย...]