ตอนก่อนหน้าตอนที่ 92 ก็ได้... ข้าจะรอตอนต่อไปตอนที่ 94 บางทีอาจสร้างกิเลนขึ้นมาได้ตอนที่ 93 ที่แท้เขาก็เป็นห่วงข้า7,743 ตัวอักษรคัดลอกพร้อมบรรทัดเปล่าตอนที่ 93 ที่แท้เขาก็เป็นห่วงข้า บนเวที หญิงสาวผู้ดำเนินการประมูลยกมือขึ้น ก่อนม่านผลึกขนาดใหญ่ด้านหลังจะส่องแสงสว่าง รายการสมบัติยี่สิบชิ้นแรกค่อย ๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายตาตื่นเต้นของผู้คน “เพื่อไม่ให้แขกผู้มีเกียรติต้องเสียเวลา ข้าจะขอเปิดเผยรายการประมูลยี่สิบชิ้นแรกพร้อมกันเจ้าค่ะ!” กระบี่เพลิงเมฆา กระบี่ระดับสี่ สามารถเพิ่มอานุภาพวิชาอัคคีได้สามส่วน ราคาเริ่มต้นหนึ่งแสนเหรียญวิญญาณ โอสถประสานชีพจรสามเม็ด รักษาเส้นชีพจรที่ฉีกขาดและอาการธาตุไฟเข้าแทรก ราคาเริ่มต้นหนึ่งแสนห้าหมื่นเหรียญวิญญาณ เกราะเกล็ดวารีดำ สามารถรับการโจมตีเต็มกำลังจากผู้ฝึกตนขอบเขตแปลงจิตวิญญาณได้หนึ่งครั้ง ราคาเริ่มต้นสองแสนเหรียญวิญญาณ หญ้ารัตติกาลพันปี สมุนไพรหายากสำหรับหลอมโอสถฟื้นฟูจิตวิญญาณ ราคาเริ่มต้นสองแสนหกหมื่นเหรียญวิญญาณ แก่นอสูรหมาป่าอัสนี มาจากสัตว์อสูรระดับแปลงจิตวิญญาณ เหมาะสำหรับหลอมอาวุธสายฟ้าหรือดูดซับพลัง ราคาเริ่มต้นสามแสนห้าหมื่นเหรียญวิญญาณ แผ่นค่ายกลรวมปราณเจ็ดชั้น เพิ่มความหนาแน่นของพลังวิญญาณภายในพื้นที่ได้ห้าเท่า ราคาเริ่มต้นสี่แสนห้าหมื่นเหรียญวิญญาณ เตาหลอมอัคคีคราม เตาหลอมโอสถและอาวุธระดับเจ็ด สามารถลดโอกาสการหลอมล้มเหลวได้สองส่วน ราคาเริ่มต้นหกแสนเหรียญวิญญาณ คัมภีร์เงาทะยานพันลี้ วิชาตัวเบาระดับห้า ฝึกสำเร็จสามารถเพิ่มความเร็วได้หลายเท่า ราคาเริ่มต้นแปดแสนเหรียญวิญญาณ ไข่เหยี่ยววายุคราม สัตว์อสูรซึ่งมีสายเลือดราชันวิหค หากเลี้ยงดูจนโตเต็มวัยอาจเข้าสู่ขอบเขตแปลงจิตวิญญาณ ราคาเริ่มต้นหนึ่งล้านเหรียญวิญญาณ น้ำค้างจันทราพันปีหนึ่งขวด ช่วยบำรุงจิตวิญญาณและลดโอกาสธาตุไฟเข้าแทรกขณะทะลวงขอบเขต ราคาเริ่มต้นหนึ่งล้านสามแสนเหรียญวิญญาณ โลหิตมังกรปฐพีสามหยด สามารถชำระไขกระดูก กระตุ้นกายาพิเศษประเภทโลหิต และเพิ่มโอกาสทะลวงขอบเขตวิญญาณทารก ราคาเริ่มต้นหนึ่งล้านหกแสนเหรียญวิญญาณ ไข่มุกประสานวิญญาณ สามารถฟื้นฟูจุดตันเถียนและเส้นชีพจรที่เสียหายอย่างหนักได้หนึ่งครั้ง ราคาเริ่มต้นสองล้านเหรียญวิญญาณ หุ่นเชิดเกราะทอง มีพลังต่อสู้เทียบเท่าขอบเขตแปลงจิตวิญญาณขั้นต้น และสามารถควบคุมได้ด้วยจิตสัมผัส ราคาเริ่มต้นสองล้านห้าแสนเหรียญวิญญาณ ศิลามิติสามก้อน วัตถุดิบสำคัญสำหรับสร้างแหวนมิติขนาดใหญ่และค่ายกลเคลื่อนย้าย ราคาเริ่มต้นสามล้านเหรียญวิญญาณ คัมภีร์กายาดาราเก้าหมุนเวียน วิชาฝึกกายระดับเก้า กล่าวกันว่าเมื่อฝึกสำเร็จ กายเนื้อจะทัดเทียมอาวุธวิญญาณ ราคาเริ่มต้นสามล้านแปดแสนเหรียญวิญญาณ ดอกบัวเพลิงเหมันต์สามพันปี สมุนไพรหายากซึ่งมีพลังอัคคีและเหมันต์อยู่ร่วมกัน ใช้หลอมโอสถทะลวงขอบเขตได้ ราคาเริ่มต้นห้าล้านเหรียญวิญญาณ เศษกระบี่เซียนโบราณ แม้เหลือเพียงครึ่งเล่ม แต่ภายในยังมีเจตจำนงกระบี่หลงเหลืออยู่ ราคาเริ่มต้นหกล้านห้าแสนเหรียญวิญญาณ หัวใจอัคคีพิภพ ต้นกำเนิดเปลวเพลิงใต้พิภพ สามารถใช้เพิ่มระดับเตาหลอม หลอมรวมกับวิชาอัคคี หรือสร้างแหล่งพลังให้ตระกูล ราคาเริ่มต้นแปดล้านเหรียญวิญญาณ แผนที่และกุญแจแดนลับราชันศิลา นำทางไปยังแดนลับซึ่งยังไม่เคยถูกสำรวจอย่างสมบูรณ์ ราคาเริ่มต้นสิบล้านเหรียญวิญญาณ ผลึกสุญญตา ภายในบรรจุความเข้าใจเกี่ยวกับมิติและความว่างเปล่า สามารถเพิ่มโอกาสก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมสุญญตาได้หนึ่งส่วน ราคาเริ่มต้นสิบห้าล้านเหรียญวิญญาณ ท่ามกลางความตื่นเต้นของผู้คนทั่วทั้งหอประมูล ยูรันกลับเอนหลังพิงเก้าอี้ ก่อนหาวออกมาอย่างเบื่อหน่าย “อืม... มีแต่ขยะ” พนักงานต้อนรับซึ่งยืนอยู่ด้านข้างคิ้วกระตุกทันที ยูรันหันไปทางลู่เหยียนหนิง “ท่านแม่อยากได้ชิ้นใดก็บอกข้าได้เลยนะ หัวใจอัคคีพิภพนั่นก็ไม่เลว เอากลับไปทำเตาผิงช่วงหน้าหนาวได้พอดี” “...” ลู่เหยียนหนิงไม่ได้สนใจเรื่องนั้น นางมองรายการประมูลด้วยสีหน้ากังวล ก่อนหันไปถามยูรัน “ยูรัน เจ้าแน่ใจหรือว่าไม่จำเป็นต้องใช้ของในนี้รักษาชิงถาน? ไข่มุกวิญญาณอะไรนั่นดูเหมือนจะเป็นวัตถุดิบสำหรับฟื้นฟูร่างกายไม่ใช่หรือ?” “ท่านแม่ มันเรียกว่าไข่มุกประสานวิญญาณ” ยูรันแก้ชื่อให้ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “หากท่านแม่ชอบ ข้าประมูลมาแล้วทำเป็นต่างหูให้ท่านสวมก็ได้ แต่หากจะนำมารักษาชิงถาน มันยังไม่มีประโยชน์เท่ากับน้ำสะอาดหนึ่งถ้วยเลย” เขาโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ของพวกนี้เป็นเพียงขยะทั้งนั้น” ลู่ชิงถานมองไข่มุกประสานวิญญาณซึ่งมีราคาเริ่มต้นถึงสองล้านเหรียญวิญญาณ ก่อนหันกลับมามองยูรัน สมบัติล้ำค่าที่สามารถฟื้นฟูจุดตันเถียนและเส้นชีพจร กลับมีค่าเพียงพอสำหรับทำต่างหูให้มารดาของนางเท่านั้น พนักงานต้อนรับยืนฟังคำว่า ‘ขยะ’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนมุมปากกระตุกไม่หยุด [ชายผู้นี้ไม่เห็นสมบัติชิ้นใดอยู่ในสายตาเลยหรืออย่างไร?] [หากประมูลมาแล้วคิดว่าเป็นขยะนัก ก็เอามาให้ข้าเถอะ! ข้ายินดีเก็บขยะราคาแปดล้านให้เอง!] หญิงสาวบนเวทียกมือขึ้น ก่อนพนักงานสองคนจะนำกล่องไม้ยาวออกมาวางบนแท่นประมูล เมื่อฝากล่องเปิดออก กระบี่สีแดงเข้มเล่มหนึ่งก็ปรากฏสู่สายตาของทุกคน ไอร้อนแผ่ออกมาจากคมกระบี่จนภาพโดยรอบสั่นไหวเล็กน้อย “สมบัติชิ้นแรก กระบี่เพลิงเมฆา อาวุธระดับสี่ สามารถเพิ่มอานุภาพวิชาอัคคีได้สามส่วน” หญิงสาวกวาดตามองไปทั่วโถง “ราคาเริ่มต้นหนึ่งแสนเหรียญวิญญาณ ทุกครั้งที่เสนอราคาต้องเพิ่มไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นเหรียญวิญญาณ เริ่มประมูลได้เจ้าค่ะ!” “หนึ่งแสนหนึ่งหมื่น!” “หนึ่งแสนสามหมื่น!” “หนึ่งแสนห้าหมื่น!” เสียงเสนอราคาดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่นานราคาก็เพิ่มสูงถึงสองแสนเหรียญวิญญาณ จากนั้นเสียงหนึ่งก็ดังมาจากห้องของตระกูลเสิ่น “สองแสนห้าหมื่น” ผู้เสนอราคาคือเย่อ้าวเทียน ยูรันได้ยินเสียงที่คุ้นเคยก็ยกยิ้มมุมปาก “โอ้ ศิษย์พี่เย่ช่างร่ำรวยจริง ๆ มีขาใหญ่ให้เกาะถึงกับกล้าเสนอราคาสองแสนห้าหมื่นเหรียญวิญญาณ” เขายกป้ายเสนอราคาขึ้นอย่างไม่รีบร้อน “ห้าแสน” ทั่วทั้งหอประมูลเงียบลงทันที เย่อ้าวเทียนชะงัก ก่อนหันขวับไปทางต้นเสียง เมื่อเห็นยูรันนั่งอยู่ระหว่างลู่เหยียนหนิงกับลู่ชิงถาน สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที เส้นเลือดตรงขมับปูดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด [ไอ้สารเลวยูรัน!] ยูรันหันหน้าไปทางห้องของตระกูลเสิ่น ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงกวนประสาท “อ้าว ศิษย์พี่เย่ ท่านก็อยากได้เหมือนกันหรือ? หากท่านเสนอราคาสักหนึ่งล้าน ข้าจะยอมถอยให้ก็ได้นะ” เย่อ้าวเทียนกำหมัดแน่น เตรียมจะเพิ่มราคาอีกครั้ง แต่คุณชายตระกูลเสิ่นซึ่งนั่งอยู่ข้างกันยกมือห้ามไว้ “พอเถอะพี่เย่ กระบี่เล่มนี้ไม่ได้มีค่าถึงห้าแสนเหรียญวิญญาณ ปล่อยให้เขาเสียเงินไป” เย่อ้าวเทียนจ้องยูรันอย่างไม่พอใจ แต่สุดท้ายก็ยอมเงียบเสียงลง หญิงสาวบนเวทีรออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเริ่มนับ “ห้าแสนเหรียญวิญญาณครั้งที่หนึ่ง” “ห้าแสนเหรียญวิญญาณครั้งที่สอง” “ห้าแสนเหรียญวิญญาณครั้งที่สาม!” ปัง! “ขอแสดงความยินดีกับแขกผู้มีเกียรติจากห้องตระกูลลู่ กระบี่เพลิงเมฆาตกเป็นของท่านเจ้าค่ะ!” ภายในห้องฝั่งตรงข้าม หนานอวี้แทบกระโดดขึ้นจากเก้าอี้ “ศิษย์พี่รอง! ศิษย์น้องได้กระบี่เล่มนั้นไปแล้ว! หากข้าไปขอจากเขา เขาจะยกให้ข้าหรือไม่นะ?” ไป๋หลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เรื่องสำคัญคือศิษย์น้องประมูลกระบี่เล่มนั้นไปทำไม แล้วเขาเอาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากที่ใดต่างหาก” “แต่ข้าสะใจชะมัดที่ศิษย์น้องประมูลชนะไอ้สารเลวนั่น!” ไป๋หลิงพยักหน้าโดยไม่ลังเล “เรื่องนั้นข้าเห็นด้วย” ภายในห้องของตระกูลลู่ ยูรันหยิบถุงเก็บเงินออกมาวางบนโต๊ะ “จ่ายไปเลย แล้วนำกระบี่มาให้ข้าดูด้วย” พนักงานรีบรับเงินไปจัดการ ไม่นานนัก กระบี่เพลิงเมฆาก็ถูกนำเข้ามาส่งถึงภายในห้อง ยูรันรับกระบี่มาถือ ก่อนใช้จิตสัมผัสตรวจสอบตั้งแต่ด้ามจรดปลายกระบี่ “ขยะจริง ๆ” เขาพลิกกระบี่ไปมาเล็กน้อย “เอาไปทำโคมไฟตั้งไว้หน้าตำหนักก็พอใช้ได้อยู่ ถึงจะไม่ค่อยสวยก็เถอะ” องครักษ์จางขยี้ตาตนเองอย่างไม่อยากเชื่อ [เอาจริงหรือ?] [คุณชายผู้นี้ประมูลกระบี่มาห้าแสนเหรียญวิญญาณ เพื่อนำไปตั้งเป็นโคมไฟหน้าตำหนักเนี่ยนะ?!] แม้แต่ลู่เหยียนหนิงยังอดสงสัยไม่ได้ “ยูรัน เจ้าจะนำมันไปทำเป็นโคมไฟจริง ๆ หรือ?” “จริงสิท่านแม่ลู่ ข้าไม่เห็นประโยชน์อย่างอื่นจากกระบี่ขยะ ๆ เล่มนี้เลยสักนิด” ลู่ชิงถานเหลือบมององครักษ์จาง ก่อนเสนอขึ้นมา “ถ้าเช่นนั้นยกให้องครักษ์จางใช้ไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ?” หูขององครักษ์จางผึ่งขึ้นทันที ดวงตาจับจ้องกระบี่เพลิงเมฆาอย่างคาดหวัง ยูรันกลับส่ายหน้า “จะให้เขาทำไม? ตาแก่จางใช้วิชาอัคคีได้หรือ?” องครักษ์จางชะงัก “เอ่อ... ไม่ได้ขอรับ” “ถ้าใช้ไม่ได้ กระบี่เล่มนี้ก็ไม่มีประโยชน์กับเขา ต่อให้ใช้ได้ แต่ควบคุมเปลวไฟไม่ดี ระหว่างต่อสู้เกิดไฟกระเด็นมาโดนเจ้าขึ้นมาจะทำอย่างไร?” ลู่ชิงถานนิ่งไปเล็กน้อย นางไม่ได้ยินคำอธิบายส่วนอื่นอีกแล้ว ภายในหัวเหลือเพียงประโยคเดียวเท่านั้น [หากไฟกระเด็นมาโดนเจ้าขึ้นมาจะทำอย่างไร...] [ที่แท้เขาก็เป็นห่วงข้า] ใบหน้าของนางแดงขึ้นเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างว่าง่าย “อืม คุณชายพูดถูกแล้วเจ้าค่ะ” องครักษ์จางมองคุณหนูของตนสลับกับกระบี่เพลิงเมฆา ก่อนก้มหน้าลงอย่างหมดอาลัย [แล้วเหตุใดจึงไม่มีผู้ใดถามความเห็นข้าบ้างเลย...] ตอนก่อนหน้าตอนที่ 92 ก็ได้... ข้าจะรอตอนต่อไปตอนที่ 94 บางทีอาจสร้างกิเลนขึ้นมาได้