ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 95 ข้าคิดว่าการแบ่งเช่นนี้ดูออกง่ายจะตาย
ไม่นานนัก พนักงานต้อนรับก็เดินกลับเข้ามาพร้อมแผ่นหยกบันทึกรายการสัตว์อสูรจำนวนมาก
“เรียนคุณชาย นอกจากสิงโตอัสนีแล้ว หอสัตว์อสูรยังมีเสือดาวเมฆาอัสนี กวางเขาวายุ พยัคฆ์เพลิงคราม อสรพิษเกล็ดทอง และสัตว์อสูรสายเลือดพิเศษอีกหลายชนิดเจ้าค่ะ”
ยูรันรับแผ่นหยกมาตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้น
“ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ของพวกนี้ไม่ต้องนำมาประมูล ข้าไปซื้อจากหอสัตว์อสูรโดยตรงได้หรือไม่?”
“ได้เจ้าค่ะ เพียงแต่สัตว์อสูรบางตัวไม่ได้อยู่ในรายการสำหรับขายโดยตรง หากคุณชายต้องการซื้อ ราคาก็อาจสูงกว่าปกติเล็กน้อย”
ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“ไม่เป็นไร ข้ารวย”
“...”
พนักงานต้อนรับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
หากเป็นคนอื่นพูดคำนี้ นางคงคิดว่ากำลังโอ้อวด แต่หลังจากเห็นยูรันจ่ายเงินหลายสิบล้านเหรียญวิญญาณโดยสีหน้าไม่เปลี่ยน นางก็ไม่อาจโต้แย้งได้จริง ๆ
ลู่เหยียนหนิงกล่าวกับพนักงาน
“แจ้งทางหอสัตว์อสูรให้เตรียมเอาไว้ ช่วงบ่ายตระกูลลู่จะเข้าไปชมสัตว์อสูรด้วยตนเอง”
“รับทราบเจ้าค่ะ ข้าจะรีบแจ้งให้ผู้ดูแลเตรียมการต้อนรับ”
ยูรันตรวจดูรายการประมูลที่เหลือ ก่อนวางลงบนโต๊ะ
“รายการวันนี้คงไม่มีสิ่งใดน่าสนใจแล้ว พวกเราไปกินอาหารกันดีกว่า”
เขาลุกขึ้น ก่อนยื่นมือไปประคองลู่เหยียนหนิงตามความเคยชิน
“เชิญท่านแม่ลู่”
ลู่เหยียนหนิงยิ้มรับ ก่อนลุกขึ้นเดินออกจากห้องพร้อมเขา ลู่ชิงถานกับองครักษ์จางจึงตามออกไปด้านหลัง
ภายในห้องฝั่งตรงข้าม หนานอวี้เห็นทั้งสี่คนกำลังจากไปก็รีบลุกพรวดขึ้น
“ศิษย์พี่รอง! พวกเขาออกไปแล้ว ดูเหมือนจะไม่ประมูลต่อ พวกเรารีบตามไปกันเถอะ!”
ไป๋หลิงพยักหน้า
“อืม ไปกัน”
ทั้งสองออกจากห้องรับรอง ก่อนติดตามพวกยูรันไปยังห้องอาหารของหอประมูลสมบัติ
ภายในห้องอาหาร ยูรัน ลู่เหยียนหนิง ลู่ชิงถาน และองครักษ์จางเลือกนั่งโต๊ะส่วนตัว ก่อนสั่งอาหารมาหลายอย่าง
ทั้งสี่พูดคุยกันอยู่ได้ไม่นาน เสียงฝีเท้าสองสายก็ดังเข้ามาใกล้
“ศิษย์น้อง!”
ยูรันหันไปทางต้นเสียง
“ศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่สาม พวกท่านมาที่นี่จริง ๆ ด้วย”
ไป๋หลิงเดินเข้ามาด้วยท่าทีสุขุม ขณะที่หนานอวี้ก้าวมาหยุดตรงหน้ายูรัน ก่อนยกมือเท้าสะเอว
ยูรันจึงแนะนำทั้งสองฝ่ายให้รู้จักกัน
“ท่านแม่ลู่ นี่คือศิษย์พี่รองของข้า ไป๋หลิง ส่วนคนที่กำลังทำหน้าหาเรื่องข้าอยู่คือศิษย์พี่สาม หนานอวี้”
“ใครทำหน้าหาเรื่องเจ้ากัน!”
หนานอวี้โวยวายทันที ก่อนชี้หน้ายูรัน
“เจ้ามาถึงเมืองหลอมศิลาแล้ว เหตุใดไม่ไปหาพวกข้าก่อน? กลับมาแอบเที่ยวเล่นกับหญิงสาวตระกูลลู่อยู่ที่นี่!”
ลู่ชิงถานชะงักเมื่อถูกกล่าวถึง ก่อนรีบอธิบาย
“คุณหนูหนานเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ คุณชายยูรันหลงทางระหว่างเดินทางเข้าเมือง แล้วบังเอิญพบว่าพวกเราถูกโจรดักปล้น เขาจึงช่วยเหลือพวกเราเอาไว้”
นางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“เพื่อเป็นการตอบแทน ข้าจึงเชิญคุณชายไปพักที่คฤหาสน์ตระกูลลู่ อีกทั้งเขายังมีธุระต้องเข้าร่วมงานประมูลในนามตระกูลเราด้วยเจ้าค่ะ”
หนานอวี้ลากเสียงยาว
“อ๋อออออออออ...”
นางมองลู่ชิงถานตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนหันกลับไปมองยูรัน
“ที่แท้ก็หลงทางแล้วบังเอิญช่วยหญิงงามเอาไว้นี่เอง”
ยูรันพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ใช่แล้ว เรื่องทั้งหมดก็มีเพียงเท่านี้”
หนานอวี้หรี่ตามองเขา
“จริงหรือ?”
“จริงสิ”
“แล้วเหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าเจ้ายังเล่าไม่หมด?”
ยูรันพยักหน้า
“อ๋อ ได้ ถ้าเช่นนั้นข้าจะเล่าให้ฟัง”
เขาผายมือไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
“ศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่สาม พวกท่านนั่งก่อนสิ”
ไป๋หลิงกับหนานอวี้นั่งลงตามคำเชิญ ทว่าสายตาของทั้งสองกลับเหลือบมองลู่ชิงถานซึ่งนั่งอยู่ข้างยูรันเป็นระยะ สีหน้าดูไม่ค่อยพอใจนัก
หนานอวี้ใช้นิ้วเคาะโต๊ะ
“นั่งแล้ว จะเล่าได้หรือยัง?”
“อ๋อ เรื่องมันเป็นเช่นนี้”
ยูรันเริ่มเล่าตั้งแต่ตนหลงทางอยู่ด้านนอกเมือง จนบังเอิญพบรถม้าของตระกูลลู่ถูกโจรดักปล้น
“ตอนแรกข้าว่าจะเดินผ่านไปเฉย ๆ แต่โจรพวกนั้นดันสังเกตว่าข้าเดินตรงเกินไปสำหรับคนตาบอด พวกมันเลยเรียกข้าไว้”
หนานอวี้คิ้วกระตุก
“เจ้าเห็นผู้อื่นถูกปล้นแล้วคิดจะเดินผ่านไปเฉย ๆ หรือ?”
“ข้ารีบเข้าเมืองนี่นา”
“เล่าต่อไป!”
ยูรันจึงเล่าถึงตอนช่วยปราบโจร รักษาเหล่าองครักษ์ และพบว่าลู่ชิงถานมีร่างกายพิเศษซึ่งเป็นต้นเหตุให้นางอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก
“ข้าจึงตัดสินใจว่าจะรักษานาง ส่วนเรื่องที่ข้ามาเมืองหลอมศิลา เดิมทีข้ามาเพื่อช่วยศิษย์พี่รอง ข้าสงสัยว่าตระกูลเสิ่นกับตระกูลจงร่วมมือกัน และกำลังวางแผนโค่นล้มตระกูลไป๋กับตระกูลลู่”
สีหน้าของไป๋หลิงจริงจังขึ้นทันที
“เจ้าตรวจพบเรื่องนี้แล้วหรือ?”
“ประมาณนั้น รายละเอียดเอาไว้คุยกันหลังจากกินข้าวเสร็จ”
ยูรันกล่าวต่ออย่างสบายอารมณ์
“นอกจากนี้ ข้ายังขอให้ลู่ชิงถานแกล้งเป็นคนรักของข้าในงานประมูล เพื่อยั่วโมโหศิษย์พี่เย่ด้วย”
“ว่าอย่างไรนะ?!”
หนานอวี้ตบโต๊ะลุกขึ้นทันที
ยูรันยกมือขึ้นห้าม
“แค่แสดงละครเท่านั้น นั่งลงก่อน”
หนานอวี้จ้องลู่ชิงถานเขม็ง ก่อนค่อย ๆ นั่งลงอย่างไม่เต็มใจ
ยูรันเล่าต่อว่าหลังจากนั้นตนไปพักที่คฤหาสน์ตระกูลลู่ ทำอาหารให้สองแม่ลูก และรับปากว่าจะรักษาลู่ชิงถาน
“ส่วนเมื่อวาน ข้าพาท่านแม่ลู่ออกไปเที่ยวเล่นตลอดทั้งวัน พอตอนเที่ยงก็กลับมาทำอาหารให้ท่านแม่กิน จากนั้นช่วงบ่ายจึงออกไปเที่ยวกันต่อ”
หนานอวี้หันไปมองลู่เหยียนหนิง
“ท่านแม่ลู่?”
ลู่เหยียนหนิงยิ้มอย่างพึงพอใจ
“ยูรันเรียกข้าเช่นนี้เอง”
“...”
หนานอวี้กับไป๋หลิงเงียบไปพร้อมกัน
ยูรันไม่ได้สนใจท่าทีของทั้งสอง ยังคงเล่าต่อจนถึงการประมูลเมื่อครู่
“ข้าประมูลไข่เหยี่ยววายุครามมาได้ หลังตรวจสอบแล้วพบว่าสายเลือดของมันยังพอพัฒนาได้อยู่ ช่วงบ่ายข้าจึงจะไปหอสัตว์อสูร ซื้อสัตว์ที่มีสายเลือดเหมาะสมมาทดลองผสมกัน”
ไป๋หลิงชะงัก
“เจ้าจะผสมสัตว์อสูร?”
“อืม”
“เพื่ออะไร?”
“ลองสร้างกิเลนดู”
“...”
ยูรันกล่าวต่อราวกับเป็นเรื่องธรรมดา
“ถ้าสร้างกิเลนไม่ได้ อย่างน้อยเอาเหยี่ยววายุครามผสมกับสิงโตอัสนี ก็น่าจะสร้างกริฟฟอนสายฟ้าขึ้นมาได้”
บนโต๊ะอาหารตกอยู่ในความเงียบ
หนานอวี้อ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมองไป๋หลิง
“ศิษย์พี่รอง... ตอนแรกพวกเรากำลังถามเรื่องที่ศิษย์น้องไปพักอยู่กับหญิงสาวไม่ใช่หรือ?”
ไป๋หลิงพยักหน้าช้า ๆ
“ใช่”
“แล้วเหตุใดสุดท้ายจึงกลายเป็นว่าเขากำลังจะไปสร้างสัตว์เทพขึ้นมาได้เล่า?!”
ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“เอาเถอะ เรื่องนั้นไม่สำคัญ”
หนานอวี้อ้าปากค้าง
“เรื่องสร้างสัตว์เทพไม่สำคัญตรงไหนกัน?!”
ยูรันไม่สนใจนาง ก่อนหันไปทางไป๋หลิง
“แล้ววันนี้ศิษย์พี่ทั้งสองมาทำอะไรที่นี่? หรือเพียงมาดูว่าศิษย์พี่เย่จะร่วมมือกับตระกูลเสิ่นล้มตระกูลไป๋กับตระกูลลู่อย่างไร?”
ไป๋หลิงหรี่ตามองเขา
“เจ้าพูดเช่นนี้ แสดงว่ามั่นใจแล้วสินะ”
“ดูจากที่ศิษย์พี่เย่มาร่วมประมูลพร้อมตระกูลเสิ่น ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น”
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ข้าคิดว่าพวกมันคงตกลงแบ่งผลประโยชน์กันเรียบร้อยแล้ว เช่น ตระกูลเสิ่นได้ทรัพย์สินและกิจการของตระกูลไป๋ ศิษย์พี่เย่ได้ตัวศิษย์พี่รอง ส่วนตระกูลจงก็ได้ลู่ชิงถานกับตระกูลลู่”
เขาวางถ้วยชาลง
“พวกท่านคิดว่าอย่างไร? แบ่งกันเช่นนี้สมเหตุสมผลหรือไม่?”
“...”
ทั่วทั้งโต๊ะอาหารตกอยู่ในความเงียบ
มือของไป๋หลิงซึ่งถือถ้วยชาอยู่ค่อย ๆ กำแน่นขึ้น แววตาเย็นเยียบลงทันที
หนานอวี้เป็นคนแรกที่ทนไม่ไหว
“ไอ้สารเลวเย่อ้าวเทียนคิดจะเอาศิษย์พี่รองไปเป็นของมันหรือ?!”
“มีความเป็นไปได้สูง”
“ข้าจะไปฆ่ามันเดี๋ยวนี้!”
หนานอวี้ลุกพรวดขึ้น แต่ไป๋หลิงยื่นมือไปดึงนางกลับมานั่ง
“สงบสติอารมณ์ก่อน นี่ยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน”
แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่น้ำเสียงของไป๋หลิงกลับเย็นชาจนน่ากลัว
อีกด้านหนึ่ง ลู่เหยียนหนิงจับมือบุตรสาวเอาไว้แน่น ลู่ชิงถานเองก็มีสีหน้าซีดลงเล็กน้อย
องครักษ์จางกัดฟันกล่าว
“พวกมันคิดจะแบ่งคุณหนูกับทรัพย์สินของตระกูลลู่กันราวกับสิ่งของเลยหรือ!”
ยูรันพยักหน้า
“ผู้ชนะย่อมเป็นคนแบ่งผลประโยชน์ ส่วนคนแพ้ไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรอยู่แล้ว พวกมันคงคิดเช่นนั้น”
ไป๋หลิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยอมรับ
“แม้ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่การแบ่งผลประโยชน์เช่นนี้สมเหตุสมผลเกินไปจริง ๆ”
นางเงยหน้ามองยูรัน
“พวกข้ามาที่งานประมูลเพราะได้รับข่าวว่าเย่อ้าวเทียนติดต่อกับตระกูลเสิ่น จึงต้องการมาตรวจสอบว่าพวกเขาร่วมมือกันจริงหรือไม่”
หนานอวี้เหลือบมองไปทางห้องประมูล ก่อนแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ
“ตอนนี้ไม่ต้องตรวจสอบแล้วกระมัง มันนั่งอยู่กับคุณชายตระกูลเสิ่นอย่างเปิดเผยขนาดนั้น!”
ยูรันพยักหน้าเห็นด้วย
“อืม อย่างน้อยเรื่องหนึ่งก็ชัดเจนแล้ว”
เขามองคนบนโต๊ะซึ่งล้วนมีสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนเอ่ยถามอย่างสงสัย
“แล้วเหตุใดพวกท่านจึงทำหน้าเหมือนเพิ่งรู้กัน? ข้าคิดว่าการแบ่งเช่นนี้ดูออกง่ายจะตาย”