ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 97 หลักการก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก
ทุกคนบนโต๊ะต่างคิดเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย
หลังจากทั้งหมดกลับมารวมตัวกันภายในห้องรับรอง ยูรันก็ปิดประตู ก่อนสะบัดมือกางม่านพลังปิดกั้นเสียงรอบห้องอย่างระมัดระวัง
ทันทีที่แน่ใจว่าเสียงภายในไม่มีทางเล็ดลอดออกไป เขาก็ทรุดตัวลงกับพื้น
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ!”
ยูรันหัวเราะลั่น มือทั้งสองกุมท้อง ก่อนกลิ้งไปมาบนพื้นอย่างหมดสภาพ
“สามครั้ง! ศิษย์พี่เย่กระอักเลือดตั้งสามครั้ง!”
เขาพยายามลุกขึ้นนั่ง แต่พอนึกถึงใบหน้าเขียวคล้ำของเย่อ้าวเทียนก็หัวเราะออกมาอีกรอบ จนต้องทิ้งตัวกลับลงไปนอนกับพื้น
ลู่ชิงถานยืนมองยูรันกลิ้งไปมาอย่างตกตะลึง ก่อนหลุดหัวเราะตามออกมา
หนานอวี้เองก็ทนไม่ไหว นางตบโต๊ะพลางหัวเราะเสียงดัง
“ข้าเห็นชัดเลย! ตอนชิงถานบอกว่ายอมเป็นคนที่สอง เส้นเลือดบนหน้าผากของมันแทบระเบิด!”
ลู่เหยียนหนิงยกแขนเสื้อขึ้นปิดปาก แต่ไหล่ทั้งสองข้างกลับสั่นไม่หยุด
แม้แต่ไป๋หลิงซึ่งพยายามรักษาท่าทีสงบนิ่งมาตลอด ยังต้องหันหน้าหนีเพื่อซ่อนรอยยิ้ม
มีเพียงองครักษ์จางที่ยังยืนตัวแข็งอยู่ข้างประตู
เขามองชายหนุ่มผู้เพิ่งใช้เงินหลายสิบล้านเหรียญวิญญาณแย่งสมบัติทุกชิ้น ก่อนพาสตรีไปทำให้คู่แข่งกระอักเลือด แล้วกลับมากลิ้งหัวเราะอยู่กับพื้นราวกับเด็ก
[นี่คือยอดฝีมือลึกลับที่ช่วยชีวิตพวกเราจริง ๆ หรือ?]
ยูรันพยายามสูดหายใจหลายครั้ง แต่ก็ยังหยุดหัวเราะไม่ได้
“เยว่หลีทำให้เขากระอักเลือดครั้งหนึ่ง แต่ชิงถานทำได้ถึงสามครั้ง...”
เขายกนิ้วโป้งให้ลู่ชิงถานทั้งที่ยังนอนอยู่บนพื้น
“เจ้ามีพรสวรรค์ยิ่งกว่านางเสียอีก!”
ลู่ชิงถานยิ้มอย่างภาคภูมิใจขึ้นมาทันที ราวกับเพิ่งได้รับคำชมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต
“หากท่านพี่ต้องการ ครั้งหน้าข้าจะพยายามให้เขากระอักเลือดมากกว่านี้เจ้าค่ะ”
หนานอวี้ซึ่งกำลังหัวเราะอยู่พลันได้สติ ก่อนหันขวับไปทางลู่ชิงถาน
“พอแล้ว! การแสดงจบไปแล้ว เหตุใดเจ้ายังเรียกศิษย์น้องของข้าว่าท่านพี่อีก?”
ลู่ชิงถานชะงัก ก่อนหันไปหามารดาด้วยสีหน้าไร้เดียงสา
“ท่านแม่ ข้าเรียกเช่นนี้ไม่ได้หรือเจ้าคะ?”
ลู่เหยียนหนิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างเป็นธรรมชาติ
“แม่ก็ไม่เห็นว่าจะมีตรงไหนเสียหายนี่”
“ไม่ได้สิ ฮูหยินลู่!”
หนานอวี้พยายามคัดค้าน ทว่าเสียงของนางกลับเบาลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อถูกลู่เหยียนหนิงมองด้วยรอยยิ้ม
ยูรันหยุดหัวเราะ ก่อนลุกขึ้นจากพื้นและปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า
“พอแล้ว ๆ เรื่องเรียกชื่อเอาไว้ค่อยเถียงกันทีหลัง ช่วงบ่ายพวกเราไปดูสัตว์อสูรก่อน ส่วนตอนเย็นต้องเดินทางไปตระกูลไป๋”
เขาหันไปทางไป๋หลิง สีหน้าขบขันเมื่อครู่ค่อย ๆ สงบลง
“เดี๋ยวข้าจะช่วยพูดกับท่านยายของศิษย์พี่รองให้เอง”
ไป๋หลิงชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นจริงจังทันที
“เจ้าจะพูดกับท่านยายของข้า?”
“อืม”
“แต่นี่เป็นเรื่องภายในตระกูลไป๋ เจ้าไม่จำเป็นต้องเข้ามาเกี่ยวข้องก็ได้”
ยูรันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ข้ารู้ว่าเป็นเรื่องภายในตระกูลของท่าน และข้าจะไม่ตัดสินใจแทนผู้ใด”
เขาหันหน้าไปทางไป๋หลิง
“แต่หากปล่อยเอาไว้เช่นนี้ เรื่องก็คงไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ในเมื่อศิษย์พี่รองพูดด้วยตนเองลำบาก ข้าจะช่วยพูดในส่วนที่ท่านไม่อาจพูดออกมาให้เอง”
ไป๋หลิงกำมือแน่นเล็กน้อย
“ท่านยายอาจไม่ยอมฟังเจ้า”
ยูรันตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ราวกับมั่นใจในสิ่งที่กล่าวอย่างสมบูรณ์
“ท่านจะฟังข้าแน่ เหมือนเช่นทุกครั้ง”
ไป๋หลิงหยักหน้า "อืม ข้าเข้าใจแล้ว"
ช่วงบ่าย ยูรันพาทุกคนเดินทางมายังหอสัตว์อสูรตามที่นัดหมายเอาไว้
ทันทีที่พวกเขามาถึง ผู้ดูแลหอก็รีบออกมาต้อนรับ ก่อนเชิญทั้งหมดเข้าไปยังห้องรับรองและนำรายการสัตว์อสูรที่มีอยู่มาให้ตรวจสอบ
ยูรันไม่ได้เปิดดูรายการทันที แต่กลับขอกระดาษกับพู่กันมาวางตรงหน้า
“ข้าจะเขียนสิ่งที่ต้องการก่อน พวกท่านค่อยตรวจดูว่ามีสัตว์อสูรชนิดใดบ้าง”
จากนั้นเขาก็แบ่งหน้ากระดาษออกเป็นสามส่วน ได้แก่ ร่างต้นแบบ สายเลือดประกอบ และธาตุที่ต้องการ ก่อนเขียนรายชื่อสัตว์เทพที่คิดจะสร้างลงไปทีละชนิด
- กิเลนร่างต้นแบบเป็นกวางวิญญาณหรือม้าวิญญาณ เสริมสายเลือดมังกรและสัตว์อสูรเกล็ดทอง ต้องการสายพันธุ์ธาตุเพลิง อัสนี ปฐพี และพฤกษาอย่างละชุด
- ม้านิลมังกรใช้ม้าเกล็ดดำเป็นร่างต้นแบบ ผสมกับมังกรวารีหรืออสรพิษสายเลือดมังกร ธาตุหลักเป็นวารีกับความมืด และอาจเสริมอัสนีได้
- กริฟฟอนใช้สิงโตเป็นร่างหลัก ผสมกับเหยี่ยวหรืออินทรีวายุ ต้องการสายพันธุ์ธาตุลม อัสนี และเพลิงสำหรับทดลองแยกกัน
- ยูนิคอร์นใช้ม้าขาววิญญาณ ผสมกับกวางเขาเดียวหรือสัตว์อสูรที่มีพลังอยู่ในเขา ธาตุหลักเป็นแสง พฤกษา และวารี
- เพกาซัสใช้ม้าเมฆาเป็นร่างหลัก ผสมสายเลือดของวิหควายุ ธาตุหลักเป็นลมกับแสง
- คชสีห์ใช้ช้างวิญญาณผสมกับสิงโตเกราะทอง ธาตุหลักเป็นปฐพีกับโลหะ
- เต่ามังกรใช้เต่าวิญญาณอายุยืน ผสมกับมังกรวารีหรือมังกรปฐพี ธาตุหลักเป็นวารี ปฐพี และเหมันต์
- หงส์ฟ้าใช้นกหลวนฟ้าหรือนกยูงครามเป็นร่างต้นแบบ ผสมสายเลือดวิหคเพลิง ธาตุหลักเป็นเพลิง วายุ และพฤกษา
- คิเมร่าใช้สิงโตเป็นร่างหลัก ผสมกับแพะอสูรและอสรพิษพิษ ต้องเตรียมสายพันธุ์เพลิง อัสนี และพิษหลายชุด
- มันติคอร์ใช้สิงโตทมิฬ ผสมกับค้างคาวอสูรและแมงป่องพิษ ธาตุหลักเป็นความมืด วายุ และพิษ
- คุนเผิงใช้ปลาอสูรขนาดใหญ่เป็นร่างต้นแบบ ผสมกับวิหคสายเลือดโบราณ ธาตุหลักเป็นวารี วายุ และมิติ
- กวางมังกรใช้กวางวิญญาณผสมกับมังกรพฤกษาหรืออสรพิษสายเลือดมังกร ธาตุหลักเป็นพฤกษา แสง และพลังชีวิต
- วาฬมังกรเขาเดียวใช้วาฬเขาเดียวเป็นร่างต้นแบบ ผสมกับมังกรวารีและอสรพิษเหมันต์ ธาตุหลักเป็นวารี เหมันต์ และอัสนี
- เซเบรัส
ใช้หมาป่าเพลิงทมิฬเป็นร่างต้นแบบ ผสมกับสัตว์อสูรหลายเศียร ธาตุหลักเป็นเพลิง ความมืด และพลังวิญญาณ
หลังเขียนรายการหลักเสร็จ ยูรันก็เริ่มแตกแขนงสูตรทดลองเพิ่มเติม
หากไม่มีกวางวิญญาณให้ใช้ม้าเขาทองแทน หากไม่มีมังกรวารีให้ใช้อสรพิษเกล็ดมังกร หากสายเลือดเหยี่ยวเข้ากับสิงโตไม่ได้ก็เปลี่ยนเป็นอินทรีหรือแร้งอัสนี
สัตว์เทพแต่ละชนิดมีสูตรทดลองไม่น้อยกว่าสามแบบ บางชนิดมีมากถึงสิบแบบ และแต่ละสูตรยังแยกออกตามธาตุอีกหลายสาย
กระดาษแผ่นแรกเต็มอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยแผ่นที่สอง สาม และสี่
หนานอวี้หยิบกระดาษเหล่านั้นขึ้นมาอ่าน ตอนแรกสีหน้าของนางยังดูสนใจ แต่ยิ่งเปิดดูมากเท่าไร ใบหน้าก็ยิ่งซีดลงเท่านั้น
“เดี๋ยวก่อนนะ...”
นางมองรายการสัตว์อสูรซึ่งยาวเหยียดจนแทบมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
“เจ้าไม่ได้คิดจะทดลองเพียงกิเลนกับกริฟฟอนหรอกหรือ?”
สายตาของนางเลื่อนลงไปยังรายชื่อด้านล่าง ก่อนพบชื่อสัตว์ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนหลายชนิด
“แล้วตัวอื่นพวกนี้มันคืออะไรกัน?”
หนานอวี้ชี้ลงบนหน้ากระดาษ
“เซเบรัส คิเมร่า มันติคอร์ ยูนิคอร์น แล้วก็เพกาซัส... ข้าไม่เคยได้ยินชื่อสัตว์อสูรพวกนี้มาก่อนเลย!”
สัตว์อย่างกิเลน ม้านิลมังกร คชสีห์ เต่ามังกร หงส์ฟ้า หรือกวางมังกร นางยังพอจินตนาการรูปร่างจากชื่อได้
แต่สัตว์ที่ยูรันเขียนขึ้นมาเหล่านี้ ต่อให้อ่านส่วนประกอบแล้ว นางก็ยังนึกภาพไม่ออก
“เซเบรัส... หมาป่าเพลิงทมิฬผสมกับสัตว์อสูรหลายเศียร หรือว่ามันจะเป็นสุนัขที่มีหลายหัว?”
นางรีบเลื่อนไปดูรายการถัดไป
“คิเมร่าใช้สิงโต แพะอสูร และอสรพิษ นี่เจ้าคิดจะเอาสัตว์สามชนิดมารวมอยู่ในร่างเดียวกันหรือ?”
“ส่วนมันติคอร์... สิงโตทมิฬ ค้างคาวอสูร แล้วก็แมงป่องพิษ?”
ยิ่งอ่าน สีหน้าของหนานอวี้ก็ยิ่งสับสน
“แล้วยูนิคอร์นกับเพกาซัสอีก ตัวหนึ่งเป็นม้ามีเขา ส่วนอีกตัวเป็นม้ามีปีกอย่างนั้นหรือ?”
ในที่สุดนางก็ทนเก็บความสงสัยเอาไว้ไม่ไหว รีบหันไปเรียกคนอื่น
“ศิษย์พี่รอง! ท่านแม่ลู่! ชิงถาน! พวกท่านรีบมาดูนี่เร็วเข้า!”
ไป๋หลิง ลู่เหยียนหนิง และลู่ชิงถานเดินเข้ามาล้อมรอบกระดาษในมือนาง แม้แต่องครักษ์จางกับผู้ดูแลหอสัตว์อสูรก็อดชะโงกหน้าเข้ามาดูไม่ได้
หนานอวี้ยกกระดาษขึ้น ก่อนชี้ชื่อแต่ละตัวให้ทุกคนเห็น
“ศิษย์น้องไม่ได้คิดจะสร้างสัตว์เทพเพียงหนึ่งหรือสองชนิด เขาคิดจะสร้างสัตว์ที่ไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นมาก่อนขึ้นมาเป็นฝูงเลย!”
ทุกคนไล่อ่านรายละเอียดบนกระดาษอย่างเงียบงัน
เมื่อจินตนาการถึงม้าขาวซึ่งมีเขา ม้ามีปีก สุนัขสามหัว สิงโตติดปีกค้างคาวกับหางแมงป่อง และสัตว์ซึ่งรวมสิงโต แพะ และอสรพิษเอาไว้ในร่างเดียวกัน สีหน้าของพวกเขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป
ลู่ชิงถานเงยหน้าถามอย่างไม่อยากเชื่อ
“คุณชายเคยเห็นสัตว์เหล่านี้มาก่อนหรือเจ้าคะ?”
“เคยเห็นภาพอยู่บ้าง”
ยูรันตอบโดยไม่เงยหน้าจากกระดาษ
หนานอวี้มองรายการในมือ ก่อนหันกลับไปมองยูรัน
“เจ้าพูดเหมือนกำลังจะต่อโต๊ะขึ้นมาใช้เองเพราะหาซื้อไม่ได้เลยนะ!”
“หลักการก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก”
“ต่างกันมากเลยต่างหาก!”