คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 97 หลักการก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก7,249 ตัวอักษร

ตอนที่ 97 หลักการก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก

ทุกคนบนโต๊ะต่างคิดเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย

หลังจากทั้งหมดกลับมารวมตัวกันภายในห้องรับรอง ยูรันก็ปิดประตู ก่อนสะบัดมือกางม่านพลังปิดกั้นเสียงรอบห้องอย่างระมัดระวัง

ทันทีที่แน่ใจว่าเสียงภายในไม่มีทางเล็ดลอดออกไป เขาก็ทรุดตัวลงกับพื้น

“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ!”

ยูรันหัวเราะลั่น มือทั้งสองกุมท้อง ก่อนกลิ้งไปมาบนพื้นอย่างหมดสภาพ

“สามครั้ง! ศิษย์พี่เย่กระอักเลือดตั้งสามครั้ง!”

เขาพยายามลุกขึ้นนั่ง แต่พอนึกถึงใบหน้าเขียวคล้ำของเย่อ้าวเทียนก็หัวเราะออกมาอีกรอบ จนต้องทิ้งตัวกลับลงไปนอนกับพื้น

ลู่ชิงถานยืนมองยูรันกลิ้งไปมาอย่างตกตะลึง ก่อนหลุดหัวเราะตามออกมา

หนานอวี้เองก็ทนไม่ไหว นางตบโต๊ะพลางหัวเราะเสียงดัง

“ข้าเห็นชัดเลย! ตอนชิงถานบอกว่ายอมเป็นคนที่สอง เส้นเลือดบนหน้าผากของมันแทบระเบิด!”

ลู่เหยียนหนิงยกแขนเสื้อขึ้นปิดปาก แต่ไหล่ทั้งสองข้างกลับสั่นไม่หยุด

แม้แต่ไป๋หลิงซึ่งพยายามรักษาท่าทีสงบนิ่งมาตลอด ยังต้องหันหน้าหนีเพื่อซ่อนรอยยิ้ม

มีเพียงองครักษ์จางที่ยังยืนตัวแข็งอยู่ข้างประตู

เขามองชายหนุ่มผู้เพิ่งใช้เงินหลายสิบล้านเหรียญวิญญาณแย่งสมบัติทุกชิ้น ก่อนพาสตรีไปทำให้คู่แข่งกระอักเลือด แล้วกลับมากลิ้งหัวเราะอยู่กับพื้นราวกับเด็ก

[นี่คือยอดฝีมือลึกลับที่ช่วยชีวิตพวกเราจริง ๆ หรือ?]

ยูรันพยายามสูดหายใจหลายครั้ง แต่ก็ยังหยุดหัวเราะไม่ได้

“เยว่หลีทำให้เขากระอักเลือดครั้งหนึ่ง แต่ชิงถานทำได้ถึงสามครั้ง...”

เขายกนิ้วโป้งให้ลู่ชิงถานทั้งที่ยังนอนอยู่บนพื้น

“เจ้ามีพรสวรรค์ยิ่งกว่านางเสียอีก!”

ลู่ชิงถานยิ้มอย่างภาคภูมิใจขึ้นมาทันที ราวกับเพิ่งได้รับคำชมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต

“หากท่านพี่ต้องการ ครั้งหน้าข้าจะพยายามให้เขากระอักเลือดมากกว่านี้เจ้าค่ะ”

หนานอวี้ซึ่งกำลังหัวเราะอยู่พลันได้สติ ก่อนหันขวับไปทางลู่ชิงถาน

“พอแล้ว! การแสดงจบไปแล้ว เหตุใดเจ้ายังเรียกศิษย์น้องของข้าว่าท่านพี่อีก?”

ลู่ชิงถานชะงัก ก่อนหันไปหามารดาด้วยสีหน้าไร้เดียงสา

“ท่านแม่ ข้าเรียกเช่นนี้ไม่ได้หรือเจ้าคะ?”

ลู่เหยียนหนิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างเป็นธรรมชาติ

“แม่ก็ไม่เห็นว่าจะมีตรงไหนเสียหายนี่”

“ไม่ได้สิ ฮูหยินลู่!”

หนานอวี้พยายามคัดค้าน ทว่าเสียงของนางกลับเบาลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อถูกลู่เหยียนหนิงมองด้วยรอยยิ้ม

ยูรันหยุดหัวเราะ ก่อนลุกขึ้นจากพื้นและปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า

“พอแล้ว ๆ เรื่องเรียกชื่อเอาไว้ค่อยเถียงกันทีหลัง ช่วงบ่ายพวกเราไปดูสัตว์อสูรก่อน ส่วนตอนเย็นต้องเดินทางไปตระกูลไป๋”

เขาหันไปทางไป๋หลิง สีหน้าขบขันเมื่อครู่ค่อย ๆ สงบลง

“เดี๋ยวข้าจะช่วยพูดกับท่านยายของศิษย์พี่รองให้เอง”

ไป๋หลิงชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นจริงจังทันที

“เจ้าจะพูดกับท่านยายของข้า?”

“อืม”

“แต่นี่เป็นเรื่องภายในตระกูลไป๋ เจ้าไม่จำเป็นต้องเข้ามาเกี่ยวข้องก็ได้”

ยูรันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ข้ารู้ว่าเป็นเรื่องภายในตระกูลของท่าน และข้าจะไม่ตัดสินใจแทนผู้ใด”

เขาหันหน้าไปทางไป๋หลิง

“แต่หากปล่อยเอาไว้เช่นนี้ เรื่องก็คงไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ในเมื่อศิษย์พี่รองพูดด้วยตนเองลำบาก ข้าจะช่วยพูดในส่วนที่ท่านไม่อาจพูดออกมาให้เอง”

ไป๋หลิงกำมือแน่นเล็กน้อย

“ท่านยายอาจไม่ยอมฟังเจ้า”

ยูรันตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ราวกับมั่นใจในสิ่งที่กล่าวอย่างสมบูรณ์

“ท่านจะฟังข้าแน่ เหมือนเช่นทุกครั้ง”

ไป๋หลิงหยักหน้า "อืม ข้าเข้าใจแล้ว"

ช่วงบ่าย ยูรันพาทุกคนเดินทางมายังหอสัตว์อสูรตามที่นัดหมายเอาไว้

ทันทีที่พวกเขามาถึง ผู้ดูแลหอก็รีบออกมาต้อนรับ ก่อนเชิญทั้งหมดเข้าไปยังห้องรับรองและนำรายการสัตว์อสูรที่มีอยู่มาให้ตรวจสอบ

ยูรันไม่ได้เปิดดูรายการทันที แต่กลับขอกระดาษกับพู่กันมาวางตรงหน้า

“ข้าจะเขียนสิ่งที่ต้องการก่อน พวกท่านค่อยตรวจดูว่ามีสัตว์อสูรชนิดใดบ้าง”

จากนั้นเขาก็แบ่งหน้ากระดาษออกเป็นสามส่วน ได้แก่ ร่างต้นแบบ สายเลือดประกอบ และธาตุที่ต้องการ ก่อนเขียนรายชื่อสัตว์เทพที่คิดจะสร้างลงไปทีละชนิด

  1. กิเลนร่างต้นแบบเป็นกวางวิญญาณหรือม้าวิญญาณ เสริมสายเลือดมังกรและสัตว์อสูรเกล็ดทอง ต้องการสายพันธุ์ธาตุเพลิง อัสนี ปฐพี และพฤกษาอย่างละชุด
  2. ม้านิลมังกรใช้ม้าเกล็ดดำเป็นร่างต้นแบบ ผสมกับมังกรวารีหรืออสรพิษสายเลือดมังกร ธาตุหลักเป็นวารีกับความมืด และอาจเสริมอัสนีได้
  3. กริฟฟอนใช้สิงโตเป็นร่างหลัก ผสมกับเหยี่ยวหรืออินทรีวายุ ต้องการสายพันธุ์ธาตุลม อัสนี และเพลิงสำหรับทดลองแยกกัน
  4. ยูนิคอร์นใช้ม้าขาววิญญาณ ผสมกับกวางเขาเดียวหรือสัตว์อสูรที่มีพลังอยู่ในเขา ธาตุหลักเป็นแสง พฤกษา และวารี
  5. เพกาซัสใช้ม้าเมฆาเป็นร่างหลัก ผสมสายเลือดของวิหควายุ ธาตุหลักเป็นลมกับแสง
  6. คชสีห์ใช้ช้างวิญญาณผสมกับสิงโตเกราะทอง ธาตุหลักเป็นปฐพีกับโลหะ
  7. เต่ามังกรใช้เต่าวิญญาณอายุยืน ผสมกับมังกรวารีหรือมังกรปฐพี ธาตุหลักเป็นวารี ปฐพี และเหมันต์
  8. หงส์ฟ้าใช้นกหลวนฟ้าหรือนกยูงครามเป็นร่างต้นแบบ ผสมสายเลือดวิหคเพลิง ธาตุหลักเป็นเพลิง วายุ และพฤกษา
  9. คิเมร่าใช้สิงโตเป็นร่างหลัก ผสมกับแพะอสูรและอสรพิษพิษ ต้องเตรียมสายพันธุ์เพลิง อัสนี และพิษหลายชุด
  10. มันติคอร์ใช้สิงโตทมิฬ ผสมกับค้างคาวอสูรและแมงป่องพิษ ธาตุหลักเป็นความมืด วายุ และพิษ
  11. คุนเผิงใช้ปลาอสูรขนาดใหญ่เป็นร่างต้นแบบ ผสมกับวิหคสายเลือดโบราณ ธาตุหลักเป็นวารี วายุ และมิติ
  12. กวางมังกรใช้กวางวิญญาณผสมกับมังกรพฤกษาหรืออสรพิษสายเลือดมังกร ธาตุหลักเป็นพฤกษา แสง และพลังชีวิต
  13. วาฬมังกรเขาเดียวใช้วาฬเขาเดียวเป็นร่างต้นแบบ ผสมกับมังกรวารีและอสรพิษเหมันต์ ธาตุหลักเป็นวารี เหมันต์ และอัสนี
  14. เซเบรัส

ใช้หมาป่าเพลิงทมิฬเป็นร่างต้นแบบ ผสมกับสัตว์อสูรหลายเศียร ธาตุหลักเป็นเพลิง ความมืด และพลังวิญญาณ

หลังเขียนรายการหลักเสร็จ ยูรันก็เริ่มแตกแขนงสูตรทดลองเพิ่มเติม

หากไม่มีกวางวิญญาณให้ใช้ม้าเขาทองแทน หากไม่มีมังกรวารีให้ใช้อสรพิษเกล็ดมังกร หากสายเลือดเหยี่ยวเข้ากับสิงโตไม่ได้ก็เปลี่ยนเป็นอินทรีหรือแร้งอัสนี

สัตว์เทพแต่ละชนิดมีสูตรทดลองไม่น้อยกว่าสามแบบ บางชนิดมีมากถึงสิบแบบ และแต่ละสูตรยังแยกออกตามธาตุอีกหลายสาย

กระดาษแผ่นแรกเต็มอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยแผ่นที่สอง สาม และสี่

หนานอวี้หยิบกระดาษเหล่านั้นขึ้นมาอ่าน ตอนแรกสีหน้าของนางยังดูสนใจ แต่ยิ่งเปิดดูมากเท่าไร ใบหน้าก็ยิ่งซีดลงเท่านั้น

“เดี๋ยวก่อนนะ...”

นางมองรายการสัตว์อสูรซึ่งยาวเหยียดจนแทบมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด

“เจ้าไม่ได้คิดจะทดลองเพียงกิเลนกับกริฟฟอนหรอกหรือ?”

สายตาของนางเลื่อนลงไปยังรายชื่อด้านล่าง ก่อนพบชื่อสัตว์ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนหลายชนิด

“แล้วตัวอื่นพวกนี้มันคืออะไรกัน?”

หนานอวี้ชี้ลงบนหน้ากระดาษ

“เซเบรัส คิเมร่า มันติคอร์ ยูนิคอร์น แล้วก็เพกาซัส... ข้าไม่เคยได้ยินชื่อสัตว์อสูรพวกนี้มาก่อนเลย!”

สัตว์อย่างกิเลน ม้านิลมังกร คชสีห์ เต่ามังกร หงส์ฟ้า หรือกวางมังกร นางยังพอจินตนาการรูปร่างจากชื่อได้

แต่สัตว์ที่ยูรันเขียนขึ้นมาเหล่านี้ ต่อให้อ่านส่วนประกอบแล้ว นางก็ยังนึกภาพไม่ออก

“เซเบรัส... หมาป่าเพลิงทมิฬผสมกับสัตว์อสูรหลายเศียร หรือว่ามันจะเป็นสุนัขที่มีหลายหัว?”

นางรีบเลื่อนไปดูรายการถัดไป

“คิเมร่าใช้สิงโต แพะอสูร และอสรพิษ นี่เจ้าคิดจะเอาสัตว์สามชนิดมารวมอยู่ในร่างเดียวกันหรือ?”

“ส่วนมันติคอร์... สิงโตทมิฬ ค้างคาวอสูร แล้วก็แมงป่องพิษ?”

ยิ่งอ่าน สีหน้าของหนานอวี้ก็ยิ่งสับสน

“แล้วยูนิคอร์นกับเพกาซัสอีก ตัวหนึ่งเป็นม้ามีเขา ส่วนอีกตัวเป็นม้ามีปีกอย่างนั้นหรือ?”

ในที่สุดนางก็ทนเก็บความสงสัยเอาไว้ไม่ไหว รีบหันไปเรียกคนอื่น

“ศิษย์พี่รอง! ท่านแม่ลู่! ชิงถาน! พวกท่านรีบมาดูนี่เร็วเข้า!”

ไป๋หลิง ลู่เหยียนหนิง และลู่ชิงถานเดินเข้ามาล้อมรอบกระดาษในมือนาง แม้แต่องครักษ์จางกับผู้ดูแลหอสัตว์อสูรก็อดชะโงกหน้าเข้ามาดูไม่ได้

หนานอวี้ยกกระดาษขึ้น ก่อนชี้ชื่อแต่ละตัวให้ทุกคนเห็น

“ศิษย์น้องไม่ได้คิดจะสร้างสัตว์เทพเพียงหนึ่งหรือสองชนิด เขาคิดจะสร้างสัตว์ที่ไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นมาก่อนขึ้นมาเป็นฝูงเลย!”

ทุกคนไล่อ่านรายละเอียดบนกระดาษอย่างเงียบงัน

เมื่อจินตนาการถึงม้าขาวซึ่งมีเขา ม้ามีปีก สุนัขสามหัว สิงโตติดปีกค้างคาวกับหางแมงป่อง และสัตว์ซึ่งรวมสิงโต แพะ และอสรพิษเอาไว้ในร่างเดียวกัน สีหน้าของพวกเขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป

ลู่ชิงถานเงยหน้าถามอย่างไม่อยากเชื่อ

“คุณชายเคยเห็นสัตว์เหล่านี้มาก่อนหรือเจ้าคะ?”

“เคยเห็นภาพอยู่บ้าง”

ยูรันตอบโดยไม่เงยหน้าจากกระดาษ

หนานอวี้มองรายการในมือ ก่อนหันกลับไปมองยูรัน

“เจ้าพูดเหมือนกำลังจะต่อโต๊ะขึ้นมาใช้เองเพราะหาซื้อไม่ได้เลยนะ!”

“หลักการก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก”

“ต่างกันมากเลยต่างหาก!”