ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 98 ก็โกงไปสิ
ยูรันวางพู่กันลง ก่อนยื่นรายการทั้งหมดให้พนักงาน
“ข้าต้องการสัตว์อสูรตัวเล็ก ๆ ที่ยังไม่โตเต็มวัย ไม่จำเป็นต้องแข็งแกร่ง ส่วนชนิดที่ออกลูกเป็นไข่ก็เอาไข่มา ยิ่งมีจำนวนมากเท่าไรก็ยิ่งดี”
พนักงานรับรายการไปด้วยความตื่นเต้น
ยูรันเอนหลังพิงเก้าอี้ พลางครุ่นคิดอยู่ภายในใจ
[ดูเหมือนสัตว์อสูรส่วนใหญ่ของโลกนี้จะออกลูกเป็นไข่ แม้รูปร่างภายนอกจะเหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็ตาม]
[หากมีเพียงไข่ การสกัดดีเอ็นเอแล้วผสมสายพันธุ์โดยตรงคงทำได้ยาก แปลว่าต้องเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากตัวอ่อนหรือสัตว์วัยเยาว์ จากนั้นจึงค่อยปรับแต่งตัวอ่อนภายในไข่]
[แต่ข้าไม่มีอุปกรณ์แม้แต่ชิ้นเดียว ทุกขั้นตอนจึงต้องใช้สมาธิ พลังจิต และการควบคุมระดับละเอียดทั้งหมด... ดูท่าจะเหนื่อยน่าดู]
เมื่อเรียบเรียงวิธีการคร่าว ๆ ในใจเสร็จ ยูรันก็กล่าวย้ำกับพนักงานอีกครั้ง
“เอาตามที่ข้าพูดเมื่อครู่ ขอจำนวนมาก เน้นตัวเล็กที่ยังไม่โตเต็มวัยกับไข่สัตว์อสูร ส่วนระดับตบะไม่สำคัญ”
ดวงตาของพนักงานพลันสว่างวาบ
จากรายการในมือ หากยูรันซื้อสัตว์อสูรตามจำนวนที่เขียนไว้จริง นี่จะเป็นคำสั่งซื้อครั้งใหญ่ที่สุดของหอสัตว์อสูรในรอบหลายปี!
“โปรดรอสักครู่เจ้าค่ะ! รายการนี้มีจำนวนมากเกินกว่าที่ข้าจะตัดสินใจเองได้ ข้าจะรีบไปตามเจ้าของหอมาเดี๋ยวนี้!”
พูดจบ นางก็รีบวิ่งออกจากห้องรับรองไปทันที
ยูรันหันกลับมาทางทุกคน ก่อนเอ่ยถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“หากข้าสร้างกิเลนสำเร็จ พวกท่านคิดว่ากิเลนตัวเปี๊ยกซึ่งเพิ่งเกิดหนึ่งตัวจะขายได้เท่าไร?”
ทุกคนครุ่นคิดตามอย่างจริงจัง
สัตว์เทพอย่างกิเลนไม่อาจประเมินราคาด้วยมาตรฐานของสัตว์อสูรทั่วไปได้ ต่อให้เป็นเพียงตัวอ่อนแรกเกิด บรรดาสำนักใหญ่ ราชวงศ์ และตระกูลโบราณก็คงยอมทุ่มทรัพย์สินเพื่อแย่งชิง
ไป๋หลิงตอบอย่างไม่แน่ใจ
“คงแพงมาก แม้แต่ตระกูลใหญ่ก็อาจไม่มีปัญญาซื้อ”
“เช่นนั้นหรือ?”
ยูรันลูบคางครุ่นคิด
“ถ้าขายสักสองพันล้านเหรียญวิญญาณต่อหนึ่งตัว ข้าคงสบายไปทั้งชาติ”
“...”
กระดาษในมือของหนานอวี้ร่วงลงบนโต๊ะ
ลู่ชิงถานอ้าปากค้าง ขณะที่องครักษ์จางรู้สึกขาอ่อนขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
แม้แต่ลู่เหยียนหนิงกับไป๋หลิงยังไม่รู้ว่าควรตกใจกับราคาสองพันล้านเหรียญวิญญาณ หรือควรตกใจกับการที่ยูรันกำลังวางแผนขายลูกกิเลนราวกับเป็นสัตว์เลี้ยงทั่วไปก่อนดี
หนานอวี้กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
“ศิษย์น้อง... เจ้ายังสร้างมันไม่สำเร็จเลยนะ”
“อืม”
ยูรันตอบอย่างสบายอารมณ์
“ข้าจึงกำลังซื้อสัตว์อสูรมาทดลองอยู่นี่ไง”
ยูรันครุ่นคิดต่ออย่างจริงจัง
“แล้วถ้าเลี้ยงจนโตเต็มวัย พลังของกิเลนน่าจะขึ้นไปถึงขอบเขตมหายานได้ไม่ยาก”
เขาใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ ราวกับกำลังคำนวณราคาสินค้าทั่วไป
“สัตว์เทพระดับมหายานคงขายได้แพงหูฉี่น่าดู... สองหมื่นล้านเหรียญวิญญาณเป็นอย่างไร?”
“...”
ทั่วทั้งห้องเงียบสนิทอีกครั้ง
หนานอวี้รีบคว้าขอบโต๊ะเอาไว้ เพราะรู้สึกว่าร่างกายกำลังจะทรุดลงไปจริง ๆ
“สอง... สองหมื่นล้าน?”
ไป๋หลิงสูดหายใจลึก แม้แต่ตระกูลไป๋ที่สั่งสมทรัพย์สินมาหลายชั่วอายุคน หากนำทุกอย่างออกมาขายก็คงไม่สามารถรวบรวมเงินจำนวนนี้ได้
ลู่เหยียนหนิงกล่าวอย่างระมัดระวัง
“ยูรัน หากเป็นสัตว์เทพระดับมหายานจริง เกรงว่าเรื่องนี้คงไม่ใช่เพียงราคาสูงแล้ว ต่อให้มีเงินสองหมื่นล้าน ผู้ซื้อก็อาจไม่กล้านำออกมาเลี้ยงโดยเปิดเผย”
“ทำไมเล่า?”
“เพราะทันทีที่ข่าวแพร่ออกไป ทุกสำนักและราชวงศ์คงยกกำลังมาแย่งชิง”
ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาหรอก เพียงทำสัญญาผูกชีวิตเสียก็พอ หากเจ้าของตาย สัตว์เทพก็ตายตาม เช่นนั้นต่อให้แย่งไปก็ไม่มีประโยชน์”
เขากล่าวต่ออย่างสบายอารมณ์
“ยิ่งกว่านั้น สัตว์เทพที่โตเต็มวัยยังมีพลังระดับมหายาน ในโลกนี้ผู้ฝึกตนระดับมหายานมีอยู่ไม่มากนัก คงไม่มีผู้ใดบุ่มบ่ามเข้าไปขโมยมันง่าย ๆ หรอก”
“ส่วนผู้ซื้อเองก็คงไม่กล้านำสัตว์ที่ซื้อมาในราคาสองหมื่นล้านออกไปรุกรานผู้อื่นเช่นกัน หากมันได้รับบาดเจ็บหรือตายขึ้นมา เงินทั้งหมดก็สูญเปล่า”
ยูรันยักไหล่
“สุดท้ายแล้ว พวกเขาคงซื้อไปเลี้ยงเป็นสัตว์พิทักษ์ประจำสำนักหรือประจำยอดเขามากกว่า”
ทุกคนครุ่นคิดตามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ
“...ก็จริง”
หลังจากพูดคุยเรื่องราคาสัตว์เทพกันอยู่พักหนึ่ง เสียงฝีเท้ารีบร้อนก็ดังมาจากด้านนอก
ไม่นานนัก สตรีผู้หนึ่งก็รีบวิ่งเข้ามาภายในห้องรับรอง
นางดูมีอายุประมาณสามสิบปี สวมอาภรณ์สีเขียวเข้มปักลวดลายทอง รูปร่างสง่างามและมีกลิ่นอายของนักการค้าที่เฉียบแหลม แม้จะรีบร้อนมาเพียงใด แต่ยังรักษาท่าทีสุขุมเอาไว้ได้
นางคือจินอวี้หรง เจ้าของหอสัตว์อสูรแห่งเมืองหลอมศิลา
“ต้องขออภัยที่ปล่อยให้แขกผู้มีเกียรติรอนาน ข้ามีนามว่าจินอวี้หรง เป็นเจ้าของหอสัตว์อสูรแห่งนี้เจ้าค่ะ”
สายตาของนางกวาดผ่านทุกคน ก่อนหยุดอยู่บนใบหน้าของยูรัน
[คุณชายผู้นี้เองหรือที่สั่งซื้อสัตว์อสูรจำนวนมหาศาล?]
[หน้าตาหล่อเหลาไม่เบาเลยนี่...]
จินอวี้หรงเดินเข้าไปหา ก่อนถือโอกาสยื่นมือออกไปจับมือของยูรันอย่างเป็นกันเอง
“ยินดีอย่างยิ่งที่ได้ทำการค้ากับคุณชายเจ้าค่ะ”
ยูรันไม่ได้คิดอะไร เพียงปล่อยให้นางจับมือพลางพยักหน้า
“อืม ยินดีเช่นกัน”
แต่หญิงสาวคนอื่นภายในห้องกลับมีสีหน้าเปลี่ยนไปพร้อมกัน
หนานอวี้หรี่ตามองมือของจินอวี้หรง ไป๋หลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ส่วนลู่ชิงถานจ้องมือที่จับยูรันเอาไว้โดยไม่กะพริบตา
จินอวี้หรงสัมผัสได้ถึงสายตาหลายคู่ที่กำลังกดทับลงบนมือตน จึงรีบปล่อยมืออย่างแนบเนียน
จากนั้นนางก็รับรายการมาจากพนักงาน ก่อนอ่านอย่างละเอียด ดวงตายิ่งอ่านก็ยิ่งสว่างขึ้นเรื่อย ๆ
[คำสั่งซื้อครั้งนี้ใหญ่มาก!]
[หากขายได้ทั้งหมด หอสัตว์อสูรคงทำกำไรอย่างมหาศาล!]
ทว่าหลังตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าของนางก็เริ่มลำบากใจ
“เรียนคุณชาย หอสัตว์อสูรของพวกเรามีสัตว์อสูรตามที่ท่านต้องการอยู่หลายชนิด แต่จำนวนที่มีในขณะนี้น้อยกว่ารายการของท่านมาก”
“ต่อให้รวบรวมสัตว์อสูรทั้งหมดภายในหอ ก็คงจัดหาให้ได้ไม่ถึงสองส่วนเจ้าค่ะ”
ยูรันเอียงคออย่างไม่เข้าใจ
“หากที่นี่มีไม่พอ ท่านก็ติดต่อหอสัตว์อสูรในเมืองอื่นสิ”
จินอวี้หรงชะงัก
“เมืองอื่นหรือเจ้าคะ?”
“อืม แล้วค่อยแบ่งผลกำไรกัน”
ยูรันกล่าวราวกับเป็นเรื่องธรรมดา
“ต่อให้ต้องแบ่งเงินกับเมืองอื่น กำไรที่ท่านได้ก็ยังมากกว่าการขายเฉพาะสัตว์อสูรที่ตนเองมีไม่ใช่หรือ?”
เขาชี้ไปยังรายการในมือนาง
“หากท่านขายเฉพาะของในหอ พอสัตว์อสูรหมด การค้าก็จบลงเพียงเท่านั้น แต่หากติดต่อเมืองอื่นแล้วให้พวกเขาส่งของผ่านท่าน ท่านก็ยังได้ส่วนแบ่งจากสัตว์อสูรทุกตัวโดยไม่ต้องเลี้ยงพวกมันเองด้วยซ้ำ”
จินอวี้หรงครุ่นคิดตามอย่างรวดเร็ว
ยูรันกล่าวต่อ
“ท่านไม่จำเป็นต้องเปิดเผยว่าผู้ซื้อคือใคร เพียงทำหน้าที่เป็นคนกลาง รวบรวมรายการจากแต่ละเมือง ตรวจสอบคุณภาพ แล้วส่งมาให้ข้าพร้อมกัน”
“เผลอ ๆ ยิ่งร่วมมือกับเมืองอื่น ท่านอาจทำกำไรได้มากกว่าเดิมอีก เพราะต่อให้สัตว์อสูรของตนหมด ท่านก็ยังหาเงินจากของที่ผู้อื่นนำมาขายได้”
ดวงตาของจินอวี้หรงสว่างวาบ
หากนางเป็นศูนย์กลางของคำสั่งซื้อครั้งนี้ หอสัตว์อสูรเมืองอื่นก็จะกลายเป็นผู้จัดหาสินค้า ขณะที่นางได้รับส่วนแบ่งจากการประสานงาน การตรวจสอบ และการขนส่งทั้งหมด
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!”
จินอวี้หรงกอดรายการเอาไว้แน่น ราวกับกำลังถือภูเขาเหรียญวิญญาณ
“ข้าจะติดต่อหอสัตว์อสูรทุกเมืองที่สามารถติดต่อได้เดี๋ยวนี้!”
จินอวี้หรงกำลังจะหมุนตัวจากไป แต่ยูรันกลับเรียกนางเอาไว้ก่อน
“เดี๋ยวก่อน”
นางหยุดฝีเท้าทันที
“คุณชายยังมีสิ่งใดต้องการอีกหรือเจ้าคะ?”
“สัตว์อสูรกับไข่ที่หอของท่านมีอยู่แล้ว ไม่ต้องรอรวบรวมพร้อมกับเมืองอื่น ส่งมาก่อนเลย”
ยูรันกล่าวต่อ
“จะส่งไปที่ตระกูลไป๋หรือตระกูลลู่ก็ได้ ส่วนของจากเมืองอื่น หากหาได้ก็ทยอยส่งมาภายในหนึ่งสัปดาห์ ข้าคงอยู่ที่เมืองนี้ไม่เกินกว่านั้น”
จินอวี้หรงรีบจดจำทุกคำ
“รับทราบเจ้าค่ะคุณชาย ข้าจะให้คนจัดเตรียมและส่งชุดแรกไปโดยเร็วที่สุด”
หลังจากนางออกไปจัดการเรื่องคำสั่งซื้อ ไป๋หลิงก็อดถามขึ้นมาไม่ได้
“เจ้าไม่กลัวว่าพวกเขาจะถือโอกาสโก่งราคาสัตว์อสูรหรือ?”
“ก็โกงไปสิ”
ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ
ไป๋หลิงชะงัก
“เจ้าไม่เสียดายเงินหรือ?”
“มีอะไรให้น่าเสียดาย?”
ยูรันชี้ไปยังรายการสัตว์เทพบนโต๊ะ
“ขอเพียงข้าสร้างสัตว์เทพในรายการได้สำเร็จสักชนิด แล้วนำลูกของมันออกขาย ทุกอย่างก็คุ้มแล้ว ต่อให้พวกเขาโก่งราคาสัตว์อสูรทั้งหมดรวมกัน ก็ไม่มีทางสูงถึงสองพันล้านเหรียญวิญญาณหรอก”
เขาเก็บกระดาษทั้งหมดกลับมา
“ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อข้าสร้างตัวอย่างสำเร็จและสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างต่อเนื่อง ข้าก็ไม่มีเหตุผลต้องกลับมาซื้อสัตว์อสูรสำหรับทดลองอีก”
ยูรันยักไหล่
“อย่างไรก็คงซื้อครั้งนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น พวกเขาอยากโก่งราคาก็ปล่อยให้โก่งไปเถอะ”
ทุกคนเงียบลงทันที
ฟังดูเหมือนยูรันกำลังยอมให้หอสัตว์อสูรเอาเปรียบ แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม
สำหรับเขา สัตว์อสูรนับร้อยตัวเป็นเพียงต้นทุนการทดลองครั้งแรก หากประสบความสำเร็จ เขาจะสามารถสร้างและขยายพันธุ์สัตว์เทพซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าต้นทุนหลายร้อยเท่าได้อย่างไม่สิ้นสุด
ไป๋หลิงถอนหายใจเบา ๆ
“ข้าเริ่มสงสารคนที่คิดจะโกงเงินเจ้าแล้วสิ”
“ถ้าเช่นนั้น พวกเราก็ไปตระกูลไป๋กันเลยดีหรือไม่? ธุระที่นี่เสร็จหมดแล้ว ไม่มีเหตุผลต้องรอจนถึงตอนเย็น”
สีหน้าของไป๋หลิงค่อย ๆ จริงจังขึ้น นางนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
“อืม ไปตอนนี้เลยก็ได้ ท่านยายน่าจะอยู่ที่เรือนหลัก”
นางหยิบแผ่นหยกสื่อสารออกมา
“ข้าจะแจ้งคนในตระกูลให้เตรียมต้อนรับ”
ยูรันลุกขึ้น ก่อนหันไปหาลู่เหยียนหนิง
“เช่นนั้นพวกเราไปกันเถอะท่านแม่ลู่ หากจัดการทุกอย่างเสร็จเร็ว ตอนเย็นข้าจะได้กลับมาทำอาหารให้ทุกคนกิน”
“ตามใจเจ้า”
ทั้งหมดจึงออกจากหอสัตว์อสูร ก่อนมุ่งหน้าไปยังตระกูลไป๋ทันที
บรรยากาศสนุกสนานเมื่อครู่ค่อย ๆ เงียบลง โดยเฉพาะไป๋หลิงซึ่งมีสีหน้าเคร่งขรึมตลอดเส้นทาง
นางรู้ดีว่าเมื่อก้าวผ่านประตูตระกูลไป๋ เรื่องที่หลบเลี่ยงมานานก็ถึงเวลาต้องเผชิญหน้าเสียที